หน้าหลัก » ข่าวพาดหัว-หน้าหนึ่ง

พ่อเฒ่าชาวม้ง โชว์เหรียญพระราชทาน ในอดีตใช้แทนบัตรประชาชน

Author by 18/10/16No Comments »

 4      พ่อเฒ่าชาวม้งหนึ่งเดียวแห่งบ้านม้งดอยปุย ที่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้ซึ่งเคยได้รับพระราชทานเหรียญที่ระลึกชาวเขาซึ่งในอดีตใช้แทนบัตรประชาชน

เมื่อวันที่ 17 ต.ค.59     นายสุหยี่ เพื่องฟู อายุ 78 ปี เป็น 1 ใน 20 กว่าคนของชาวไทยภูเขาบ้านม้งดอยปุยรุ่นแรก ที่ได้รับเหรียญที่ระลึกสำหรับชาวเขา เปิดเผยว่า ได้เข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่กรุงเทพมหานครซึ่งได้เดินทางไปพร้อมกันหลายคนหลายชนเผ่า ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ทุกคนที่ไปพร้อมกันได้รับพระราชทานเหรียญ ซึ่งพระองค์ได้รับสั่งว่า ให้เก็บรักษาไว้ให้ดี รับสั่งให้ทุกคนอย่าไปถางป่า ทำกินแบบพอมีพอเพียง ไม่ให้ทำสิ่งไม่ดี เลิกปลูกฝิ่น แล้วทำอาชีพตามที่ได้รับการส่งเสริม ทำมาค้าขายส่งลูกหลานได้เรียนหนังสือต่อๆกันไป

โดย”เหรียญที่ระลึกสำหรับชาวเขา” ดังกล่าวนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานให้ชาวเขา เมื่อคราวพระราชสมภพครบ 3 รอบ เป็นเหรียญที่จัดทำขึ้นเมื่อปี 2506 เพื่อให้ชาวเขา เลิกปลูกฝิ่น และใช้แทนบัตรประชาชนสำหรับชาวเขา ลักษณะเป็นเหรียญห้อยคอขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 ซ.ม. ด้านหน้าเป็นพระรูป ร.9  ด้านหลัง เป็นรูปแผนที่ประเทศไทย และมีการตอกหมายเลขประจำตัวของผู้รับลงในแต่ละเหรียญ

ทั้งนี้ในช่วง 40 สิบปีก่อน ประเทศไทยประสบปัญหายาเสพติด การปลูกพืชเลื่อนลอยของชาวเขาทางภาคเหนือ อีกทั้ง ถือเป็นช่วงสงครามความเชื่อเรื่อง”คอมมิวนิสต์” ที่ลามไปทั่วภูมิภาคอาเซียน ด้วยพระราชอัจฉริยภาพที่กว้างไกล ด้วยการให้ชาวเขาสามารถยืนได้ด้วยตัวเองและหยุดการอพยพย้ายถิ่น เพื่อลดปัญหาเหล่านี้ พระองค์เสด็จเยี่ยมพสกนิกรของพระองค์หลายครั้งโดยทุกครั้งทรงนำการเพาะปลูกพืชผักเมืองหนาวไปแนะนำให้พวกเขา ทำให้ปัญหาผลกระทบจากสงครามรวมถึงการปลูกพืชเสพติด และการทำไร่เลื่อนลอยในเมืองไทยยุติลงได้

