หน้าหลัก » ข่าวพาดหัว-หน้าหนึ่ง

รื้อแล้วไข่พญานาค ตามคำสั่งศาลบุกรุกป่าสงวน

Author by 5/09/16No Comments »

      1          รื้อสำนักสงฆ์เถื่อน สร้างบนที่ดิน สทก. และบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติดอยสะเก็ด “เทพประทานพร” ชอบอ้างมีไข่พญานาคให้คนหลงเชื่อ ระบุไม่มี พระอยู่ประจำ  ใช้เป็นที่แสวงหาประโยชน์จากศรัทธาประชาชน คณะสงฆ์ในพื้นที่ไม่รับรอง ป่าไม้ฟ้องบุกรุกกระทั่งศาลมีคำสั่งรื้อถอนนาน 2 ปีแล้ว เพิ่งได้ฤกษ์ พบพิรุธคนดูแลแอบเจาะเจดีย์ที่สร้างไว้ คาดนำของมีค่าออกก่อนป่าไม้ และทหารจะเข้าไปรื้อ

ทั้งนี้ จากการเข้าไปรื้อถอนสำนักสงฆ์หรือสำนักปฏิบัติธรรมเทพประทานพร หรืออีกชื่อว่าไตรรัตนะเทวสถาน (ไข่พญานาค) เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนแม่กวง ต.ป่าเมี่ยง อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ติดถนนสายเชียงใหม่-เชียงราย ใกล้ปากทางเข้าโครงการห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งดำเนินการรื้อถอนเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2559  โดยนายชูเกียรติ พงศ์ศิริวรรณ ผอ.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่) นำกำลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ประสานกับเจ้าหน้าที่ทหาร ฝ่ายปกครองมีนายวิโรจน์ ดวงสุวรรณ์ ปลัดอำเภอดอยสะเก็ด ตัวแทนสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงใหม่ เทศบาลตำบลเชิงดอย  ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ และคณะสงฆ์ในพื้นที่เข้าร่วมสังเกตการณ์

ขณะที่มีประชาชนผ่านเส้นทางพบเห็นการรื้อพากันบันทึกภาพ และแชร์ในโซเชียลมีเดียจำนวนมาก พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานาว่า เป็นการทำลายศาสนสถาน บ้างก็ว่าน่าเศร้าสลดใจ แต่ไม่มีการต่อต้านการรื้อถอนครั้งนี้ สามารถดำเนินการด้วยความเรียบร้อยในอาคารปฏิบัติธรรมส่วนแรก แต่ยังเหลือเจดีย์ 1 องค์ที่ยังไม่ได้รื้อ กลับพบว่ามีการเจาะเข้าไปกลางเจดีย์ คาดว่ามีกลุ่มบุคคลที่ทราบว่าทางราชการจะเข้ามารื้อถอน จึงเก็บทรัพย์สินจากอาคารหลังแรก และเจาะองค์เจดีย์เพื่อนำสิ่งของมีค่าที่บรรจุไว้แต่เริ่มสร้างออกไป ทิ้งแต่ร่องรอยนี้ไว้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นาย ชูเกียรติ พงศ์ศิริวรรณ ผอ.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่) ได้พิมพ์ป้ายประเทศด้วยไวนิลล์ขนาดใหญ่ ติดไว้ให้ผู้ผ่านทางได้อ่าน โดยสรุปความว่า สำนักปฏิบัติธรรมดังกล่าว มีชื่อนายศักดา สกุลพนารักษ์ เป็นเจ้าของ เป็นผู้บุกรุกครอบครองทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าขุนแม่กวง สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการรื้อถอน ฐานความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา33 ทวิ ผิดคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 25 (2) โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท คดีได้สิ้นสุดลง แต่ให้รอลงอาญา  และเมื่อศาลมีคำสั่งให้รื้อถอนแล้วตั้งแต่ปี 2557 เลยเวลาที่กำหนด นายศักดา สกุลพนารักษ์ ยังเพิกเฉย ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ดังนั้นจึงเข้าดำเนินการรื้อถอนตั้งแต่วันที 2 กันยายน 2559 เป็นต้นไป จนกว่าจะแล้วเสร็จ พร้อมกันนั้น ยังได้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษกับพนักงานสอบสสวน เพื่อดำเนินคดีกับนายศักดา ในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 33 ทวิ   ในข้อหาฐานขัดคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งตามมาตรา 25(2) ด้วย

