หน้าหลัก » ข่าวพาดหัว-หน้าหนึ่ง

ม.5 เสนอผลศึกษาสร้างเขื่อนแม่ขาน – แม่แจ่ม

Author by 26/10/14No Comments »

   3             เด็กชั้น ม.5 โรงเรียนรุ่งอรุณ เสนอผลศึกษาวิถีพึ่งพิงและภูมิปัญญาการจัดการทรัพยากรป่าและน้ำ กรณีชาวปกาเกอะญอบ้านสบลาน อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่หลังรัฐบาลก่อนโดย กบอ.จะสร้างเขื่อนแม่ขาน แม่แจ่ม แก้ปัญหาน้ำท่วมและแล้ง ชาวบ้านผวาความเดือดร้อนเพราะมีบทเรียนหลายแห่งปรากฏ

คณะนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนรุ่งอรุณ ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดเวทีเสวนา “จับต้น(น้ำ) ชนปลาย(น้ำ)” ที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนการสอน ที่คณะนักเรียนชั้น ม.5 ได้จัดทำโครงงาน “การศึกษาวิถีพึ่งพิงและภูมิปัญญาการจัดการทรัพยากรป่าและน้ำ กรณีศึกษา ชุมชนบ้านสบลาน อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่” ในฐานะคนปลายน้ำที่ย้อนรอยสู่ป่าต้นน้ำ เมื่อเร็วๆ นี้ พบว่า บ้านสบลานเป็นชุมชนที่มีองค์ความรู้อันทรงคุณค่าหลายประการ ชาวบ้านมีวิถีชีวิตที่พึ่งพิงทรัพยากรป่าและน้ำอย่างแนบแน่น และเป็นหนึ่งเดียวกัน สะท้อนให้เห็นจากวิถีชีวิต การทำมาหากิน การทำไร่หมุนเวียน การจัดการเหมืองฝาย รวมทั้งความเชื่อในเรื่องขวัญและผี ส่งผลต่อการรักษาดูแลทรัพยากรป่าและน้ำให้ยั่งยืน ป่าและน้ำจึงยังคงความอุดมสมบูรณ์ ไม่เพียงแต่มีคุณภาพเฉพาะต่อคนในชุมชน แต่ยังกว้างขวางสู่คนในสังคมโดยรวม รวมถึงคนปลายน้ำ

อย่างไรก็ตามข้อมูลการสำรวจและได้นำเสนอของนักเรียนกลุ่มนี้ น.ส.สาริศา เลิศวัฒนากิจกุล ผู้ประสานงานโครงการนี้กล่าวว่า ในการลงพื้นที่พบว่า ชุมชนมีการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยทั้งจากทัศนคติของคนในชุมชนเอง และจากปัจจัยภายนอก เช่นจากนโยบายของรัฐ โดยเฉพาะในเรื่องของการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติและโครงการเขื่อนแม่ขาน ภายใต้แผนบริหารจัดการเรื่องน้ำภาพรวมทั้งประ เทศของรัฐบาลชุดก่อนหน้าด้วยงบประมาณก้อนโตกว่า 3.5 แสนล้านบาทและเชียงใหม่ที่เป็นพื้นที่ต้นน้ำมีโครงการสร้างเขื่อน 2 แห่ง แม่แจ่มและแม่ขาน ชาวบ้านหวาดผวาว่าอาจส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อชุมชน เช่น การอพยพออกจากถิ่นฐานเดิม การสูญเสียพื้นที่ทำกิน และการสูญเสียในองค์ความรู้อันมีค่า

คณะนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนรุ่งอรุณ ในฐานะคนปลายน้ำ ซึ่งร่วมใช้สายน้ำเดียวกันกับคนต้นน้ำ จึงจัดเวทีเสวนา เพื่อนำเสนอผลการศึกษาโครงงานที่ได้ลงพื้นที่และศึกษาวิถีความเป็นจริง หลังจากออกภาคสนามลงพื้นที่ศึกษาวิถีพึ่งพิงธรรมชาติและภูมิปัญญาของชาวปกาเกอะญอบ้านสบลาน อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ไปเมื่อปลายเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา และนำมาเสนอและเพื่อสอบถาม-พูดคุยแลกเปลี่ยนในประเด็นความเปลี่ยนแปลง โดยมีผู้รู้และผู้เกี่ยวข้องเป็นผู้ตรวจสอบความรู้ และให้ความรู้ รวมถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมทั้งผู้เกี่ยวข้องด้านป่าไม้ อุทยานแห่งชาติ   ชลประทาน ปกครอง นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและเกี่ยวข้อง เพื่อสรุปเนื้อหาเป็นเล่มที่จะเป็นข้อมูลนำสืบค้นหรือเป็นส่วนหนึ่งที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงต่อไป

เวทีเสวนา “จับต้นชนปลาย” มีทีมวิทยากร ได้แก่ นายสุรจิต ชิรเวทย์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา จ.สมุทรสงคราม และ อนุกรรมการสิทธิในทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง ในคณะ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดร. สมิทธ์ ตุงคะสมิต  รองคณบดีฝ่ายวิชาการวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต, อ.หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย), พะตี่จอนิ โอโดเชา ปราชญ์ชาว ปกาเกอะญอ แห่งดอยแม่วาง จ.เชียงใหม่ พะตี่ตาแยะ ยอดฉัตรมิ่งบุญ ตัวเทนเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคเหนือและผู้นำชุมชนบ้านสบลาน    ตัวแทนภาครัฐ ได้แก่ นายนพดล  โค้วสุวรรณ์ สำนักชลประทาน ที่ 1 กรมชลประทาน และ ว่าที่ ร.ต.สายรุ้ง กลุ่นเขียว ส่วนอุทกวิทยา (สทภ.1) กรมทรัพยากรน้ำ

อ.หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณการ(ประเทศไทย) กล่าวถึงรายงาน HIA ที่นักเรียนรุ่งอรุณจัดทำขึ้นว่ามีความละเอียดกว่ารายงานที่ภาครัฐจัดทำขึ้น เพราะรายงานของภาครัฐบอกเพียงมูลค่า การสร้างเขื่อนที่ผ่านมาไม่ได้คิดถึงคุณค่าของคนในพื้นที่ ต่างกับรายงานของนักเรียนที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าของภูมิปัญญาและผู้คนในพื้นที่

ขณะที่นายนพดล โค้วสุวรรณ์ วิศวกรกรมชลประทาน กล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการเขื่อนแม่ขานว่า กรมชลประทานไม่คิดจะพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ นอกจากประชาชนร้องขอ กรณีโครงการเขื่อนแม่ขาน กรมชลประทานได้ทำการศึกษาไว้ แต่หลังจากทำประชาพิจารณ์แล้วประชาชนคัดค้านได้ยุติโครงการไป จนกระทั่งเกิดอุทกภัยในปี 2554 คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ได้รื้อแผนสร้างเขื่อนแม่ขานขึ้นมาใหม่ แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าว่าจะสร้างหรือไม่ หรือหากมีคำสั่งให้สร้างจะต้องเริ่มทำการศึกษาใหม่หมด เพราะสภาพพื้นที่เปลี่ยน ป่าเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน กระบวนการเหล่านี้ต้องใช้เวลา ดังนั้นจึงจะไม่มีการสร้างเขื่อนแม่ขานในเร็วๆ นี้

