หน้าหลัก » ข่าวบันเทิง, ข่าวพาดหัว-หน้าหนึ่ง, ข่าวศิลปวัฒนธรรม, ข่าวสตรี

“เหมียว ธนภร” ศิลปินนักร้องระดับผู้บริหาร ผู้ไม่ยอมทิ้งอุดมการณ์ (มีคลิป)

               มุมมองจากอดีตที่กล่าวขานกันว่าอาชีพนักร้องนั้น ไม่มีความยั่งยืน อาศัยเพียงรูปร่างหน้าตา น้ำเสียงลีลาท่าทางเพื่อหาเลี้ยงชีพไปวันๆ เมื่อถึงคราวอายุมากขึ้น ความเป็นสาวเป็นหนุ่มลดน้อยถอยลงตามกาลเวลา วันที่เสียงหายก็ถึงเวลาหมดอาชีพ กลายเป็นคนว่างงานใช้ชีวิตอย่างไร้ค่า

               แต่แนวคิดนี้ก็เริ่มที่เลือนหายไปตามกาลเวลา เมื่อกระแสวัฒนธรรมดนตรีและเสียงเพลงเปิดกว้างมากขึ้น อาชีพนักร้องกลายเป็นหนึ่งในอาชีพในฝันของเหล่าหนุ่มสาวหลายคน ที่อยากจะขึ้นแสดงความสามารถบนเวที ให้คนดูคนฟังได้สัมผัส จนสร้างรายได้ชื่อเสียงกันมากมาย สังเกตได้จากปัจจุบันที่มีเวทีประกวดร้องเพลงหานักร้องหน้าใหม่เข้าสู่วงการทั้งในระดับจังหวัด,ภูมิภาค,จนถึงระดับประเทศ หรือแม้แต่คนหลากหลายอาชีพออกมาร้องเพลง สร้างสรรค์บทเพลงกันอย่างมากมาย

               เชียงใหม่ เป็นจังหวัดที่มีวัฒนธรรมทางเสียงเพลงมากอันดับต้นๆของประเทศอีกจังหวัดหนึ่ง มีศิลปินออกผลงานต่อเนื่องกันมาไม่ขาดสาย และนับแต่จรัล มโนเพชร ได้สร้างปรากฏการณ์สำเนียงท้องถิ่นผสมสำเนียงสากล ก็ทำให้บทเพลงทางเหนือของเราเปลี่ยนหน้าตาไปโดยสิ้นเชิง จรัลสามารถทำให้คนฟังทั้งประเทศ เข้าใจภาษาเหนือในวงกว้างได้มากขึ้น

               ในช่วงสถานการณ์โควิด19 มีบทเพลงสำเนียงท้องถิ่นเหนือเพลงหนึ่ง ชื่อเพลงว่า “เป็นห่วงเน้อ” ที่ได้ถูกเผยแพร่ทางยูทูปเพื่อให้กำลังใจชาวเหนือ ด้วยสำเนียงการร้องที่มีเสน่ห์และท่วงทำนองดนตรีที่ทันสมัย ทำให้พวกเราชาวเหนือให้ความสนใจและถามไถ่กันมาว่า เป็นเสียงของใคร “เหมียว ธนภร” คือเจ้าของเสียงเพลงนั้น วันนี้เราจะมาทำความรู้จักเธอให้ลึกซึ้งกันครับ

รักเสียงเพลงเพราะแม่

               “เหมียว ธนภร” หรือชื่อจริงว่า ธนภร จิตธำรงสุนทร เป็นคนแม่เหียะ จังหวัดเชียงใหม่ ความทรงจำในวัยเด็กที่ยังฝังลึก นั่นคือเสียงเพลงลูกกรุงในยามเช้าที่แม่เปิดให้ฟังทางวิทยุจนเกิดความชอบความประทับใจ ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในชีวิต เมื่อเข้าศึกษาชั้นมัธยมที่โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพเชียงใหม่ ด้วยความรักในเสียงเพลงเสียงดนตรี จึงได้สมัครเข้าวงโยธวาทิตของโรงเรียนในตำแหน่ง เฟรนช์ฮอร์น ตั้งแต่ม.1-ม.3 จากนั้นเมื่อขึ้นชั้นม.4 ก็ได้ย้ายมาร่วมวงดนตรีสากลในตำแหน่งนักร้อง

               ครูเหมียวเล่าว่า “เมื่อ20 กว่าปีที่แล้ว เวลาฝึกร้องเพลงจะอาศัยเปิดจากเทปคาสเซ็ท,แผ่นคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่าฟลอปปีดิสก์ หรือเปิดหาเนื้อเพลงจากหนังสือเพลง ซึ่งเทคโนโลยีสมัยนั้นแตกต่างจากยุคนี้หลายเท่า นอกจากร้องเพลงแล้วยังได้มีโอกาสได้แสดงความสามารถในกิจกรรมต่างๆ อาทิเช่น การนำสวดมนต์ทํานองสรภัญญะ,นำสวดมนต์บทต่างๆ,เข้าประกวดทำนองเสนาะในวันสำคัญทางพุทธศาสนา, เป็นพิธีกร ฯลฯ คือหากเป็นกิจกรรมใช้เสียงมักจะได้รับคัดเลือกให้เป็นต้นเสียงของโรงเรียนเสมอ

