หน้าหลัก » ข่าวพาดหัว-หน้าหนึ่ง

พบสวนส้มบุกรุกที่ สปก. ประกาศยึด

Author by 5/09/16No Comments »

   2             เลขา สปก.นำคณะลงพื้นที่ ตรวจสวนส้มดังใน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ พบปัญหารุกที่ดินผิดกฎหมาย เตรียมรวมหลักฐานเอาคืนภายใน 15 ..นี้  

เมื่อวันที่ 4 กันยายน  2559  เวลา 13.30 น.นายสรรเสริญ อัจจุตมานัส เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พร้อมคณะได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจดำเนินการตามมาตรการแก้ไขปัญหาการครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ในอำเภอฝาง,อำเภอแม่อาย  จังหวัดเชียงใหม่  โดยเข้าตรวจสอบเอกสารสิทธิในการครอบครองที่ดิน ในสวน ส้มทรายทอง  สวนส้มธนาธร  พื้นที่อำเภอฝาง  และอำเภอแม่อาย  โดยพบว่า ได้ทำการครอบครองโดยมิชอบตามกฏหมายของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  ซึ่งได้มีหลายสวนที่ได้บุกรุกที่ดิน สปก.โดยมีเอกสารสิทธิในการถือครอบครองเพื่อทำการเกษตรไม่ถึง 50% ที่เข้าทำการครอบครองโดยมิชอบและเป็นการบุกรุกป่า ซึ่งทางสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จะได้ดำเนินการตามกฎหมาย    ส่วนที่บุกรุกต่อไป

เลขา ส.ป.ก.กล่าวว่า จากการเข้าทำการตรวจสอบและฟังผู้ช่วยจัดการสวนและบริษัทเชียงใหม่มิตรเกษตร หรือสวนส้มทรายทอง ที่ระบุว่า ที่แปลงดังกล่าว มีเกษตรเข้าร่วมทำสวนส้มทั้งหมด 900 กว่ารายและแบ่งกันทำและยังเป็นของเกษตรกรเพียงแต่ทางบริษัทสวนส้มทรายทอง หรือบริษัทเชียงใหม่มิตรเกษตร เป็นเพียงช่วยจัดการทางด้านวิชาการและรับซื้อส้มจากเกษตรกรนั้น เบื้องต้นส่วนตัวไม่เชื่อว่าเป็นของเกษตรกร เพราะมีรั้วรอบขอบชิดมีประตูเข้ามียาม และเป็นแปลงเดียวมีการจัดการที่ดีมากๆ เป็นของชาวบ้านนั้นไม่น่าเชื่อได้ แต่ก็ต้องตรวจสอบให้ความเป็นธรรมทุกฝ่ายและจะต้องยึดคืนก่อนวันที่ 15 กันยายน 2559  ดูแลทั้งอาคาร สิ่งปลูกสร้าง และต้นส้ม  โดยจะให้ทางเจ้าของดำเนินการลื้อถอนเอง หรือถ้าไม่ดำเนินการก็จะต้องให้ส่วนราชการมาดำเนินการเหมือนกรณีที่ภูทับเบิก ตรวจสอบแล้วมีการคัดค้านของชาวบ้านเกษตรกรหลายร้อยราย แต่ก็ต้องตรวจสอบตามความเป็นจริงและยุติธรรมที่สุดเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย แล้วจะดำเนินการตามกฎหมาย  ม 44 จากนั้นได้เดินตรวจสวนส้มในแปลงซึ่งก็บอกว่า เกษตรกรชาวบ้านทำแบบนี้ไม่น่าใช่