ส่วนพระอัจฉริยภาพ ในด้าน “ทะเบียนราษฎร” อย่างไม่เป็นทางการนั้น คือการที่พระองค์พระราชทานเหรียญที่ระลึกแก่ชาวเขาทุกครั้งที่เสด็จเยี่ยม ทั้งอย่างเป็นทางการและเป็นการส่วนพระองค์ เหรียญพระราชทานจาก”พ่อหลวง” นี้เป็นที่หวงแหนของชาวเขา โดยทุกเหรียญที่พระราชทานจะมีการตอกโค้ด หมายเลขประจำเหรียญ ซึ่งในยุคนั้นด้วยการอพยพถิ่นฐานของชาวเขาบ่อยครั้ง ทำให้การทำสำมโนประชากรและการพิสูจน์สัญชาติเพื่อทำบัตรประชาชนนั้นเป็นไปอย่างยุ่งยาก ด้วยเหตุนี้เหรียญนี้จึงเสมือนเป็น บัตรประชาชนของชาวเขาโดยพฤตินัยนั่นเอง หรือ”บัตรประชาชนฉบับชาวเขา”    ประชาชนใต้ร่มบารมีของพระองค์ท่าน

นายสุหยี่กล่าวว่า สำหรับในปัจจุบันชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง บ้านม้งดอยปุย ที่เดินทางไปด้วยกันทั้งชายและหญิง กว่า 20 คนในตอนนั้น ที่ประกอบไปด้วยผู้นำชุมชนหรือผู้ใหญ่บ้านในสมัยนั้นได้ตายจากไปกันหมดแล้วเหลือเพียงตนเองคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ที่ได้เข้าเฝ้าฯและได้รับประราชทานเหรียญที่ระลึกสำหรับชาวเขา ซึ่งเหรียญนี้ตนเองยังเก็บรักษาติดตัวเอาไว้ตลอดเวลาตามรับสั่งของพระองค์ท่านทั้งการทำอาชีพเกษตรแบบพอเพียง การทำดีและเป็นความภาคภูมิใจของวงศ์ตระกูลมากที่สุด

ทายาทศิลปินแห่งชาติสุดปลาบปลื้ม

          ทายาทศิลปินแห่งแห่งชาติเผยสุดปราบปลื้มพ่อเคยแสดงการตีกลองสะบัดชัยต่อหน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระปรมินทร  มหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อคราวต้อนรับราชอาคันตุกะ กษัตริย์ประเทศเดนมาร์ก เมื่อประมาณ 40 ปีที่ผ่านมานอกจากนี้ยังได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตลอดจนทรงพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานพวงมาลาถวายและพระราชทานเพลิงศพแด่พ่อครูคำ  กาไวย์ เจ้าตัวเผยน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการชีวิตพร้อมสอนการตีกลองสะบัดชัยให้เยาวชนฟรี เพื่อสืบสานศิลปะพื้นบ้านต่อไป

เมื่อวันที่ 17 ต.ค.59 สิบเอกไพรินทร์ กาไวย์ ชาวบ้านแพะขวาง ตำบลน้ำแพร่ อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ทายาทของพ่อครูคำ กาไวย์ ศิลปินแห่งชาติสาขาการแสดงพื้นที่บ้าน-ช่างฟ้อน ประจำปี 2535 เล่าความประทับใจของพ่อคำ ที่มีโอกาสได้ถวายงานรับใช้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อคราวที่พระองค์ต้อนรับราชอาคันตุกะ สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธที่ 2 แห่งเดนมาร์ก กษัตริย์ประเทศเดนมาร์ก เมื่อประมาณ 40 ปีที่ผ่านมา โดยในครั้งนั้นพ่อครูคำ ได้มีโอกาสแสดงตีกลองสะบัดชัย ต่อหน้าพระพักตร์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ และสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก กษัตริย์ประเทศเดนมาร์ก ที่น้ำตกแม่สาอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งช่วงที่พ่อครูคำ ยังมีชีวิตอยู่เคยบอกกับว่าในความเป็นศิลปิน ทุกท่านต่างมีความปรารถนาที่ต้องการจะแสดงต่อหน้าพระพักตร์  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ซึ่งถ้าไม่มีเรื่องของงานศิลปะก็คงจะไม่มีโอกาสเข้าไปใกล้ชิดทั้งสองพระองค์ได้ถึงขนาดนี้ ซึ่งสร้างความปลาบปลื้มปีติมายังพ่อครูคำ และวงศ์ตระกูลเป็นอย่างมาก ต่อมาพ่อครูคำ ได้รับคัดเลือกให้เป็นศิลปินแห่งชาติ เมื่อปี 2535 ต่อมาปี 2536 พ่อครูคำ ได้รับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ มงกุฎไทยชั้นที่ 4 ชื่อ จัตุถาภรณ์  ต่อมาเมื่อพ่อครูคำ ได้เสียชีวิต 24 กุมภาพันธ์ 2557 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานพวงมาลาถวายและพระราชทานเพลิงศพแด่พ่อครูคำ  กาไวย์ ยังความซาบซึ้งในพระมหากรุณา ธิคุณ หาที่สุดมิได้ แก่บุตรหลานและวงศ์ตระกูลของพ่อครูคำ กาไวย์ ซึ่งทุกวันนี้ทางครอบครัวของพ่อครูคำ ได้เก็บสิ่งของพระราชทานของพระองค์ทุกอย่างไว้ในบ้านเป็นอย่างดี