จากดนตรีสากลสู่ดนตรีไทยและรำไทย

               ต่อมาได้เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่สาขาดนตรี เครื่องเอกระนาดทุ้ม เมื่อจบการศึกษาได้เข้าทำงานเป็นครูอัตราจ้างที่โรงเรียนสันป่าตองวิทยาคม โดยสอนทางด้านการฟ้อนรำซึ่งตนเองไม่มีความรู้มาก่อน

               “เรียนมาทางระนาดทุ้มแต่ไม่เคยฟ้อนรำ แต่ด้วยความรักการสอน จึงบอกกับทางโรงเรียนไปว่าทำได้สอนได้ วิธีการคือการไปเรียนกับครูช่างฟ้อนโดยเสียค่าเรียนเพลงละ 4,000 บาท จากเงินเดือนที่ได้ 6,000 บาทเรียกว่าทุ่มเทเต็มที่ โดยเรียนตอนเย็นและนำมาสอนนักเรียนในวันถัดไปทันที”

จากครูอัตราจ้างสู่ครูผู้ช่วยและผู้สร้างวงร่มแดง

               ด้วยความตั้งใจในการเรียนฟ้อนอย่างจริงจัง พัฒนาตัวเองจนครูสอนฟ้อนรักและไม่คิดค่าสอนในเวลาต่อมา “สอนหนังสือที่สันป่าตองมาได้5ปี จึงมีโอกาสสอบเข้ารับราชการเป็นครูผู้ช่วยกรณีพิเศษ หรือครูที่มีประสบการณ์การสอน3-5ปี ซึ่งในครั้งนั้นเหมียวสอบได้ที่ 1 จึงได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นครูผู้ช่วย ที่โรงเรียนสันกำแพงจังหวัดเชียงใหม่ ตลอดเวลากว่า 9 ปีนั้น ได้มีโอกาสสร้างวงดนตรีให้โรงเรียนนั่นคือวงดนตรี“ลูกทุ่งร่มแดง” โดยถือตามสัญลักษณ์ของโรงเรียนนั่นคือร่มบ่อสร้าง มาตั้งเป็นชื่อวง โดยเมื่อวงดนตรีพัฒนาขึ้นจึงได้เดินทางไปแสดงดนตรีทั่วประเทศ”

               โดยรายได้จากการว่าจ้างวงดนตรีร่มแดงให้ไปแสดงนั้น จะนำส่งโรงเรียนเพื่อเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาของนักเรียน ช่วยสนับสนุนค่าเทอม และดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของนักเรียนให้ดีขึ้น บางครั้งตนเองได้ร้องเพลงหารายได้เข้าวงได้เงินถึงเพลงละ10,000บาท ก็นำเข้ากองกลางเพราะค่าสินน้ำใจของนักเรียนที่ได้รับ จะได้แค่คนละ20-100บาทเท่านั้น นอกจากนี้ เวลานักเรียนจะเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ตนจะช่วยนักเรียนเก็บประวัติการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลส่วนตัวไปยื่นให้กับมหาวิทยาลัยที่จะเลือกเข้าเรียน ซึ่งจากผลงานที่ผ่านมา นักเรียนของวงดนตรีร่มแดงได้รับการพิจารณาเข้าเรียนต่อในรอบแรกหลายครั้งติดต่อกัน

ความภาคภูมิใจ

               ครูเหมียวสร้างวงดนตรีร่มแดงจนได้รางวัลชนะเลิศในเวทีชิงช้าสวรรค์แนวเพลงของนักร้อง ตั๊กแตน ชลดา ,รางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในการประกวดลูกทุ่งมอดินแดงจัดที่ม.ขอนแก่นและรางวัลถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินีฯ รางวัลทั้งหมดนับเป็นความภูมิใจสูงสุดของชีวิตของการรับราชการในตำแหน่งครูผู้สอน

จากครูผู้สอนเป็นผู้บริหาร

               ปีพ.ศ.2563 ครูเหมียวสอบเปลี่ยนสายงานขึ้นมาเป็นผู้บริหาร และรับตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาโรงเรียนนวมินทราชูทิศ พายัพ จังหวัดเชียงใหม่ โดยได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการโรงเรียนให้บริหารงานฝ่ายบริหารงานทั่วไป ทั้งมีความเกี่ยวข้องในด้านการปรับภูมิทัศน์ และงานบริการต่างๆ

               “อาศัยจากที่เรามีความรักในด้านเสียงเพลง รักสุนทรียศาสตร์ เวลาทำงานในหน้าที่ใหม่ จึงได้นำสิ่งนี้มาสร้างบรรยากาศในโรงเรียนให้สวยงามยิ่งขึ้น ทั้งมีความตั้งใจที่จะสร้างให้นักเรียนมีจิตใจที่ดีงาม ละเอียดอ่อน ประณีตบรรจง ละเมียดละไมและสุภาพอ่อนโยนมากขึ้นด้วยค่ะ”

