หน้าหลัก » ข่าวศิลปวัฒนธรรม

ปอยข้าวสังฆ์

Author by 30/09/12No Comments »

ปอยข้าวสังฆ์

                ในภาษาล้านนา คำว่า “ปอย” หมายถึง งานบุญ ที่มีผู้คนมาชุมนุมกันเป็นจำนวนมาก ส่วนคำว่า “ข้าวสังฆ์”  หมายถึง เครื่องอุปโภคบริโภคสำหรับถวายพระสงฆ์ เพื่ออุทิศส่วนกุศลแด่ผู้วายชนม์ ในที่นี้จะหมายเอาเฉพาะผู้วายชนม์ที่สิ้นชีวิตผิดปกติวิสัยหรือที่เรียก “ตายโหง

ชาวล้านนาเชื่อว่า การตายโหง เป็นการตายที่ผู้ตายไม่ได้เตรียมตัวหรือรู้ตัวมาก่อน ชีวิตหลังการตายจะเป็นอยู่ด้วยความลำบาก ผนวกกับธรรมเนียมโบราณนิยมที่ต้องนำศพไปฝังทันที ไม่มีการทำบุญอุทิศเหมือนกับการตายโดยปกติ ดังปรากฏในคัมภีร์ “ธรรมดาจารีต” ว่า

“…ฅนทังหลายอันตายถูกช้างแทง ช้างถีบ ช้างนูด ม้าดีด งัวฅวายขวิด งูฉก เสือหมีขบ ถูกอะม็อกสีนาด หอกดาบ ไม้ฅ้อน ก้อนดิน ตกต้นไม้ ตกน้ำ ไม้โค่นเต็ง ถูกคุม ถูกคา ถูกเหล็ก ถูกแส้ ไฟไหม้… จักเอาศพไว้หื้อข้ามคืนข้ามวันบ่ได้ จักส่งสะการเผาศพก็บ่ได้ ขึดนัก …ผู้ยิงอันทรงคัพภะประสูติออกมาแลตาย ก็ดี คันตายทัดใด หื้อเอาทัดนั้น อย่าฅ้ายไปที่ใหม่ หื้อง้างช่องลงทัดนั้น อย่าเอาไว้ข้ามฅืน อย่าได้เผา จักแพ้พ่อแม่ญาติตระกูล จักวินาสฉิบหาย จักแพ้สัณฐานบ้านเมือง ชะแล แปลความว่า คนที่ตายถูกช้างแทง ช้างถีบ ช้างใช้งากดไถไป ม้าดีด วัวควายขวิด งูฉก เสือหมีกัด ถูกยิงด้วยปืน ถูกแทงฟันด้วยหอกดาบ ถูกตีด้วยไม้ ถูกขว้างปาด้วยก้อนดิน ตกต้นไม้ จมน้ำ ต้นไม้โค่นทับ ถูกคุมขัง ถูกขื่อคา ถูกทำร้ายด้วยเหล็ก ถูกโบยด้วยแส้ ถูกไฟไหม้ อย่าเอาศพไว้ข้ามคืนข้ามวัน อย่าทำบุญอุทิศ อย่าเผา เป็นอัปมงคลยิ่ง หญิงที่มีครรภ์ตาย หากตายบริเวณใดของเรือน ให้ตัดเจาะเอาศพลงตรงนั้น ห้ามเคลื่อนย้าย อย่าเอาศพไว้ข้ามคืน ห้ามเผา จะมีผลร้ายต่อพ่อแม่ญาติพี่น้อง ต่อบ้านเมืองและจะทำให้เภทภัยขั้นพินาศฉิบหายเลยทีเดียว

ดังนั้น ญาติพี่น้องจึงต้องทำบุญอีกครั้ง เป็นการอุทิศส่วนกุศลตามไป ซึ่งส่วนใหญ่จะทำหลังจากการตายประมาณ ๑  เดือน ถึง ๑ ปี ให้หลัง และเรียกการทำบุญในลักษณะนี้ว่า “ปอยข้าวสังฆ์”