ด้านสิบเอกไพรินทร์ กว่าเพิ่มเติมว่าตลอดระยะเวลาที่พ่อครูคำ มีชีวิตอยู่ได้ได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มาใช้ในการดำเนินชีวิตเช่นการถ่ายทอดศิลปะพื้นบ้านให้กับลูกศิษย์ จากทั่งสารทิศมาเรียนรู้ ต่อมาพ่อครูคำ ได้รับคัดเลือกให้เป็นศิลปินแห่งชาติ เมื่อปี 2535 ได้มีแนวคิดเปิดศูนย์การเรียนรู้บ้านกลองสะบัดชัย พ่อครูคำ กาไวย์ ศิลปินแห่งชาติปี 2535 เพื่อสอนศิลปะพื้นบ้านให้กับประชาชนและเยาวชนฟรี จวบจนเมื่อสิ้นพ่อครูคำ ไปแล้วตนจึงได้สืบสานแนวคิดของพ่อครูคำ พร้อมกับน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการชีวิต และการสืบสานศิลปะพื้นบ้านให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน

โครงการหลวง

          เมื่อวันที่ 17ต.ค.  2559 เวลา 15.00 น ชาวโครงการหลวง ทำพิธี ลงนามถวายความจงรักภักดี    แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช และส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย พร้อมกล่าวคำปฏิญาน จะยังคงยึดมั่น และปฏิบัติงาน ตาม รอยเบืัิืัองพระยุตลบาท ต่อไป โดยมี มจ.ภีศเดช รัชนี องค์ประธาน มูลนิธิ โครงการหลวง เป็นประธานในพิธี ณ สำนักงานโครงการหลวง เชิงดอยสุเทพ  ด้วยบรรยากาศ แห่งความอาลัย และจงรักภักดี

ชลประทานเชียงใหม่มอบน้ำดื่ม

          เมื่อวันจันทร์ที่ 17ต.ค.59  นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ รับมอบน้ำดื่มบรรจุขวดพร้อมดื่มจำนวน 30 โหล จากนายเจนศักดิ์  ลิมปิติ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ ไว้บริการให้แก่ประชาชนผู้มาร่วมลงนามถวายความอาลัยแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช ที่บริเวณห้องโถงกลาง ในอาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ ถนนโชตนา ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ ท่ามกลางข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และลูกจ้าง ตลอดทั้งประชาชนมาร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก ในโอกาสเดียวกันนี้ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ พร้อมข้าราชการในสังกัด ได้ลงนามถวายความอาลัยร่วมกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานโครงการชลประทานจังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย

เทศบาลตำบลเชิงดอย

          เมื่อวันที่ 18 ต.ค.59 นายเฉลิม สารแปง นายกเทศมนตรีตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้เสด็จมาประพาสหนองบัวพระเจ้าหลวงเมื่อวันที่ 20มค.2505 จึงได้ประชุมผู้เกี่ยวข้องเพื่อจัดกิจกรรมถวายอาลัย แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ครบ 7 วัน ซึ่งพื้นที่หนองบัวพระเจ้าหลวง เป็นอีกพื้นที่หนึ่งพระองค์ท่านได้เสด็จเมื่อปี 2505 เสด็จพระราชดำเนินมาประทับเพื่อพักผ่อนพระอริยาบทที่หนองบัวแห่งนี้ พร้อมสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และพระราชอาคันตุกะสมเด็จพระนางเจ้าอินดริกแห่งประเทศเดนมาร์ค เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2505 ระยะเวลา 55 ปีผ่านมา นำความปลาบปลื้มเป็นอย่างมากของชาวอำเภอดอยสะเก็ด จนกระทั่งพระองค์ทรงพระชนมายุครบ 5 รอบ 60 พรรษา 5 ธันวาคม 2540 ได้เปลี่ยนชื่อจากหนองบัว มาเป็นหนองบัวพระเจ้าหลวงใช้เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

ทางเทศบาลตำบลเชิงดอยจึงได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 19ตค2559 เวลา 18.00 น โดยจะมีพิธีทางศาสนา โดยพระสงฆ์จากวัดพระธาตุดอยสะเก็ดจำนวน 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์ สดับปกรณ์ทอดผ้าบังสกุล เจริญจิตภาวนาแผ่กุศลถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งชาวอำเภอดอยสะเก็ดจะสวมชุดดำพร้อมนำผางประทีป จากชาวบ้านทุกคนนับพันๆดวง มาจุดวางบริเวณหาดทรายหนองบัวพระเจ้าหลวง สถานที่พระองค์เคยเสด็จเมื่อ 55 ปีผ่านมา เพื่อส่งดวงพระวิญญาณของพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัยครบ 7 วัน และเป็นการอุทิศถวายแด่พระองค์ที่ทรงมีเมตตาต่อชาวอำเภอดอยสะเก็ดที่มีเขื่อนแม่กวงอุดมธารา และโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้  ที่พระองค์ได้สร้างให้กับประชาชนและชาวอำเภอดอยสะเก็ดได้มีวิถีชีวิตแบบพอเพียงมีน้ำกินน้ำใช้ในปัจจุบัน จึงขอเชิญชวนพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่าเข้าร่วมพิธีเพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและแสดงความอาลัยถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชต่อไป

นายอำเภอไชยปราการ

          เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ.2559 นายชัชวาล ปัญญา นายอำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่  นำหัวหน้าส่วนราชการทุกสังกัด,กำนัน,สารวัตรกำนัน,ผู้ใหญ่บ้าน ,ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน,แพทย์ประจำตำบลของในอำเภอไชยปราการ  ลงนามถวายอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิต ลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ณ  ห้องโถงของที่ว่าการ  อ.ไชยปราการ  จังหวัดเชียงใหม่

ทต.ไชยปราการ

          เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ.2559  นายสุชาติ   บัวคำ  นายกเทศมนตรีตำบลไชยปราการ อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่   พร้อมคณะบริหาร,  สมาชิกสภา, เจ้าหน้าที่, ข้าราการลูกจ้างได้นิมนต์  พระครูวิจิตรคัมภีรธรรม  เจ้าคณะ อ.ไชยปราการ  พระครูสถิตธรรมาภิรักษ์  รองเจ้าคณะ อ.ไชยปราการ พระสงฆ์เจ้าคณะตำบล 4  ตำบลของ อ.ไชยปราการ ตามด้วยสามเณรรวม 70 รูป ในโครงการส่งเสริมพระพุทธศาสนาขึ้น (วันออกพรรษา  แรม 1 ค่ำเดือน 11) เพื่ออนุรักษ์การส่งเสริมประเพณีอันดีงามทางพุทธศาสนาโดยจัดพิธีทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ และ เพื่อถวายเป็นราชกุศลแด่  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  โดยมีพสกนิกรชาวพุทธทุกหมู่เหล่าร่วมทำบุญใส่บิณฑบาตข้าวสารอาหารแห้ง ในครั้งนี้เป็นอย่างมากตั้งแต่บริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลตำบลไชยปราการจนถึงหน้าที่ว่าการ  อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่

