หน้าหลัก » ข่าวพาดหัว-หน้าหนึ่ง

จับผู้ต้องหารุกป่า ชาวบ้านลุกฮือปิดล้อมอำเภอ

Author by 13/05/16No Comments »

     2           สนธิกำลังเข้ายึดพื้นที่ป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสะเมิง ที่ถูกบุกรุกกว่า 100 ไร่ เจอหลักฐานชัดแผ้วถางภูเขาเตรียมปลูกสตรอเบอรี่และพืชไร่ เป็นบริเวณกว้าง เจ้าของอ้างสิทธิ์ถือครองถูกต้อง ไม่ยอมจำนนส่งซิกญาติ ชาวบ้านลุกฮือปิดล้อมอำเภอให้ปล่อยตัวตึงเครียดทั้งคืน ก่อน ผบ.มทบ.33 ควง ผู้การเชียงใหม่นำกำลังเสริมเข้าพื้นที่คลี่คลายสถานการณ์ยอมปล่อยตัวหลัง ประกันรายละ 5 หมื่น เช้ามืดอีกวัน

เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 12 พ.ค. 2559  นายเกรียงไกร เพาะเจริญ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสะเมิง พร้อมด้วย นายชาตรี กิตติธนดิตถ์ นายอำเภอสะเมิง พ.อ.พิศิษฐ์ กันทะใจ หัวหน้า กกร.มทบ.33 และ เจ้าหน้าที่จากสถานีตำรวจภูธรสะเมิง หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ชม.40 (ยั้งเมิน) อุทยานแห่งชาติขุนขาน ศูนย์ปฏิบัติการ สนธิกำลังป้องกันและปราบปรามการลักลอบทำลายทรัพยากรป่าไม้ และสัตว์ป่า ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่เป็นพื้นที่ล่อแหลมอยู่ในเกณฑ์วิกฤตที่ 2 และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องหลายฝ่ายได้ร่วมกันสนธิกำลัง ปฏิบัติการพลิกฟื้นผืนป่า สู่การพัฒนาการอย่างยั่งยืน พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสะเมิง ต.ยั้งเมิน อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ โดยได้นำกำลังเข้าร่วมตรวจยึดพื้นที่ป่าที่มีการบุกรุก บริเวณบ้านขุนห้วยป่าคา ท้องที่หมู่ 1 ต.ยั้งเมิน อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ที่อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสะเมิง ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำของชุมชน ต.ยั้งเมินและอำเภอสะเมิง ทั้งนี้พบมีการบุกรุก แผ้วถาง พื้นที่ป่าไม้ เพื่อปลูกสตรอเบอรี่และข้าวโพด รวมพื้นที่ประมาณ 97 ไร่ นอกจากนี้ยังพบสิ่งปลูกสร้างอาคารถาวรหลายหลัง รวมทั้งถังใส่สารเคมี ยาฆ่าแมลง และจากการตรวจสอบไม่พบว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในพิกัดพื้นที่ผ่อนปรนเพื่อรอการพิสูจน์สิทธิ์ ตามมติคณะรัฐมนตรี 30 มิ.ย.2541 ซึ่งในเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ได้กล่าวโทษตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ ม.54 , พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ม.14 , พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ม.38

ทั้งนี้หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสะเมิง กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อช่วงเดือนธันวามคม ปี 2558 ที่ผ่านมา ทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสะเมิงได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ ว่า บริเวณต้นน้ำบ้านขุนห้วยป่าคา ท้องที่หมู่ 1 ต.ยั้งเมิน ได้ถูกนายทุนบุกรุกเป็นพื้นที่กว้าง ดังนั้นทางเจ้าหน้าที่จึงได้รับเรื่องและเข้าไปดำเนินการตรวจสอบโดยได้มีการ สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสำรวจ พื้นที่ที่ถูกบุกรุกดังกล่าว ซึ่งจากผลการตรวจสอบในวันที่ 22 ธ.ค.58 พบว่า มีการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำจริง จับพิกัดรอบแปลงได้เนื้อที่ประมาณ 83 ไร่ และพบพื้นที่ที่มีอยู่ใช้ไปกับการเพาะปลูก สตรอเบอรี่ ประมาณ 80% และพื้นที่ที่เหลือก็มีการเพาะปลูกข้าวโพดบางส่วน นอกจากนี้ยังพบร่องรอยการตัดทำลายต้นไม้ การเจาะใส่ยาทำให้ต้นไม้ยืนต้นตาย มีการสร้างสิ่งปลูกสร้างอาคารถาวรรวมประมาณ 5 หลัง และโรงเก็บอุปกรณ์ต่างๆ และมีการขุดบ่อน้ำจำนวน 3 บ่อ การเดินสายไฟผ่านแนวป่าความยาวประมาณ 2 กม. ขณะเดียวกันจากการสอบถามบุคคลที่อยู่ในพื้นที่ทราบว่า พื้นที่ดังกล่าวมี นายกวินท์ เซ่งจ่าว เป็นเจ้าของ