ผู้บริหารที่ไม่ยอมทิ้งอุดมการณ์

               แม้เรียนจบปริญญาโทสายบริหารการศึกษา จากมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น เชียงใหม่ แต่ครูเหมียวไม่เคยละความฝันในอดีต นั่นคือการเป็นนักร้องที่ต้องการสืบสานภาษาถิ่นเหนือให้คงอยู่กับเยาวชนและสังคมเพลงตลอดไป

               “อยากให้คนฟังเพลงทั้งประเทศได้ยินเสน่ห์แห่งภาษาเหนือในสไตล์ของเหมียว เพราะเหมียวเชื่อว่าเหมียวมีเอกลักษณ์ของเสียงร้องบางอย่างที่ไม่เหมือนใคร และความโชคดีของเหมียวอีกอย่างหนึ่งก็คือ วันที่ได้รู้จักกับ ดร.จุมพล ทองตัน หรือที่เรารู้จักกันในนามนักร้องว่า “โกไข่” ที่เหมียวได้พบกับท่าน ตอนท่านมาเป็นกรรมการตัดสินวงดนตรีร่มแดง ในงานบทเพลงรักแห่งแผ่นดินเมื่อปีพ.ศ.2560 จึงได้ปรึกษาท่านและขอให้ท่านได้มาช่วยโปรดิวซ์งานให้เหมียว เราทำงานกันสนุก จนเหมียวมีความฝันที่จะสร้างผลงานเพลงให้ครบรสชาติของความเป็นมนุษย์ในอนาคตทั้ง10เพลง”

เป็นห่วงเน้อ เพลงที่คนเริ่มรู้จัก

               “เป็นห่วงเน้อ” เพลงที่ทำให้ชาวเหนืออยากรู้จักนักร้องคนนี้มากขึ้น เพลงที่แสดงถึงความห่วงใยและให้กำลังใจพวกเราทุกคนที่กำลังประสบปัญหาการระบาดของโรคโควิด 19

               “เพลงนี้ดร.โกไข่เรียบเรียงดนตรี และควบคุมการร้อง อ.พยัต ภูวิชัย เขียนเนื้อร้องและทำนอง ส่วนเหมียวรับหน้าที่แปลเนื้อเพลงจากภาษากลางให้เป็นภาษาเหนือด้วยตัวเอง พอเพลงออกมาทางยูทูป คนชอบเพลงนี้กันมาก ทั้งๆที่เพลงแรกที่เหมียวออกเป็นซิงเกิ้ลก็คือเพลง“เสน่ห์เจียงใหม่”เพลงที่เหมียวเคยได้ทำงานกับพี่ๆเพื่อนๆสมัยประกวดวงดนตรีระดับมหาวิทยาลัยและเหมียวได้ขอให้ดร.โกไข่มาช่วยโปรดิวซ์โดยใช้เครื่องดนตรีท้องถิ่นมาเรียบเรียงให้เกิดเสน่ห์แบบสากล จนสะท้อนให้เห็นถึงความภาคภูมิใจในบ้านเกิดของเราอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งยังช่วยสืบสานศิลปวัฒนธรรมอันดีให้อยู่คู่ล้านนาและจรรโลงใจในการมีชีวิตที่ดีงามต่อไป

               ความท้าทายของเหมียวในการทำงานดนตรียังไม่หยุดแค่นี้ ขณะนี้เรากำลังสร้างเพลงที่3ด้วยกัน นั่นคือเพลง “สเปคอ้ายจะอี้ก่อ” ที่จะบอกเล่าถึงเสน่ห์ของสาวเชียงใหม่ในมุมต่างๆ และเหมียวกำลังจะถ่ายมิวสิควีดีโอเพลงนี้ เพื่อเผยแพร่ผ่านทางยูทูปรวมทั้งสังคมออนไลน์ ให้แฟนเพลงได้รับชมรับฟังเร็วๆนี้ด้วยค่ะ”

               รองฯเหมียว ยังวางคอนเซ็ปท์เพลงของตัวเองไว้อีกหลายๆแนว เช่นด้านการศึกษา,ความกตัญญู,ความเป็นครอบครัว,ความรักในธรรมชาติ ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อให้เพลงได้เสริมกับการทำงาน เช่นไว้ใช้ในการร้องต้อนรับบรรดาแขกผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองในระดับจังหวัดและระดับประเทศเมื่อมาเชียงใหม่  สร้างความรื่นเริงบนเวที หรือสามารถที่จะใช้เพลงนำเสนอกิจกรรมที่ดีต่อสังคม บนความเชื่อที่ว่าเพลงมีคุณค่ามากกว่าที่คิด

“บทเพลงคือความมีชีวิตชีวา เป็นทั้งแรงบันดาลใจให้ชีวิตครอบครัวและหน้าที่การงาน”

ครูเหมียวกล่าวทิ้งท้าย