แจกเข็มกลัดโบว์ไว้ทุกข์

          เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 59 ที่หน้าวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก คุณศรัญญา นุตคำแหง รองประธานชมรมแม่บ้านทหารบก กองพลทหารราบที่ 4 นำคณะออกแจกจ่ายริบบิ้นสีดำ ให้กับประชาชน หลังจากที่ทั่วประเทศเสื้อดำขาดตลาด และมีราคาแพง ซึ่งแต่ละวัน คณะแม่บ้านจะผลิตเข็มกลัดโบว์สีดำ นำมาแจกจ่ายให้กับประชาชน ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 30 วัน นอกจากนี้ ทางกองพลทหารราบที่ 4 ยังได้จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ จากโรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มาให้บริการดูแลสุขภาพประชาชนในช่วงระยะเวลาดังกล่าวด้วย

คุณศรัญญา นุตคำแหง รองประธานชมรมแม่บ้านทหารบก กองพลทหารราบที่ 4 กล่าวว่า กิจกรรมนี้ เป็นเจตนารมณ์ของ พลโทวิจักข์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 และ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 3 ที่ต้องการให้ชมรมแม่บ้านทหารบกของหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 3 ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน    และนำไปแจกจ่ายให้กับประชาชนที่มีรายได้น้อย รวมถึงผู้ยากไร้ในพื้นที่   เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดย ชมรม แม่บ้านทหารบกกองพลทหารราบที่ 4 ได้นำเข็มกลัดโบว์ไว้ทุกข์ซึ่งได้จัดทำกัน จำนวน 235 ชิ้น ไปแจกจ่ายให้กับประชาชนที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร พร้อมกันนี้กองพลทหารราบที่ 4 ยังได้จัดชุดแพทย์ไปตั้งโต๊ะให้บริการประชาชน และชี้แจงทำความเข้าใจให้ประชาชนคลายจากความเศร้าโศกอีกด้วย

อุตรดิตถ์สวดพระอภิธรรม

      เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 17 ต.ค. 59 ที่ศาลาการเปรียญวัดคลองโพธิ์ พระอารามหลวง ต.ท่าอิฐ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์  พลตำรวจตรี อดิศักดิ์ น้อยประเสริฐ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นประธานสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ

โดยมีพันตำรวจเอกพันธุ์เทพ ถึงทรัพย์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ พันตำรวจเอกดิษยเดช ภัชรภูวดล ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองอุตรดิตถ์พร้อมด้วยผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรทุกแห่ง จำนวนกว่า 350 นายเข้าร่วม ตามที่ได้มีประกาศสำนักพระราชวัง เรื่องพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมาจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้แบ่งความรับผิดชอบให้แต่ละหน่วยราชการรับเป็นเจ้าภาพในพิธีสวดพระอภิธรรมพระบรมศพฯ ทางกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้รับเป็นเจ้าภาพและจัดกำลังพลเข้าร่วมพระพิธีสวดอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ในวันที่ 17 ต.ค. และ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2559

