หน้าหลัก » ข่าวสิ่งแวดล้อม - พลังงาน

ระบบก๊าซชีวภาพในโรงชำแหละไก่ “เอฟแอนด์เอฟฟู้ด”ตระหนักสวล.ชุมชน

Author by 19/12/12No Comments »

กว่า 25 ปี ที่ระบบก๊าซชีวภาพเป็นการบำบัดน้ำเสียที่นิยมกันอย่างแพร่หลายสำหรับบำบัดน้ำเสียในแวดวงฟาร์มสุกร แต่สำหรับโรงแปรรูปและชำแหละไก่ยังถือว่าเป็นการบำบัดน้ำเสียที่ยังไม่แพร่หลายมากนัก

บริษัท เอฟแอนด์เอฟฟู้ดจำกัด อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ถือว่าเป็นหนึ่งในโรงงานชำแหละไก่กลุ่มแรกๆ ที่ใช้ระบบก๊าซชีวภาพเข้ามาบำบัดน้ำเสียเพื่อให้ได้พลังงานทดแทน มาทำความรู้จักกับโรงงานแห่งนี้กันค่ะ

คุณณัฐพล  ดุษฎีโหนด ผู้จัดการโครงการ เล่าให้ฟังว่า “โรงงานแห่งนี้เดิมเป็นโรงงานเก่าที่ทำธุรกิจนี้อยู่แล้ว โดยบริษัทเราก็ได้เข้ามาซื้อกิจการแล้วเปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัท เอฟแอนด์เอฟฟู้ด จำกัด” ตั้งแต่เมื่อประมาณปี 2547 สินค้าที่ผลิตเป็นชิ้นส่วนไก่สดซึ่งนำมาชำแหละและตัดแต่งเศษตามออเดอร์ของลูกค้า ธุรกิจเราอยู่ในกลุ่มของบริษัท สัตว์ไทย ดำเนินการครบวงจรตั้งแต่ทำฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ โรงงานอาหารสัตว์ ส่วนเอฟแอนด์เอฟจะเป็นลักษณะของการเลี้ยงไก่ประกันคือ รับซื้อไก่จากบริษัทในเครือในราคาที่ตกลงประกันไว้ตั้งแต่แรกเพื่อนำมาชำแหละและตัดแต่ง กำลังการผลิตสูงสุดอยู่ที่ 70,000 ตัวต่อวัน มีพนักงานประมาณ 500-600 คน ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในกระบวนการผลิต”

ทำไมถึงต้องการทำก๊าซชีวภาพในโรงงาน

“เนื่องจากเป็นนโยบายที่ผู้บริหารให้โจทก์มาว่า ทำอย่างไรที่จะเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อมและปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสียบริษัทให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจึงคิดถึงระบบก๊าซชีวภาพเป็นตัวแรกๆ เพราะนอกจากบำบัดน้ำเสียแล้วยังได้ผลพลอยได้คือสามารถนำก๊าซชีวภาพไปใช้ทดแทนน้ำมันเตาได้อีกด้วย ก่อนหน้านี้ระบบบำบัดน้ำเสียที่บริษัทใช้อยู่คือแบบบ่อผึ่งซึ่งใช้หลายบ่อเพราะมีน้ำเสียมากจึงต้องพื้นที่เยอะมากตามไปด้วย คุณภาพน้ำที่บำบัดก็ผ่านเกณฑ์มาตรฐานน้ำทิ้งของกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ก็คงไม่คุ้มค่าเท่าการบำบัดโดยระบบก๊าซชีวภาพ

สำหรับการลงทุนก็ทราบตัวเลขมาบ้างว่าค่อนข้างสูงและมีส่วนรายละเอียดที่อาจเกินกว่าที่เราประมาณการณ์ไว้ซึ่งผู้บริหารก็พิจารณาตามความเหมาะสมไปเป็นรายกรณีไป แต่สิ่งที่คาดว่าจะได้รับคืออย่างน้อยเราได้ปรับปรุงระบบสิ่งแวดล้อมของเราให้ได้มาตรฐาน ส่วนด้านชุมชนนั้นเมื่อเร็วๆ นี้เราเพิ่งได้รับการรับรองธรรมาภิบาลของจังหวัดสุพรรณบุรี ประจำปี 2554 ซึ่งก๊าซชีวภาพก็เป็นส่วนหนึ่งให้เราได้รับรางวัลนี้

