หน้าหลัก » ข่าวพาดหัว-หน้าหนึ่ง

พบโบสถ์มหาอุดเก่าแก่ 109 ปี โยงเมืองชูกชก

Author by 11/10/16No Comments »

   5     พบโบสถ์มหาอุดเก่าแก่ 109 ปี ศิลปะลาวเวียงจันทร์ เชื่อมโยงเมืองชูชก รอวันพังถล่ม ใช้ลวดสลิงขึงรัดไว้  วอนกรมศิลปากรเร่งบูรณะด่วน เพื่อเก็บไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษา

เมื่อเวลา    11.30 น.วันที่ 10 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า ที่วัดคลึงคราช หมู่ 4 บ้านเด่นสำโรง ต.หาดสองแคว อ.ตรอน จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน่าน ในวัดมีอุโบสถ(โบสถ์)เก่าแก่มีอายุ 109 ปี

หลังจากได้รับแจ้งแล้ว รุดไปยังสถานที่ดังกล่าวพบว่ามีโบสถ์รูปลักษณะเป็นศิลปะลาวเวียงจันทร์ หลวงพระบาง  สี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 8 เมตร ยาว 16 เมตร สูง 10 เมตร มีประตูทางเข้าด้านหน้าเพียงด้านเดียว มีหน้าต่าง 2 ด้าน รวม 6 ช่องเป็นโบสถ์มหาอุด มีสิงห์คู่ตั้งอยู่หน้าบันไดประตูทางเข้า หลังคามุงด้วยสังกะสี ตัวโบสถ์ทรุดโทรมปริแตกแยกออกจากกัน โดยมีลวดสลิงขึงรัดรอบตัวโบสถ์เอาไว้ พร้อมกับไม้และเสาปูนช่วยค้ำยันผนังกำแพงโบสถ์ด้านทิศเหนือเพื่อไม่ให้พังถล่มทรุดตัวลงมา สร้างความน่าหวาดกลัวต่อผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

ส่วนบริเวณมุมด้านข้างอุโบสถด้านพบตุ๊กตาปูนแกะสลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ 3 เศียร พร้อมรูปเทวดากับนางฟ้า ที่มีความโดดเด่นให้กับตัวโบสถ์หลังนี้ ซึ่งรูปตุ๊กตาปูนปั้นดังกล่าวยังแฝงด้วยปริศนาธรรมให้คนทั่วไป ที่เข้ามาภายในวัดได้หันมาทำบุญและสร้างความดี หลังจากที่ตายลงแล้วจะเกิดเป็นเทวดาและนางฟ้า

ภายในพระอุโบสถแห่งนี้ มีคานไม้สักวางพาดอยู่บนกำแพงพร้อมจั่วรูปสามเหลี่ยม ขึ้นโครงเป็นหลังคามุงกันแดดกันฝน ไม่มีเหล็กและเสาเป็นตัวช่วยยึด การก่อสร้างเป็นแบบภูมิปัญญาของคนโบราณ บางส่วนเกิดชำรุด ชาวบ้านหวั่นว่าคานไม้รวมถึงจั่วสามเหลี่ยมจะพังทลายร่วงลงมา หากมีลมกรรโชกอย่างแรง ด้านบนหลังคาซึ่งมุงด้วยสังกะสีเสื่อมโทรมอย่างมาก โบสถ์หลังนี้ได้ขึ้นทะเบียนกับทางกรมศิลปากรเพื่อเป็นสมบัติของชาติ ทำให้ทางวัดไม่สามารถเข้าไปพัฒนาปรับปรุงซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพที่ดีกว่าปัจจุบันได้ ถึงแม้นจะไม่ได้ใช้งานแล้วก็ตาม แต่ควรต้องอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชมกัน

ทั้งนี้ ยังพบว่ามีช่อฟ้าทำด้วยไม้สัก ใช้ติดประดับส่วนบนยอดสูงสุดของโบสถ์  2 ชิ้น ซึ่งใบระกาไม้สักแกะเป็นรูปของพญานาคตัวผู้และตัวเมีย ใช้ประดับติดมุมของหลังคาทั้ง 4 ทิศได้นำมาเก็บรักษาที่วิหารหลวงพ่อพุ่ม เพื่อรอการซ่อมแซมโบสถ์ให้แล้วเสร็จก่อน ถึงจะนำมาติดประดับไว้ยังที่เดิม เพื่อให้คงความสมบูรณ์ของโบสถ์ต่อไป

