หน้าหลัก » ข่าวพาดหัว-หน้าหนึ่ง

เปิดโปงเจ้าหน้าที่รัฐมีเอี่ยวเกี่ยวข้อง “ยานรก”

Author by 9/07/14No Comments »

1   ผบ.มทบ.33 เผยคืบหน้ามาตร การเร่งด่วนกรณีตรวจสต๊อกข้าวและกวาดล้างยาเสพติด เตรียมสรุปข้อมูลข้าวส่ง คสช. ในพื้นที่ไม่มีปัญหาข้าวหาย ส่วนยาเสพติดครบกำหนด 30 วันแล้ว เตรียมสรุปส่งเช่นกัน มีกรณี เจ้าหน้าที่รัฐถูกร้องเอี่ยวด้วย ส่วนด้านอื่นๆ ได้รับความร่วมมืออย่างดีไร้ต่อต้าน ด้านศูนย์ปรองดองเชียงใหม่เดินหน้ารับฟังข้อมูลจากภาคประชาชนทุกส่วน เพื่อรวมข้อมูลวิเคราะห์สรุปส่ง คสช.คืนความสุขประเทศไทย

เมื่อวันที่ 8 ก.ค.2557 ที่งานกิจกรรมสภากาแฟที่อาคารประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.เชียงใหม่ เพื่อพบปะหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานอย่างไม่เป็นทางการหรือสภากาแฟโดยมี นายปกิต สุวรรณพรหมา อธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 สำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 และหน่วยงานกระบวนการยุติธรรมใน จ.เชียงใหม่ เป็นเจ้าภาพในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ โดย พล.ต.ศรายุธ รังษี ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 เปิดเผยว่า ภาพรวมของปัญหาทางการเมืองหรือกิจกรรมที่เข้าข่ายเป็นไปด้วยดี ไม่มีเหตุต่อต้านหรือเคลื่อนไหวให้เกิดปัญหาในระดับพื้นที่ แต่สิ่งที่พบระยะนี้คือข้อร้องเรียนจากประชาชนที่แจ้งเบาะแส

ส่วนเรื่องจำนำข้าวหลายจังหวัดโยวายขณะนี้ให้เจ้าหน้าที่ทหาร ได้รวบรวมข้อมูล การสุ่มตรวจสต๊อกข้าวจากคณะกรรมการตรวจสอบชุดที่ 78 ที่ดำเนินการในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นปัญหาเรื่องคุณภาพข้าวและเอกสารบางส่วนเพื่อความชัดเจน แต่ยอมรับว่า พื้นที่เชียงใหม่ ไม่มีอะไรน่าจะเป็นห่วงเหมือนกับพื้นที่อื่นๆ ที่มีกรณีข้าวหาย ส่วนใหญ่จะพบเรื่องของคุณภาพข้าวเสื่อม ส่วนเรื่องของการทุจริต ยังไม่พบเบาะแสชัดเจน

ขณะเดียวกันในกรณีการกวาดล้างยาเสพติดในระยะเร่งด่วน 30 วัน ตามนโยบาย คสช. ที่จะครบกำหนดในวันที่ 8 ก.ค.นี้ ได้ให้ทุกหน่วยงาน สรุปผลการดำเนินการเพื่อรายงานให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ทั้งนี้ในภาพรวมเป็นที่พอใจ แต่ต้องมีการดำเนินการให้ต่อเนื่องต่อไป ทั้งการขยายผลทางคดี การกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติด การยึดทรัพย์ และการสร้างความมั่นคงเข้มแข็งให้กับชุมชน ส่วนกรณีของเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องตามข้อร้องเรียน ขณะนี้มีรายชื่อในมือแล้ว โดยอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อความชัดเจนและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าวันเดียวกัน เวลา 09.30 น.ที่โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่   นายสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ ผวจ.เชียงใหม่ ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จ.เชียงใหม่ เป็นประธานในการจัดเวทีเสวนา เพื่อแสดงออกของประชาชนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ของ ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป จ.เชียงใหม่ ตามนโยบายของคณะรัฐมนตรีรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เพื่อสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ในทุกระดับ ในเวทีครั้งนี้เป็นภาพรวมของจังหวัด ที่ให้ภาคประชาชนได้แสดงความเห็นตามแนวทางการปฏิรูปของ คสช.ใน 11 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย 1) แนวทางการปฏิรูปการเมือง (2) แนวทางการสร้างมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้บริหารประเทศ (3) แนวทางการปฏิรูปขบวนการยุติธรรม (4) แนวทางการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน (5) แนวทางการปฏิรูปการศึกษา (6) แนวทางการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ   (7) แนวทางการปฏิรูปด้านข่าวสาร (8) แนวทางการปฏิรูปความเหลื่อมล้ำทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม (9) แนวทางการปฏิรูปการทุจริตคอรัปชั่น (10)การจัดสรรทรัพยากรที่ดิน ป่าไม้ และน้ำ และ(11) ด้านอื่นๆ    เพื่อส่งเสริมให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยและสังคมโลก

การเสวนาประกอบด้วยประชาชนภาคส่วนต่างๆ จำนวน 500 คน จาก 25 อำเภอ ใน 6 กลุ่มสาขาอาชีพ คือ (1) กลุ่มภาคประชาชน (2) กลุ่มข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ (3) กลุ่มแกนนำทาง การเมือง (4) กลุ่มภาคธุรกิจเอกชน (5) กลุ่มภาคประชาสังคม (6) กลุ่มอื่นๆ  ศูนย์ปรองดองฯ เชียงใหม่ตั้งเป้ารับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกฝ่ายก่อนที่จะสรุปข้อคิดเห็นส่งไปยัง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 และกระทรวงมหาดไทยภายในวันที่ 15 ก.ค.นี้ ตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ เพื่อนำไปร่วมวิเคราะห์กำหนดแนวทางในการแก้ปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติ สร้างความรัก ความสามัคคี ความปรองดอง สมานฉันท์ คืนความสุขให้คนไทยทั้งชาติต่อไป

ผวจ.เชียงใหม่ กล่าวว่า จากสถานการณ์บ้านเมืองที่ผ่านมาประเทศไทยประสบภาวะวิกฤติทางการเมือง ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประเทศชาติและพลเมืองไทยเป็นอย่างมากในทุกด้าน ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสังคมโลก ถูกมองว่าไม่มีความปลอดภัยในสวัสดิภาพสำหรับสายตาชาวโลก ถูกลดลำดับความน่าเชื่อถือในด้านความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศ จากสภาวการณ์ทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จำเป็นต้องเข้ามาควบคุมสถานการณ์ เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัย และแก้ไขปัญหาวิกฤติของชาติไม่ให้ลุกลามบานปลายจนเกิดสงครามกลางเมือง

ซึ่งเวทีครั้งนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในการนำข้อมูลที่ได้จากทุกส่วนในพื้นที่ไปร่วมวิเคราะห์ และกำหนดเป็นแนวทาง หรือ โรดแม็บ ในการแก้ไขปัญหาของคนในชาติ เสริมสร้างความรัก ความสามัคคี ความปรองดอง และคืนความสุขให้แก่คนในชาติในภาพรวมต่อไป.