พลับพลาในหลวงเสด็จจังหวัดแพร่

          ผู้สื่อข่าวจังหวัดแพร่ได้รับแจ้งจากชาวบ้านในเขตท้องที่อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ มีพลับพลาที่ประทับคราว  ที่ในหลวงเสด็จเยี่ยม ราษฎรที่จังหวัดแพร่ เมื่อปี พ.ศ.2501 ซึ่งพลับพลาดังกล่าวยังคงอยู่ในสภาพดี ตั้งอยู่บริเวณในที่ว่าการอำเภอสูงเม่น หลังจากรับแจ้ง ผู้สื่อข่าว ได้เดินทางไปสำรวจพบว่าพลับพลาที่ประทับในหลวงคราวเสด็จเมืองแพร่ ยังสวยงาม  มีสระน้ำล้อมรอบโดยทางอำเภอสูงเม่นได้ทำการปรับปรุงซ่อมแซม เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2549 เมื่อ 19 ปีที่ผ่านมา ขณะนี้ทางอำเภอสูงเม่นได้เขียนป้ายว่ารอยู่ระหว่างการของบประมาณปรับปรุง โดยด้านในของพลับพลามีภาพพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ

จากประวัติศาสตร์ของจังหวัดแพร่ได้กล่าวถึงพระราชกรณียกิจที่ในหลวงเสด็จเมืองว่า วันจันทร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2501 เวลาเช้า เสด็จฯออกจากที่ประทับแรมบ้านพักผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ถึงอนุสาวรีย์พระยาไชยบูรณ์ อดีตข้าหลวงประจำเมืองแพร่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงวางพวงมาลาหน้าอนุสาวรีย์ จากนั้นเสด็จฯผ่านหน้าวัดร่องกาศ อำเภอสูงเม่น มีราษฎรจำนวนมากเฝ้าฯ รับเสด็จสองฟากถนน จึงโปรดเกล้าฯ ให้หยุดรถยนต์พระที่นั่ง ทั้งที่ไม่มีในหมายกำหนดการ ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับราษฎรอย่างใกล้ชิดเป็นเวลาพอสมควร ก่อนเสด็จฯ ต่อไปยังที่ว่าการอำเภอสูงเม่น เมื่อถึงหน้าที่ว่าการอำเภอสูงเม่น ได้ประทับยังพลับพลา นายอำเภอสูงเม่นกราบบังคมทูลพระกรุณานำข้าราชการและราษฎรเข้าเฝ้าฯ มีการแสดงฟ้อนรำพื้นเมืองของชาวอำเภอสูงเม่นถวายต่อหน้าที่ประทับ เวลา 09.00 น. จึงได้เสด็จฯ จากที่ว่าการอำเภอสูงเม่นไปยังสถานีรถไฟเด่นชัย ทรงเยี่ยมราษฎรที่มาเฝ้าอย่างทั่วถึง ก่อนขึ้นประทับรถไฟพระที่นั่ง เสด็จฯต่อไปยังจังหวัดอุตรดิตถ์

สูงเม่นย้อมผ้าดำฟรี

          เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 17 ตุลาคม 2559 ที่วัดสูงเม่น ตำบลสูงเม่น จังหวัดแพร่ หลังจากที่พระครูปัญญาสารนิวิฐ เจ้าอาวาสวัดสูงเม่น และคณะศรัทธาได้จัดพิธีตักบาตรเทโวโรหณะเสร็จแล้ว ได้ร่วมกับ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนอำเภอสูงเม่น(กศน.สูงเม่น) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลสูงเม่น(รพ.สต.สูงเม่น)จัดบริการย้อมผ้าดำให้ประชาชนที่จะไปสวมใส่ในการถวายอาลัย โดยมีปะชาชนได้เดินทางนำผ้าย้อมสีดำ โดยทางวัดจัดบริการฟรีตลอดทั้งวัน นอกจากนั้นทางวัดสูงเม่นได้จัดที่ไว้ลงนามถวายอาลัยให้ประชาชนที่นำผ้าไปย้อมได้ลงนามถวายอาลัยอีกด้วย

เตือน! อย่าหลงเชื่อผู้แอบอ้าง

          ศูนย์ข้อมูลข่าวสารงานพระบรมศพ เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อความแอบอ้างร่วมเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมคืนละ 2 หมื่น อาจตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพแอบอ้างหาประโยชน์ หากมีข้อสงสัยให้สอบถามจากสำนักพระราชวังโดยตรง หรือรอประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