ด้าน   ดร.สมิทธ์ ตุงคะสมิต รองคณบดีฝ่ายวิชาการ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความเห็นว่า เราคิดกันว่ารัฐคือตัวแทนของประชาชน แต่ที่ผ่านมารัฐไม่ได้ทำตัวเป็นตัวแทนของประชาชน กลับทำเพื่อเอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่ม และสร้างปัญหาให้ประชาชน ดังที่ทุกคนมานั่งรวมกันอยู่ในห้องประชุมวันนี้เพราะต่างได้รับผลกระทบจากโครงการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน เพราะประชาชนได้รับความเดือดร้อน จึงเกิดการรวมตัวเป็นภาคประชาสังคมขึ้น เพื่อตั้งคำถามกับภาครัฐ ภาคประชาสังคมต้องเริ่มตั้งคำถามกับภาครัฐ  ในวันนี้ชุมชนต้องสู้ด้วยภูมิปัญญา ต้องสร้างเวทีให้คนต้นน้ำและคนปลายน้ำได้มาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เป็นเวทีที่คนที่ได้รับผลกระทบทั้งในด้านบวกและด้านลบมาเจอกันและหาทางออกหรือทำวิจัยร่วมกัน ซึ่งจะสร้างภูมิปัญญาใหม่ในการแก้ปัญหาขึ้นมา ที่ผ่านมาเราใช้ภูมิปัญญาแบบเก่าแก้ปัญหา นั่นคือการสร้างเขื่อน

ส่วนพะตี่ตาแยะ ยอดฉัตรมิ่งบุญ ผู้นำบ้านสบลาน และตัวแทนตัวแทนเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคเหนือ ตอบคำถามของนักเรียนที่ว่าหากรัฐดำเนินการสร้างเขื่อนแม่ขาน พะตี่จะทำอย่างไรว่า ถ้าต้องอพยพ จะไปอยู่ที่ไหน เราเกิดขึ้นมาที่นั่น เราดูแลป่ามาหลายปี หลายชั่วคน เราจะไม่อพยพไปไหน เราจะอยู่ที่นั่น ทั้งนี้มีความเห็นหลังงานเสวนาหลากหลายแต่ส่วนมากไม่เห็นด้วยที่จะสร้างผลกระทบกรณีสร้างเขื่อน ชาวบ้านยืนยันตรงกันว่าผลเสียหายจะมากกว่าประโยชน์ เวทีวันนี้มีประโยชน์มาก รายงานที่เด็กๆ ทำใช้อ้างอิงได้ สะท้อนให้เห็นว่าการเรียนรู้จากการปฏิบัติซาบซึ้งที่สุด

ด้านนายสุรจิต อนุกรรมการสิทธิในทรัพยากรทะเลและชายฝั่งในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เจ้าของรางวัลลุกโลกสีเขียว ประจำปี พ.ศ.2547 กล่าวว่า ที่ผ่านมาจะเป็นช่วงเวลาที่ผู้ใหญ่สอนเด็กมาตลอด แต่ ณ เวลานี้และช่วงสมัยนี้เป็นยุคที่ผู้ใหญ่เองก็ไม่ฟังกันแล้ว ถึงเวลาที่ผู้ใหญ่จะต้องฟังเด็กๆ แล้ว อย่างวันนี้รู้สึกซาบซึ้ง อยากบอกนักเรียน ทุกคนที่เป็นปากเป็นเสียง คิดว่าสื่อของนักเรียน คงจะได้เผยแพร่ออกไปและน่าจะเป็นประโยชน์กับพวกเรา ความเห็นจากผู้ร่วมเสวนาชี้ว่า เวทีวันนี้ยิ่งใหญ่มากเป็นงานวิจัยของนักเรียน ม.5 ของโรงเรียนรุ่งอรุณ ที่ไปฝังตัวศึกษาชุมชนปกาเกอะญอ สบลาน อ.สะเมิง เป็นเวลายาวนาน ดูแล้วน้ำตาไหลพราก ด้วยความตื้นตันใจ เยาวชนเหล่านี้แหละคือความหวังเดียวของประเทศไทยจริงๆ พวกเขาเรียนรู้ปัญหาของสังคมไทยอย่างลึกซึ้งเกินอายุ สังคมไทยมีด็อกเตอร์แทบเดินหัวชนกัน แต่ประเทศกำลังเดินเข้าสู่มุมอับ เพราะการศึกษาไทยล้มเหลวโดยสิ้นเชิง บอกตรงๆ ว่า งานวิจัยของเด็ก ม.5 มีคุณค่าและลึกซึ้งกว่า นักศึกษา ป.โท ป.เอก ของตนมากมาย นี่คือการศึกษาที่แท้จริง ไม่หลอกลวงตัวเอง.