หน้าหลัก » ข่าวพาดหัว-หน้าหนึ่ง

พ่อเมืองเวียงพิงค์นำแถลงปราบยาบ้า ชี้สถานการณ์ยังแรงเตรียมเสนอ ครม.แก้กฎหมาย

Author by 18/09/14No Comments »

11 copy          พ่อเมืองเชียงใหม่ควงทุกส่วนแถลงผลงานปราบยาเสพติดปีงบ 57 พร้อมวางแผนสานงานปีงบ 58 ชี้สถานการณ์ยังแรง ปปส.ยอมรับเปิด AEC แม้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจแต่เปิดช่องภัยความมั่นคงมากขึ้นโดยเฉพาะยาเสพติด เตรียมเสนอแก้กฎหมายและนโยบายให้ ครม.พิจารณาเพื่อเพิ่มศักยภาพ

เมื่อวันที่ 16 ก.ย.57 ที่โรงแรม      อิมพีเรียลแม่ปิง จ.เชียงใหม่นายสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ ผวจ.เชียงใหม่พร้อมผู้เกี่ยวข้องร่วมกันแถลงผลการดำเนินงานด้านการปราบปรามแก้ไขปัญหายาเสพติดในปีงบประมาณ 2557 และนโยบายสั่งการเร่งด่วนของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) โดยเชียงใหม่เป็นพื้นที่เสี่ยงหลักเพราะติดชายแดน ซึ่งผลดำเนินงานหลักทุกภาคส่วน ได้ร่วมกันแก้ไขสถานการณ์ปัญหายาเสพติดของจังหวัด มีผลการปฏิบัติที่สำคัญในห้วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556 – 10 กันยายน 2557 สามารถเฝ้าระวังให้ชุมชนเสี่ยง 2,178 แห่งโดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงสูงในเป้าหมาย 343 แห่งสามารถดำเนินการได้ 331 แห่งหรือ 97.44% พัฒนาหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดิน 357 หมู่บ้าน/ชุมชน การบำบัดผู้เสพผู้ติดกว่า 7.1 พันคน มากกว่าเป้าหมาย 6,437 รายถึง 111.79 % และติดตาม ดูแล ช่วยเหลือ ผู้ผ่านการบำบัดรักษา จำนวน 20,556 ราย สามารถยึดทรัพย์และอายัดตามกฎหมายเกินเป้าหมายได้ถึง 54 คดี มูลค่าทรัพย์กว่า 180 ล้านบาท การสร้างภูมิคุ้มกันด้านยาเสพติด นักเรียนระดับชั้น ป.4-ป.6 และเสริมสร้างความเข้มแข็งสถานศึกษา 277 แห่ง สถานประกอบการผ่านเกณฑ์มาตรฐาน 33 แห่ง และการควบคุมปัจจัยเสี่ยงในสังคม ชุมชน ในทุกมิติ การยึด/อายัดทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด 54 คดี มูลค่าทรัพย์สิน 188,710,977 บาท  มีการสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดน จำนวน 174 คดี ผู้ต้องหา 276 คน ของกลางสำคัญได้แก่ ยาบ้า 3,325,316 เม็ด เฮโรอีน 8,062.70 กรัม ฝิ่น 2,535.93 กรัม ไอซ์ 1,028.53 กรัม และกัญชา 420.18 กรัม

นางจีรพรรณ มุกุระ ผู้อำนวยการส่วนยุทธศาสตร์ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.)ภาค 5 กล่าวว่า ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน มีผลการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมาย โดยภาพรวมเกินร้อยละ 80 ทั้งในด้านการเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็งโดยเฉพาะหมู่บ้านเฝ้าระวังมาก ปานกลาง การบำบัดฟื้นฟูและติดตามช่วยเหลือ การป้องกันเยาวชนกลุ่มเสี่ยงในและนอกสถานศึกษา การป้องกันสถานประกอบการ การจัดระเบียบสังคม การปราบปราม การสกัดกั้น ซึ่งหากลงลึกไปถึงผลการปฏิบัติงานที่โดดเด่น เป็นรูปธรรมในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ การสกัดกั้นการลักลอบนำเข้ายาเสพติดอย่างหนัก ทำให้เครือข่ายการค้าปรับแผนนำเข้าในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคอีสานเพิ่มมากขึ้น การปราบปรามขยายผลยึดทรัพย์ มีผลการดำเนินงานได้ถึง 246 ล้านบาท เฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ 187 ล้านบาท การแก้ไขปัญหาการปลูกฝิ่นตามแนวทางพระราชทาน มีการดำเนินงานจนสามารถลดปัญหาการลักลอบปลูก ค้าและเสพได้ผล มีการพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชนทั้งในด้านอาชีพ รายได้ สุขภาพ การศึกษา โดยในจังหวัดเชียงใหม่ มีอำเภอ    อมก๋อย เชียงดาว ไชยปราการ แม่แตง และเวียงแหง การจัดระเบียบสังคมที่ดำเนินการต่อเนื่อง การเสริมสร้างหมู่บ้าน/ชุมชนเข้มแข็งตามแนวทางกองทุนแม่ของแผ่นดิน ขณะนี้ ในพื้นที่ภาค 5 มีถึง 1,745 หมู่บ้าน/ชุมชน จากกว่า 8 พันแห่ง มีการมอบเงินพระราชทานขวัญถุงกองทุนแม่ฯ ปี 2555 – 2556 รวม 494 หมู่บ้าน การค้นหา คัดกรอง บำบัด ติดตามช่วยเหลือผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด ระดับภาค ดำเนินการได้ 23,386 ราย ช่วยเหลือป้องกันไม่ให้กลับมาเสพซ้ำได้ถึงร้อยละ 60 โดยมีอำเภอที่ดำเนินงานได้โดดเด่น เช่น อ.เมือง สารภี แม่ริม หางดง จอมทอง แม่อาย เชียงดาว ฝาง เป็นต้น

จากการติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์พบว่าแนวโน้มในปี 2558 การแพร่ระบาดของยาเสพติดจะยังคงมีความรุนแรง เนื่องจากความพยายามของกลุ่มเครือข่ายการค้ายาเสพติดในการผลิตยาเสพติด ทั้งยาบ้า ไอซ์ และเฮโรอีน ป้อนตลาดผู้เสพที่มีปริมาณมาก ดังนั้น รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงได้เตรียมการในการกำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ในปี 2558 เพื่อถือปฏิบัติพร้อมกันดังนี้ 1. การจัดทำยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด 5 ปี (พ.ศ.2558 – 2562) เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง 2. กำหนดพื้นที่หมู่บ้าน/ชุมชนที่ยังคงมีปัญหากลุ่มเป้าหมาย และประเด็นปัญหาให้ชัดเจน จากหน่วยปฏิบัติในลักษณะ (Bottom Up) เพื่อให้เกิดความถูกต้อง แม่นยำ 3. สร้างเสริมพลังภาคีให้ทุกภาคส่วนในสังคมมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด 4. ดำเนินแผนงาน/โครงการต่อเนื่อง โดยไม่ยึดติดปีงบประมาณ ซึ่งจะเห็นได้จากการดำเนินงานในเดือนกันยายน และมีแผนงานในเดือนตุลาคม-ธันวาคม ซึ่งยังคงภารกิจสำคัญต่างๆ ต่อไป

ในการนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ยังได้กล่าวยอมรับว่า สถานการณ์ปัญหายาเสพติดยังเป็นอุปสรรคสำคัญในด้านความมั่นคงของพื้นที่ ปี 2558  ที่จะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แม้จะเป็นโอกาสในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจการลงทุน แต่ก็จะเป็นการเปิดช่องทาง ภัยความมั่นคงอีกทางหนึ่ง ที่จำเป็นจะต้องเฝ้าระวัง และเพิ่มมาตรการต่างๆ โดยเฉพาะการปราบปรามขบวนการยาเสพติดที่ยังไม่สามารถขยายผลคดีเข้าถึงผู้เกี่ยวข้องสำคัญ โดยมีธุรกิจที่ถูกเพ่งเล็งและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน ด้านยาเสพติด เช่น  ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การขนส่งผลผลิตการเกษตร และการท่องเที่ยว จากนี้การปราบปรามเครือข่ายสำคัญที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐไปเกี่ยวข้องก็ยอมรับว่า ยังไม่สามารถสอบสวนขยายผลถึงผู้บงการรายสำคัญได้

ด้านพันเอกวีรวัฒน์ วิวัฒน์วานิช เสนาธิการศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดินสกัดกั้นยาเสพติดชายแดนภาคเหนือ (ศพส.ชน.)เปิดเผยว่า ผลการดำเนินการสกัดกั้นยาเสพติด ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 56 ถึง 6 กันยายน 57  ในพื้นที่ 14 อำเภอชายแดน และ 3 อำเภอตอนในของจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่และเชียงราย สามารถจับกุมยาบ้าได้ถึง 23,137,658 เม็ด ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นจากปีที่แล้ว โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่จับกุมได้ถึง 4,302,232 เม็ดคิดเป็น 22.9 %  ทั้งนี้แนวโน้มสถานการณ์ยาเสพติดก็ยังพบว่า มีปริมาณยาเสพติดรอพักอยู่ตามแนวชายแดนกว่า 16 ล้านเม็ดเป็นอันดับสองรองจากเชียงราย โดยมีกลุ่มหลักเป็นกลุ่มโกกั้งและกลุ่มธุรกิจคิงส์โรมันที่จะทำให้มีการลำเลียงยาเสพติดแฝงไปทางลาวได้ รวมทั้งกลุ่มพันโทยี่เซ ที่คุมอีกด้าน ทำให้น่าเป็นห่วงว่า ในปี 2558 จะมียาบ้าทะลักเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น โดยเส้นทางหลักในการลําเลียงเข้ามาเชียงใหม่อยู่ในพื้นที่อำเภอเชียงดาว ฝางและแม่อาย รวมทั้งเส้นทางเชียงแสนที่จะไปสู่ลาว ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด รวมถึงพื้นที่ทางผ่านตอนในอีก  3 อำเภอคือ อำเภอแม่แตง สะเมิงและพร้าวด้วย

ส่วนความร่วมมือระหว่างประเทศ ทางผู้แทน ป.ป.ส.ภาค 5 กล่าวชี้แจงเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันจีนให้ความสำคัญเรื่องนี้และพยายามเข้ามามีบทบาทร่วมมือเพื่อรักษาประโยชน์ด้านการขนส่งสินค้าด้วย จึงเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ ทั้งพม่า ลาว ไทย เวียดนาม ซึ่งจะมีการเปิดศูนย์อำนวยการบัญชาการกลางที่เชียงใหม่ มีหน่วยปฏิบัติการที่ด่านเชียงแสน จ.เชียงราย ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ร่วมปฏิบัติงานจากทุกชาติก็จะเป็นอีกเรื่องที่จะมีความร่วมมือทางยาเสพติดด้วย แม้จะมีทิศทางที่ดี แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีปัจจัยหลายอย่าง ที่ทำให้การแก้ไขไม่ประสบความสำเร็จจริง ขณะนี้มีการเตรียมเสนอปรับปรุง แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งนโยบายความร่วมมือระหว่างประเทศ ในกลุ่มสมาชิก อาเซียน ให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเพื่อเพิ่มประสิทธิผลให้มากขึ้น.