ทางด้านคณะสงฆ์ในพื้นที่ พระราชโพธิวรคุณ เจ้าคณะอำเภอดอยสะเก็ด มอบให้พระปลัดอัมฤทธิ์ พุทธสโร ฝ่ายประสานงานคณะสงฆ์ ชี้แจงว่า ได้สอบถามข้อมูลไปยังหลายฝ่ายทั้งคณะสงฆ์ในเขตรับผิดชอบ เทศบาลที่รับผิดชอบ และข้างเคียง จึงปรากฏ ข้อมูล ดังนี้ 1. สำนักนี้มิได้มีสถานะเป็นวัด หรือ สำนักสงฆ์ หรือสำนักปฏิบัติธรรม ที่สังกัดคณะสงฆ์ แต่อย่างใด เป็นเพียงสถานที่ประกอบพิธีกรรมของกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม เท่านั้น บางครั้งก็เรียกกันว่า เทวสถาน บางทีก็ตั้งเป็น โรงเจ ฯลฯ 2. ที่ดิน ที่ทางสำนักนี้ตั้งอยู่เป็นที่ดิน สทก. อยู่ในเขตของศูนย์การศึกษาและพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งการใช้ที่ สทก. มาตั้งสำนักฯ ก็ถือว่าผิดระเบียบของการจัดสรรที่ดิน 3. แต่ทางสำนักได้ทำการก่อสร้างอาคารที่พัก ลุกล้ำเข้าไปในเขตของป่าไม้ จึงมีการฟ้องร้องกันเกิดขึ้น ในหลายปีที่ผ่านมา จนศาลมีคำตัดสินว่า สำนักนี้มีความผิดจริง ศาลได้สั่งให้รื้อถอนไปนานแล้ว

4.พฤติกรรมแห่งสำนักนี้ ได้รับแจ้งมาว่า มีการนำไข่พญานาค มาให้คนบูชากราบไหว้ ซึ่งถือว่าเป็นการหลอกลวง เกิดข้อครหาและมีการร้องเรียนมายังคณะสงฆ์ ได้รับทราบว่าได้มีการดำเนินการระงับทั้งส่วนของคณะสงฆ์และทางบ้านเมือง แล้ว และเรื่องการโฆษณาเกี่ยวกับไข่พญานาคก็เงียบหายไป 5.ต่อมาทางสำนักก็พยายามดำเนินการกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดขึ้น โดยได้ไปนิมนต์พระสงฆ์มาจากที่อื่นเพื่อมาพำนักอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ทางเจ้าคณะตำบลเชิงดอยเขต 1 ได้เข้าไปดำเนินการตักเตือน และให้พระสงฆ์ที่เข้ามาอยู่ ออกไปจากพื้นที่หลายครั้ง และกลุ่มบุคคลที่เข้ามาทำกิจกรรมในสถานที่แห่งนี้ ก็มิใช่ชาวบ้านในพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นคนที่มาจากนอกพื้นที่ รวมทั้งมีการขึ้นป้ายประชาสัมพันธ์ว่าตั้งเป็นโรงเจ บ้าง

6.การดำเนินการตั้งสำนักนี้ ไม่ได้มีการขออนุญาตหรือขอจัดตั้งมายังคณะสงฆ์แต่อย่างใด จึงถือได้ว่า ไม่ได้มีสถานะเป็นสำนักสงฆ์ หรือ วัด ในสังกัดของคณะสงฆ์นิกายใดทั้งสิ้น และถือได้ว่าเป็นสถานที่ทำกิจกรรมของกลุ่มบุคคลเพียงบางกลุ่ม เรียกได้ว่าเป็นของเอกชน ก็ว่าได้ ซึ่งการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ สมควรหรือไม่ประการใดสุดแต่ทุกท่านที่ได้อ่านข้อมูลนี้จะพิจารณาต่อไป ข้อมูลนี้เป็นเพียงบางส่วนที่ได้รับมา และรวบรวมมาเพื่อหวังจะให้เกิดความกระจ่างได้บ้างในบางประเด็นที่เกิดความ สงสัย.