จากกรณีที่สังคมออนไลน์ได้มีข้อความเชิญชวนให้ประชาชนร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ และแอบอ้างเรียกรับเงินค่าใช้จ่ายคืนละ 20,000 บาท วันนี้ (17 ต.ค.) ศูนย์ข้อมูลข่าวสารงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ออกประกาศแจ้งเตือน ความว่า

“ศูนย์ข้อมูลข่าวสารงานพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลในสังคมออนไลน์เผยแพร่ข้อความเชิญชวนให้ประชาชนร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ

จากการที่สังคมออนไลน์ได้มีข้อความเชิญชวน “ท่านใดจะจองเป็นเจ้าภาพในพระบรมมหาราชวังอีก 50 วัน ต่อจากวันนี้ เริ่มจองได้ เบอร์ประสานขอเป็นเจ้าภาพ 0-2224-3273 ฝ่ายสารบรรณ สำนักพระราชวัง ค่าใช้จ่ายคืนละ 20,000 บาท”

ศูนย์ข้อมูลข่าวสารงานพระบรมศพฯ ได้ประสานงานไปยังเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังในเรื่องดังกล่าวแล้ว เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังได้ชี้แจงว่า ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด และอาจเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพแอบอ้างหาประโยชน์ได้ หากหน่วยงานใดมีข้อสงสัย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักพระราชวัง หมายเลขโทรศัพท์ 02224-3270 และ 0-2224-3273 ซึ่งทางสำนักพระราชวังจะประกาศพระราชทานพระราชานุญาตฯ ภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 50 วัน และควรรอประกาศอย่างเป็นทางการจากทางสำนักพระราชวังอีกครั้ง”

รองนายกแจงการใช้พระนาม

          เมื่อวันที่ 17 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 13.00 น. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการใช้คำราชาศัพท์ที่เกี่ยวกับพระบรมศพว่า ตนเห็นด้วยในกรณีที่นายนิพิฏฐ์อินทรสมบัติ อดีต รมว.วัฒนธรรม บอกว่าภาวะนี้เป็นภาวะที่ประชาชนทุกข์โศกและจงรักภักดี ใจคิดอย่างไรก็ให้พูดออกมา อยากใช้คำอะไรก็ใช้แต่ต้องระวัง อย่าให้เป็นการลดทอนพระบรมเดชานุภาพ แต่ถ้าทำได้ถูกตามระเบียบแบบแผนจะเป็นการดี เพราะถือว่าเป็นการสืบความรู้ต่อไป เช่น คำว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ” คำนี้เป็นคำโบราณที่ผู้ใหญ่รุ่นเก่าใช้เรียก แปลว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เสด็จสวรรคตแล้ว ไม่ว่าจะทรงสถิตอยู่ในพระบรมโกศหรือไม่ โดยบางครั้งเรียกไปนานจนกระทั่งบางทีถวายพระเพลิงไปแล้วก็ยังเรียกเนื่องจากธรรมเนียมสมัยก่อนไม่นิยมออกชื่อคน

“คำว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ มีอยู่ในกฎหมาย เขียนอยู่ในกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ มาตรา 6 บัญญัติไว้ว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ เสด็จสวรรคตก็เป็นเรื่องที่จะต้องดูว่าทรงตั้งรัชทายาทไว้หรือไม่ แล้วจึงอัญเชิญขึ้นทรงราชย์ สนองพระองค์ต่อจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศโดยทันที ซึ่งยังใช้อยู่จนปัจจุบันนี้” นายวิษณุกล่าว