ต่อมาในวันที่ 15 ม.ค.59 ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการเชิญตัวเจ้าของพื้นที่ที่บุกรุกเข้ามาเพื่อสอบถามข้อ เท็จจริงและดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายมี นายกวินท์ เซ่งจ่าว และ นายธรรมธร เซ่งจ่าว ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า เป็นคนนอกพื้นที่ และอยู่ที่ ต.บ่อแก้ว อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ เดินทางเข้าร่วมประชุมกับทางเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง โดยในวันดังกล่าวได้มีการเจรจาเพื่อขอให้ทางผู้บุกรุกออกจากพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งทางผู้บุกรุกก็ได้มีการชี้แจงยืนยันหลักฐานการถือครอง ซึ่งได้ข้อสรุปว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นของ นายกวินท์ เซ่งจ่าว จริง มีใบตอบรับเนื้อที่ประมาณ 7 ไร่ ซื้อมาจากชาวบ้านทางฝั่ง อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งจากผลการตรวจสอบมีมติว่า จะให้ทาง นายกวินท์ ออกจากพื้นที่ทั้งหมด พร้อมทั้งให้ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ระบบไฟฟ้า ออกจากพื้นที่ด้วย โดยให้เวลาถึงวันที่ 30 เม.ย.59 ที่ผ่านมา ซึ่งทาง นายกวินท์ ก็ได้ยอมรับเงื่อนไข พร้อมทั้งลงชื่อไว้เป็นหลักฐานโดยสมัครใจแล้ว

แต่หลังจากวันที่ 29 ม.ค.59 ทางนายกวินท์ ได้เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องกับศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเชียงใหม่ว่า ตนและครอบครัวได้ซื้อที่ดินดังกล่าวมาจากเจ้าของเดิมจำนวน 2 ครั้ง โดยในครั้งแรกจำนวน 7 ไร่ และครั้งที่สอง จำนวน 50 ไร่ พร้อมทั้งได้แนบเอกสารสำคัญสัญญาซื้อขายมาทั้ง 2 ฉบับ และอ้างว่า พื้นที่เดิมมีร่องรอยการทำมาหากินมาก่อนปี 2540 และอ้างอีกว่า เคยมีเจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้ามาตรวจสอบพื้นที่ อีกทั้งอ้างว่า เมื่อวันที่ 15 ม.ค.59 ที่ได้มีการเจรจาก่อนหน้านี้นั้นทางเจ้าหน้าที่ป่าไม้และเจ้าหน้าที่ทหารมี อาวุธครบมือมาข่มขู่ให้ยอมรับและบีบบังคับให้ออกจากพื้นที่ รวมทั้งอ้างด้วยว่า ในพื้นที่โดยรอบซึ่งเป็นของผู้อื่นก็เป็นพื้นที่ลักษณะเดียวกัน ทำไมถึงไม่มีการดำเนินคดี ดังนั้นทางเจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องเข้าดำเนินการเพื่อให้เกิดความถูกต้อง

ด้าน นายชาตรี กิตติธนดิตถ์ นายอำเภอสะเมิง กล่าวว่า โดยภาพรวมการบุกรุกพื้นที่ป่าของ อ.สะเมิงนั้น จะมีมาประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งพบว่า ยังมีปริมาณที่ไม่มากนัก แต่ต้องหยุดยั้งให้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งสาเหตุที่มีการบุกรุกนั้นก็เนื่องมาจากความเจริญที่มีถนนตัดเข้าถึง ประกอบกับเศรษฐกิจที่เจริญเติบโตขึ้น จึงทำให้มีความต้องการในการใช้พื้นที่เพาะปลูก เช่น สวนส้ม และสตรอเบอรี่ เพิ่มมากขึ้นด้วย หากไม่มีการหยุดยั้งตั้งแต่เนิ่นๆก็จะลุกลามบานปลายมากขึ้นและทำให้แก้ไขได้ ยาก เช่นกรณีนี้ โดยคนในพื้นที่ก็จับตาดูอยู่ว่าหากทางภาครัฐไม่มีการเข้าไปดำเนินการให้เป็น ตัวอย่าง ก็จะมีคนทำตามบ้าง จากสภาพโดยรวมของ อ.สะเมิง มีพื้นที่ป่าทั้งสิ้นประมาณ 5 แสนกว่าไร่ โดยแยกเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ประมาณ 2 แสนกว่าไร่ ป่าอนุรักษ์พิเศษ ประมาณ 2 แสนไร่ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอีก 1 แสนกว่าไร่ ซึ่งการที่ราษฎรเข้าไปบุกรุกเป็นพื้นที่ทำกินนั้นถือเป็นสิ่งที่ผิด และต้องเร่งสร้างจิตสำนึกที่ดีให้กับทางราษฎรได้เข้าใจการดำเนินการของทางเจ้าหน้าที่ด้วย