อย่างไรก็ตามการที่ ส.ป.ก.ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าตรวจสอบการถือครองที่ดิน 2 สวนส้มดังใน จ.เชียงใหม่ครั้งนี้เป็นการดำเนินการตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 36/2559 ซึ่งกรณี 2 สวนส้มรายใหญ่”สวนส้มธนาธร และสวนส้มทรายทอง” อยู่บนพื้นที่เป้าหมายกว่า 6,000 ไร่ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระยะตรวจสอบหลักฐาน ทั้งนี้เลขาธิการ ส.ป.ก.กล่าวว่า จากการดำเนินการตาม ม.44 เพื่อยึดคืนที่ดิน ส.ป.ก.ขนาดพื้นที่มากกว่า 500 ไร่ นั้น ในจังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่เป้าหมายเป็นของสวนส้มขนาดใหญ่ 2 ราย ระบุชื่อครอบครองเป็น บริษัท เชียงใหม่มิตรเกษตร จำกัด หรือ ที่รู้จักกันในชื่อของสวนส้มทรายทอง กินพื้นที่จำนวน 4 แปลง ในตำบลบ้านหลวง ตำบลสันต้นหมื้อ อำเภอแม่อาย คาบเกี่ยวตำบลเวียง อำเภอฝาง อีกบริษัทที่ ส.ป.ก. ระบุชื่อผู้ครอบครอง คือ บริษัท สวนส้มธนาธร จำกัด หรือสวนส้มธนาธร กินพื้นที่จำนวน 5 แปลง อยู่ในพื้นที่ตำบลเวียง อำเภอฝาง ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาตรวจสอบหลักฐาน   จากการขอยื่นคัดค้าน

ซึ่งพื้นที่เป้าหมายทั้ง 5 แปลง ได้แก่ 1.แปลงที่ no 786 ประกอบด้วย 1.บริษัท สวนส้มธนาธร จำกัด เนื้อที่คัดค้าน 759 ไร่  2.บริษัท เชียงใหม่มิตรเกษตร จำกัด (สวนทรายทอง) เนื้อที่คัดค้าน 295.46 ไร่ 2.แปลงที่ no 787 ประกอบด้วย บริษัท สวนส้มธนาธร จำกัด เนื้อที่คัดค้าน 214.91 ไร่ และ บริษัท เชียงใหม่มิตรเกษตร จำกัด (สวนทรายทอง) เนื้อที่คัดค้าน 784.94 ไร่ 3.แปลงที่ no 788 ประกอบด้วย บริษัท สวนส้มธนาธร จำกัด เนื้อที่คัดค้าน 461 ไร่ และ บริษัท เชียงใหม่มิตรเกษตร จำกัด (สวนทรายทอง) เนื้อที่คัดค้าน 2,010.62 ไร่ 4.แปลงที่ no 789 ประกอบด้วย บริษัท สวนส้มธนาธร จำกัด เนื้อที่คัดค้าน 459 ไร่ และ บริษัท เชียงใหม่มิตรเกษตร จำกัด (สวนทรายทอง) เนื้อที่คัดค้าน 203.01 ไร่ และ 5.แปลงที่ no 790 ประกอบด้วย บริษัท สวนส้มธนาธร จำกัด เนื้อที่คัดค้าน 246 ไร่

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ซึ่งไม่เข้าข่ายขนาดมากกว่า 500 ไร่อีกบางส่วน โดยกระบวนพิจารณาตรวจสอบหลักฐานจากการขอยื่นคัดค้าน ส.ป.ก.ได้ตรวจสอบด้วยความละเอียดรอบคอบ โดยคาดว่าจะตรวจหลักฐานแล้วเสร็จภายในกลางเดือนกันยายน 2559 และจากนี้จะเป็นการปิดป้ายประกาศให้ผู้ครอบครองที่ดินส่งมอบคืนให้แก่ ส.ป.ก. ส่วนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินที่จะยึดเป็นกรณีที่ต้องพิจารณาไปตามหลักเกณฑ์ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 ว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือไม่ และดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวขึ้นอยู่กับประโยชน์ใช้สอย ส่วนผลอาสิณ (ต้นส้ม) หากผู้ครอบครองที่ดินจะไม่รื้อถอนออกไปและประสงค์จะมอบให้เป็นกรรมสิทธิ์ของ ส.ป.ก. ก็เป็นกรณีที่ ส.ป.ก. สามารถใช้ดุลพินิจรับไว้ได้ หากเห็นว่า ไม่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่อย่างเป็นธรรมต่อไป.