สถานที่จัดงาน มักจัดกันที่บ้าน ญาติพี่น้องจะจัดเตรียมเครื่องอุปโภคบริโภคที่คิดว่าเป็นสิ่งจำเป็นของดวงวิญญาณผู้ตายซึ่งนิยมสร้างบ้านจำลอง พร้อมที่นอนหมอนมุ้ง ถ้วยชามของใช้ในครัวเรือน อาทิกระจกเงา หวี เครื่องสำอาง พัดลม โทรทัศน์ วิทยุ ตลอดถึง อาหาร ข้าวสาร เครื่องหุงต้ม เสื้อผ้าอาภรณ์ครบถ้วน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีที่หญิงที่ตายเพราะการคลอดลูก ถือว่าวิญญาณจะแช่อยู่ในเลือดในหนองที่ตกขณะคลอด ต้องสร้างเรือจำลองขึ้นพร้อมใส่ไม้พายเรือและอุปกรณ์ในการจับปลา เช่น ยอ แห เบ็ด สวิง ลงในเรือเพื่อเป็นเครื่องหากินในการเดินทางไปสู่คติภพ

หลังจากจัดเตรียมสิ่งของต่าง ๆ แล้ว อาจมีการพิสูจน์ตามความเชื่อว่าวิญญาณของผู้ตายจะมารับสิ่งของที่จัดเตรียมหรือไม่ ซึ่งการพิสูจน์ดังกล่าว มีวิธีการที่นิยมทำ คือ นำเอา “ข้าวแป้ง” คือผงข้าวบดสำหรับทำขนม (แป้งข้าวเหนียว) หรือผงขี้เถ้าร่อนเกลี่ยใส่ถาดไปวางในบ้านจำลองหรือเรือที่เตรียมไว้ในคืนก่อนที่จะทำบุญ รุ่งเช้าหากมีรอยมือรอยเท้าของผู้ตายปรากฏบนผิวข้าวแป้งหรือขี้เถ้าให้เห็น ก็แสดงว่าวิญญาณของผู้ตายได้มาเยี่ยมสิ่งที่จะอุทิศให้ และพร้อมที่จะรับส่วนกุศลที่จะอุทิศให้นั้น

ความเชื่ออีกอย่างหนึ่ง คือการเสียชีวิตโดยฉับพลัน วิญญาณที่ตายไปเป็นสัมภเวสี คือ เป็นผีตายโหง บริโภคของสด ๆ คาว ๆ จึงต้องมีการทำบุญอุทิศด้วยของสดของคาวเป็นเบื้องต้น เรียกว่า “สังฆ์ดิบ”  ซึ่งสังฆ์ดิบที่ว่าจะถวายพระสงฆ์  ๔  รูป ณ บริเวณทางสามแพร่ง สี่แพร่ง ถวายเสร็จ จะนำเอาสังฆ์ดิบทั้งหมดฝังกลบไว้ ณ ที่นั้น ส่วนสิ่งของที่จะถวายโดยปกติที่เรียกว่า “สังฆ์สุก” ด้วยเชื่ออีกว่าแม้นหากพ้นจากวิบากกรรม คือพ้นจากสภาวะสัมภเวสีแล้วจะได้บริโภคอาหารปกติที่มนุษย์บริโภคกัน ซึ่งสังฆ์สุกนี้จะถวายพร้อมกับเครื่องไทยทานอื่น ๆ ที่ได้จัดเตรียมไว้ก่อนหน้านั้น

ด้านพิธีกรรมหลังทำบุญด้วยสังฆ์ดิบแล้ว จะเข้าสู่พิธีกรรม “พุทธนิยม” คือ ไหว้พระ สมาทานศีล กล่าวคำถวาย พระสงฆ์อนุโมทนาเป็นเสร็จพิธี อนึ่งในงานนี้มักจะมีการขับซอเป็นมหรสพสมโภชตลอดทั้งวันด้วย

ปัจจุบัน การทำบุญปอยข้าวสังฆ์ยังเป็นที่นิยมกันอยู่ หากแต่ไม่เฉพาะคนตายโหงเท่านั้น ตายลักษณะไหนก็สามารถทำบุญอุทิศในลักษณะอย่างปอยข้างสังฆ์ได้ ชาวล้านนาจึงดำรงไว้ซึ่งประเพณีดังกล่าวและปฏิบัติสืบต่อกันมาช้านาน

สนั่น ธรรมธิ

สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่