ทั้งนี้มีรายงานว่า   ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้(12พ.ค.)   เวลาประมาณ 13.00 น. ทางเจ้าหน้าที่ทั้งหมดได้เดินทางเข้าดำเนินการเจรจากับกลุ่มผู้บุกรุกใน พื้นที่ โดยจากผลการลงพื้นที่นั้นพบ นายกวินท์ เซ่งจ่าว และ นายธรรมธร เซ่งจ่าว พร้อมทั้งครอบครัว ยังคงปักหลักอยู่ในพื้นที่ โดยทางนายอำเภอสะเมิง พร้อมด้วย หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสะเมิงพร้อมผู้เกี่ยวข้อง ฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ ร่วม 100 คน เข้าสำรวจพื้นที่ โดยพบว่าพื้นที่ดังกล่าวได้มีการทำเป็นแปลงเพาะปลูกพืชซึ่งประกอบไปด้วย ผักกาด และสตรอเบอรี่เป็นบริเวณกว้าง นอกจากนี้ยังได้เดินเท้าเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ด้านในซึ่งพบว่า มีการเตรียมการเพาะปลูกอีกเป็นจำนวนหลายสิบไร่ ขณะที่ทางผู้บุกรุกยังคงอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ตามที่ได้มีการยืนยันก่อนหน้า นี้

จากการเข้าตรวจสอบพื้นที่ทั้งหมดของทางเจ้าหน้าที่พบว่าพื้นที่ส่วน ใหญ่ได้มีร่องรอยของการปลูกสตรอเบอรี่และบางจุดได้ทำการปลูกผักกาด อีกทั้งมีพื้นที่เตรียมการที่จะขยายเพิ่มไปโดยพบว่ามีร่องรอยไฟไหม้ซึ่ง เนื้อที่น่าจะเกิน 100 ไร่ ขณะเดียวกันจากการสอบถามเจ้าของพื้นที่ได้อ้างว่า มีพื้นที่ทั้งของตัวเองและพื้นที่ที่ได้มีการเช่าคนอื่นมา โดยมีเจ้าของพื้นที่ทั้งหมด 4 คน แต่อย่างไรก็ตามพื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารของห้วยป่าคา ที่จะไหลไปสู่บ้านปางขุมและหล่อเลี้ยงชาวพื้นที่สะเมิง ซึ่งถือเป็นต้นน้ำที่สำคัญมาก แต่ที่ตรวจสอบพบปรากฎว่า มีทั้งการเผาป่า มีทั้งสารเคมีที่ใช้พ่นเพื่อการเกษตร ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้เป็นพื้นที่ทำการเกษตรต่อไปก็จะมีผลกระทบต่อคนที่อยู่ ข้างล่าง รวมทั้งคนที่อยู่กลางน้ำและปลายน้ำด้วย จึงควรที่จะมีการฟิ้นฟูพื้นที่ให้กลับมาสมบูรณ์ต่อไป ซึ่งเชิญทั้ง 4 คน ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของพื้นที่ไปลงบันทึกการจับกุมให้มีการดำเนินคดีจนสิ้น สุด จึงจะเข้าดำเนินการปรับปรุงพื้นที่ป่าบริเวณนี้ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ต่อไป

แต่ในช่วงค่ำวันเดียวกันนี้ ทางกลุ่มผู้อ้างว่าเป็นผู้ถือครองที่ดินได้เดินทางมายังที่ว่าการอำเภอสะ เมิงเพื่อเข้าเจรจากับทางนายอำเภอสะเมิง แต่เนื่องจากการเจรจาเกิดความไม่เข้าใจทางกลุ่มผู้อ้างสิทธิ์ถือครองที่ดิน จึงได้มีการนัดพวกชาวบ้านมารวมตัวกันกับคนในพื้นที่ร่วม 200 คน เข้าทำการประท้วงที่บริเวณตึกที่ว่าการอำเภอ ปิดล้อมเพื่อไม่ให้จับกุมและปล่อยตัว พร้อมเรียกร้องความเป็นธรรม ซึ่งสถานการณ์เป็นไปด้วยความตึงเครียดตลอดคืน เนื่องจากกลุ่มผู้ประทวงนั้นไม่ยินยอมแยกย้าย และต้องการได้ข้อสรุปที่ชัดเจนและเป็นที่พึงพอใจ อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการระดมกำลังเพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ที่อาจ จะรุนแรงเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งได้มีการเชิญตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าทำการเจรจา เพื่อรับฟังข้อเรียกร้อง และจะดำเนินการเพื่อให้ความเป็นธรรมและถูกต้องมากที่สุด แต่ไม่เป็นผลแม้ทางนายประจวบ กันธิยะ ปลัดจังหวัดจะเดินทางเข้าร่วมเจรจาด้วยก็ตาม

กระทั่งเวลาประมาณ 01.30 น. พล.ต.โกศล ประทุมชาติ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 พร้อมด้วย พล.ต.ต.มนตรี สัมบุณณานนท์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ นำกำลังทหาร ตำรวจเข้าควบคุมสถานการณ์และร่วมเจรจาด้วยร่วมชั่วโมง จนได้ข้อยุติให้ประกันตัวผู้ต้องหา โดยใช้เงินสดรายละ 5 หมื่นบาท ส่วนคดีก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนโดยจะให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ทำให้ชาวบ้านยอมสลายตัวเมื่อเช้ามืดประมาณ 03.00 น. ของวันที่ 13 พ.ค.59.