หน้าหลัก » ข่าวพาดหัว-หน้าหนึ่ง

รมว.กระทรวงทรัพย์ ชมการหมักปุ๋ยแบบครบวงจรตามแนวพระราชดำริ

Author by 8/04/16No Comments »

       12967953_820028914770399_7918264354124444814_o          รมว.กระทรวงทรัพย์ นำคณะเยี่ยมชม ระบบบำบัดสิ่งปฏิกูลแบบหมักปุ๋ย แบบครบวงจร ตามแนวพระราชดำริ  บ้านเชิงดอย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ชื่นชมเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ย้ำรัฐภาคเอกชน และประชาชนต้องร่วมมือกัน จึงจะแก้ปัญหาได้  

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 7 เม.ย.59  พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพย์ยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายธัญญา  เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้เดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์ระบบบำบัดสิ่งปฏิกูล แบบหมักเป็นปุ๋ย แบบครบวงจร ตามแนวพระราชดำริ หมู่ 2 บ้านเชิงดอย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ โดยมี ผู้บริหารท้องถิ่นในจังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมเยี่ยมชมด้วย   และมี นาย สุจินต์ เกษสุวรรณ์ ผู้รับผิดชอบศูนย์ระบบบำบัดสิ่งปฏิกูลแบบหมักเป็นปุ๋ย แบบครบวงจรตามแนวพระราชดำริ หมู่ 2 บ้านเชิงดอย อ.ดอยสะเก็ด จว.เชียงใหม่ ให้การต้อนรับ และพาเยี่ยมชม พร้อมอธิบายข้อมูลให้ทราบ

นายสุจินต์ เกษสุวรรณ์ กล่าวว่า ศูนย์บำบัดสิ่งปฏิกูลแบบหมักเป็นปุ๋ย แบบครบวงจรตามแนวพระราชดำริ หมู่ 2 บ้านเชิงดอย เริ่มต้นมาตั้งแต่ พ.ศ.2542 พบเห็นปัญหาเจ้าของ ผู้รับกำจัดปฏิกูลนำไปทิ้งในที่ต่างๆ เช่นในป่า และไร่นา โดยไม่เหมาะสม ทางศูนย์ฯ จึงน้อม นำแนวพระราชดำริ นำสิ่งปฏิกูลมาหมักทำปุ๋ย จนประสบความสำเร็จใน พ.ศ.2555 เป็นต้นมา และวันนี้ถือว่า ประสบความสำเร็จแล้ว มีปุ๋ยออกจำหน่ายสร้างรายได้ และลดปัญหาการกำจัดสิ่งปฏิกูลได้ด้วย

ทางด้าน พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การเดินทางมาตรวจเยี่ยมศูนย์ระบบบำบัดสิ่งปฏิกูลแบบหมักเป็นปุ๋ย แบบครบวงจร ตามแนวพระราชดำริ บ้านเชิงดอย หมู่ 2 อ.ดอยสะเก็ด จว.เชียงใหม่ ครั้งนี้ได้รับการเชิญ จากภาคเอกชน ให้เข้ามาศึกษาดูงานในที่แห่งนี้  ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ที่สามารถนำสิ่งปฏิกูลเมื่อนำมากำจัดกลิ่น และทำปุ๋ยได้ โดยน้อมนำแนวพระราชดำริมาใช้ เป็นสิ่งที่ดี ที่สามารถเอาสิ่งปฏิกูลมาทำปุ๋ยได้  ซึ่งการนำ ระบบกำจัดขยะ และสิ่งปฏิกูลที่น่ารังเกียจ ที่อยู่คู่มนุษย์มานาน มาทำการหมักเป็นปุ๋ย มีการทำระบบบำบัด น้ำเสีย กลายเป็นน้ำดี ไม่มีกลิ่น ได้มาตรฐานถือว่า เป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่น ตามแนวพระราชดำริ  ต่อไปจะต้องทำอย่างไรจะทำให้ผู้มาดูงานนำไปปฏิบัติตามได้ผล โดยจะต้องตอบโจทย์ให้ชัดเจน จึงจะสามารถทำให้ฝ่ายวิชาการ และภาคประชาชนยอมรับได้และให้ความร่วมมือถือ เป็นเรื่องที่ดี  ส่วนการบริหารจัดการต้องเดินหน้าไปตามมาตรฐาน คือ การแปรรูป 28 วันสามารถทำให้สิ่งปฏิกูลเป็นปุ๋ยได้ถือว่าน่าสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งต่อไปบทบาทภาครัฐเองก็ต้องลงมาส่งเสริมอีกทางหนึ่งด้วยโดยทางองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นๆเองก็ให้ความสนใจเดินทางมาดูงานต่อเนื่อง อยู่ที่ว่าจะนำไปปฏิบัติได้ตามศูนย์นี้หรือไม่เท่านั้น ซึ่งการทำสิ่งปฏิกูลให้เป็นปุ๋ยหมักได้ถือว่าน่าสนใจมาก และการที่องค์กรภาคเอกชนให้ความสนใจและสามารถช่วยลดมลพิษด้านสิ่งปฏิกูลนำมา เก็บไว้เป็นที่เหมาะสมและสร้างมูลค่าเพิ่มได้ถือว่าดีมาก แน่นอนว่าการต่อยอดต่อไปต้องขึ้นอยู่กับผู้ที่มาเก็บเกี่ยวแล้วนำไปปฏิบัติ ว่าจะได้ผลหรือไม่

12973564_820028881437069_8252342206035864550_o    นอกจากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ยังกล่าวถึงปัญหาไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และภาคเหนือว่า ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน เป็นปัญหาภายในของทุกประเทศ ปัญหามาจากคนเป็นคนจุดไฟ ซึ่งการแก้ไขต้องมีการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งปัญหาไฟป่าและหมอกควันนั้น ทางนายกรัฐมนตรี ก็ได้มีการสั่งการให้ดำเนินการแก้ไข มีการจัดตั้งงบประมาณลงมาช่วย พร้อมกันนั้นได้มีการประสานความร่วมมือไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งประเทศลาว เมียนมา สิงคโปร์ มาเลเซีย เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ช่วยเหลือกัน ซึ่งในปีนี้สถานการณ์ความรุนแรงเรื่องหมอกควันลดลง สังเกตได้จากประชาชนชาวเชียงใหม่ ยังไม่สวมหน้ากากอนามัย และมองดูจากสถิติไฟป่าได้ลดลงกว่าร้อยละ 50 เปอร์เซ็นต์  โดยทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้กำหนดให้มีการประชุมในแต่ละ จังหวัด และให้ชี้แจงถึงปัญหาให้ทราบ ซึ่งหากผ่านพ้น 60 วันอันตรายไปแล้ว ทางผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ ก็ได้มีการเตรียมแผนรองรับสถานการณ์ปัญหาไฟป่า และหมอกควัน มีแผนปฏิบัติการเรื่องการเผา และงบประมาณเตรียมรองรับอย่างเพียงพอ.