นายวิษณุกล่าวว่า ทั้งนี้ เมื่อสำนักพระราชวังได้ออกคำชี้แจงมาถือว่าถูกต้องและเป็นการดี เพราะวันนี้สื่อโทรทัศน์ใช้คำว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ” บ่อยเกินไป บางครั้งใช้โดยที่ไม่จำเป็น เพราะฉะนั้นบางทีอาจจะเรียกว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ก็ได้ เพราะเรายังไม่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ ส่วนคำแนะนำของสำนักพระราชวังที่ถูกต้องตามแบบแผนอาจจะทำให้คนที่อ่านเกิดความรู้สึกตะกุกตะกัก แต่ใครสะดวกที่จะใช้แบบไหน  ก็สามารถใช้ได้ไม่ผิด

รองนายกฯ กล่าวว่า สำหรับคำอื่นๆ เวลาที่จะอาลัย เราไม่เคยพูดคำว่า “ให้อาลัย” แต่จะบอกเพียงว่า “ไว้อาลัย” ดังนั้น ความอาลัยไม่ได้มีไว้ให้ผู้ตาย แต่เป็นสิ่งที่จะต้องเก็บไว้ในใจของเรา จึงใช้คำว่า “ถวายอาลัย” ไม่ได้ เพราะคำว่า “ถวาย” แปลว่า “ให้” จึงใช้แค่คำว่า “ไว้อาลัย” หรือ “แสดงความไว้อาลัย” ส่วนอีกคำที่มีการออกมาแนะนำจากสำนักพระราชวัง และสำนักนายกรัฐมนตรี คือ เวลาไปกราบพระบรมศพ ถ้าไปงานศพอื่นใช้คำว่า “ไหว้ศพ” แต่กรณีพระบรมศพควรใช้คำว่า “ถวายสักการะพระบรมศพ” หรือ “ถวายบังคมพระบรมศพ”

“แต่วันนี้ขออย่ามาตำหนิว่าใครใช้คำศัพท์ผิด ใครอยากใช้อะไรก็ใช้ไป แล้วอย่ามาตำหนิเรื่องการแต่งดำหรือแต่งขาว บางคนหาผ้าไม่ทันก็ให้นำโบสีดำมาติด เรารู้ว่าใจเขาคิดอย่างไร เขาไม่ได้คิดต่างจากที่เราคิด ถ้าเราโศกเขาก็เศร้า ของอย่างนี้อย่ามาตำหนิกัน ส่วนเรื่องการวางดอกไม้จุดเทียนรอบกำแพงพระบรมมหาราชวัง มันเป็นธรรมเนียมแบบฝรั่ง ผม จะแจ้งผู้ที่เกี่ยวข้องให้หาสถานที่ทำแบบธรรมเนียมฝรั่ง หาที่จุดเทียนให้ห่างไกลจากสิ่งก่อสร้างและผู้คน รัฐบาลต้องขอขอบคุณประชาชนที่เข้าแถวตากแดดตากฝนเป็นเวลายาวนาน เมื่อคืนผมน้ำตาคลออีกหนหนึ่งที่มีการไปสัมภาษณ์ประชาชนที่บอกว่า “เรารู้ว่าถึงอย่างไรก็ไม่ได้เข้าไป เรารู้ว่าฝนก็จะตก หนูก็รู้ว่าเขายังไม่เปิดโอกาสให้เข้าไป แต่อยู่บ้านไม่ได้ ต้องมา เพราะว่าอยากอยู่ใกล้ที่สุดเท่าที่จะใกล้ได้ วันนี้เขาให้ใกล้แค่นี้ก็อยู่แค่นี้ วันหน้าให้ใกล้กว่านี้ก็จะขยับไปใกล้กว่านี้ มาแค่นี้ก็ชื่นใจ” ผมว่าเป็นคำสัมภาษณ์ที่ไพเราะเหลือเกิน” นายวิษณุกล่าว

ทั้งนี้มีรายงานว่า คำที่สามารถใช้เรียกพระนาม ประกอบด้วย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และ รัชกาลที่ 9.