ผลที่จะได้รับจากการทำระบบก๊าซชีวภาพในโรงงาน

“ด้วยความห่วงใยในสิ่งแวดล้อมประกอบกับการได้ผลตอบแทนอื่นๆ เช่น การประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว โดยบริษัทคาดว่าจะนำก๊าซชีวภาพที่ได้จากระบบประมาณวันละ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวันจากระบบก๊าซชีวภาพแบบ CMU-CD ขนาด 4,000 ลูกบาศก์เมตรและ 750 ลูกบาศก์เมตรไปใช้ทดแทนน้ำมันเตาในการต้ม Boiler ได้ประมาณวันละ 825 ลิตรต่อวันหรือคิดเป็นตัวเงินประมาณ 6,000-7,000 บาทต่อวัน หรือปีละประมาณสองล้านบาท นอกจากนี้ยังสามารถลดการใช้ไฟฟ้าในการเติมอากาศเพื่อบำบัดน้ำเสียได้กว่า 90% และช่วยลดกลิ่นเหม็นและแมลงวันได้ 90% อีกด้วย โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการก่อสร้างประมาณ 90% คาดว่าจะเริ่มเดินระบบตั้งแต่เดือนกรกฏาคมนี้ในขั้นตอนนี้รู้สึกพึงพอใจในการทำงานของสถาบันฯ เพราะว่าทีมงานมีความพร้อมในทุกๆ ด้าน ทั้งการออกแบบ การบริหารโครงการ การบริการที่ดี คุยกันแบบมีเหตุผล สามารถยืดหยุ่นได้ ในบางจุด รวมไปถึงมีการอบรมด้านก๊าซชีวภาพให้กับผู้ดูแลระบบเพื่อความปลอดภัย และยังมีการให้คำปรึกษาแนะนำระยะยาวอีกด้วย ในตอนนี้ยอมรับว่าอาจจะมีหนักใจบ้างเพราะเป็นก๊าซชีวภาพในโรงงานชำแหละเป็นเรื่องที่เราไม่เคยทำและกังวลกับปัญหาที่เราคาดไม่ถึง เช่นอนาคตจะเกิดหรือไม่เกิดก๊าซ เกิดมากหรือน้อยแค่ไหน แต่สถาบันฯ ก็ส่งทีมวิศวกรมาคอยแนะนำและให้คำปรึกษาในทุกขั้นตอนของการก่อสร้าง จึงทำให้เราอุ่นใจขึ้นมาก”

ข้อเสนอแนะสำหรับโรงงานแปรรูปสัตว์อื่นๆ ที่สนใจทำระบบก๊าซชีวภาพ

“ในส่วนของบริษัทที่ผู้บริหารเล็งเห็นคือ กลุ่มบริษัทของเรามีฟาร์มหมูและได้ทำระบบก๊าซชีวภาพมานานแล้วและประจักษ์ชัดว่าได้ผลดี ซึ่งเป็นโครงการที่ดีที่จะช่วยเรื่องชุมชนและประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไปบางส่วนเมื่อสถาบันฯ มาเสนอโครงการก๊าซชีวภาพในโรงงานแปรรูปไก่ที่เป็นของโรงชำแหละจึงสนใจเข้าร่วมถึงแม้ในส่วนของกาคืนทุนนั้นจะยังไม่มีอะไรการันตีอย่างฟาร์มหมูเพราะเราเป็นกลุ่มโรงงานแรกๆ ที่ทำระบบ แต่หากมองถึงอนาคตก็เป็นสิ่งที่น่าลงทุนเพราะน้ำเริ่มหายากขึ้นเนื่องจากสองสามปีมานี้เราก็เจอปัญหาเรื่องน้ำที่จะนำมาใช้ในกระบวนการผลิต การที่นำน้ำที่หายากนั้นมาใช้เพียงน้ำครั้งเดียวนั้นเป็นการสิ้นเปลืองเกินไปจึงต้องคิดว่าจะสามารถใช้น้ำมาใช้หมุนเวียนได้หรือไม่ ซึ่งก๊าซชีวภาพก็เป็นประเด็นแรกที่เรานึกถึงเพื่อบำบัดน้ำให้มีคุณภาพดีกว่าเดิมและเอาน้ำมาหมุนเวียนใช้ในการผลิตได้อีก ส่วนผลตอบแทนด้านพลังงานก็เป็นส่วนหนึ่งที่น่าสนใจเพราะนับวันพลังงานจะแพงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าน้ำมันเชื้อเพลิงหรือไฟฟ้า จึงอยากให้ผู้บริหารของโรงงานอื่นๆ ลองเอาไปพิจารณาเป็นอีกทางเลือกของการลงทุน”.