พระชาติ  จตมโร พระลูกวัดคลึงคราช ผู้ดูแลและรับผิดชอบโบสถ์เสื่อมโทรมหลังนี้ กล่าวว่า วัดแห่งนี้มีพระภิกษุจำพรรษา 7 รูป โบสถ์ที่เห็นสร้างในปี พ.ศ.2450 หรือเมื่อ 109 ปีที่ผ่านมา โดยหลวงพ่อพุ่มพร้อมชาวบ้านร่วมใจกันสร้างขึ้นมาตามภูมิปัญญาของคนท้องถิ่นเพื่อใช้ในกิจกรรมของสงฆ์ การประชุมและทำสังฆกรรม  กานรก่อสร้างได้นำดินจากสระน้ำในวัดมาเผาไฟเป็นอิฐแล้วก่อฐานรากและกำแพง 4 ด้านเป็นโบสถ์    นำไม้สักท่อนเหลี่ยมวางคานพร้อมขึ้นจั่วรูปสามเหลี่ยมเป็นหลังคา นำช่อฟ้า ใบระกา พระประธาน    และใบเสมามาประดับโบสถ์ให้สมบูรณ์แบบ

พร้อมนำศิลปะล้านนาเวียงจันทร์ หลวงพระบาง มาเป็นองค์ประกอบในการสร้าง เชื่อมโยงวัฒนธรรมของชาวบ้านที่อพยพมาจากเวียงจันท์ ประเทศลาว สมัยช่วงศึกสงครามปราบกบฎเจ้าอนุวงศ์เวียงจันท์ ปี พ.ศ.2371 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ชาวบ้านได้ตั้งถิ่นฐานที่บ้านกองโค วังสะโม วังแดง เด่นสำโรงและหาดสองแคว

สำหรับโบสถ์เก่าแก่ที่ทรุดโทรมอยู่นี้ ได้ขึ้นทะเบียนเอาไว้กับกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม จึงอยากให้ทางเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรเข้ามาตรวจสอบและเร่งซ่อมแซมให้โดยไวที่สุด เพราะหวั่นว่าโบสถ์อันเก่าแก่นี้อาจจะพังทลายลงมาและกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อประชาชนทั่วไปที่แวะเข้ามาท่องเที่ยวภายในวัด

พระภิกษุชาติ กล่าวด้วยว่า วัดคลึงคราชแห่งนี้ เคยมีเรื่องเล่าว่า ตั้งอยู่ในเมืองตาชูชก เมืองเก่าแก่ที่มีประวัติเชื่อมร้อยกับพุทธประวัติของพระพุทธเจ้าในชาดกเรื่อง “พระเวสสันดร” กัณฑ์ชาดกเล่าเรื่อง โดยเฉพาะกัณฑ์ชูชก 1 ใน 13 กัณฑ์ของเทศมหาชาติพระเวสสันดรชาดก ได้มีการเอ่ยถึงวัดคลึงคราชแห่งนี้ด้วย

หลวงพ่อพุ่ม พระนักเทศน์มีชื่อเสียงในจังหวัดอุตรดิตถ์ มักจะเทศมหาชาติเกี่ยวกับพระเวสสันดรชาดก ให้ประชาชนได้รับฟังบ่อย ๆ เทศน์ได้จับใจคนฟังในยุคนั้น จะหาพระนักเทศน์ที่เก่งและเทียบได้ยาก ทั้งน้ำเสียงการเทศน์และการสอนธรรมะให้กับญาตโยม

หลวงพ่อพุ่ม เป็นเกจิรุ่นเดียวกับหวงพ่อฮวบ เจ้าอาวาสวัดสามัคยาราม อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ เด่นดังด้านแคล้วคลาด เมตตามหานิยม โดยจะใช้อุโบสถ์มหาอุดที่สร้างขึ้นมานี้ ทำพิธีปลุกเสกวัตถุมงคลตลอดจนเครื่องรางของขลังแจกจ่ายให้กับลูกศิษย์ของท่านเพื่อติดตัวไปในทุกทีหรือไว้ที่บ้าน และยังเป็นพระกรรมวาจาจารย์อุปสมบทให้กับหลวงพ่อจันทร์ โฆสโก เจ้าอาวาสวัดหาดสองแคว เจ้าของฉายาเทพเจ้าแห่งลุ่มน้ำน่านอีกด้วย

เมื่อปี พ.ศ. 2452 สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 10 กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเจ้าจอมมารดาแพ เสด็จตรวจงานพระสงฆ์ที่ภาคเหนือ ได้แวะสอบถามสาระทุกข์สุขดิบหลวงพ่อพุ่มพร้อมพระลูกวัด พร้อมเดินชมตัวอุโบสถที่ก่อสร้างด้วยฝีมือชาวบ้านตามภูมิปัญญา ด้วยไม่มีงบชาวบ้านจึงนำสังกะสีมามุงกันแดดกันฝนให้แทน.