หน้าหลัก » ข่าวสิ่งแวดล้อม - พลังงาน

ERDI-CMU ส่ง Biogas สู้วิกฤตแหล่ง JDA-A18 งดจ่ายก๊าซภาคใต้

thainews180ERDI-CMU ส่ง Biogas

สู้วิกฤตแหล่ง JDA-A18 งดจ่ายก๊าซภาคใต้

          ถือเป็นกระแสข่าวด้านพลังงานที่กำลังมาแรงไม่น้อย สำหรับสถานการณ์ที่ผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย แหล่ง JDA-A 18 จะปิดซ่อมบำรุงระบบในช่วงระหว่างวันที่ 13 มิ.ย.-10 ก.ค. 57 รวม 28 วัน ส่งผลให้โรงไฟฟ้าจะนะ จ.สงขลา ซึ่งมีกำลังผลิต 710 เมกะวัตต์ และใช้พลังงานจากก๊าซธรรมชาติเป็นหลักจะต้องหยุดเดินเครื่อง ซึ่งจะทำให้กำลังผลิตไฟฟ้าในภาคใต้มีไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ และเสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าดับในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะในช่วงเวลา 13.30 – 15.30 น. และ 18.30 – 22.30 น. ส่งผลให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนออกมารณรงค์ให้พี่น้องชาวใต้ร่วมกันประหยัดพลังงานด้วยวิธีการต่างๆเพื่อให้รอดพ้นวิกฤตพลังงาน และมีเพียงพอเพื่อใช้ในสถาการณ์ดังกล่าว

สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือ สถาบันพลังงาน มช. (ERDI-CMU) ในฐานะผู้นำด้านพลังงานทดแทนในภูมิภาคอาเซียน ได้ดำเนินการติดตั้งระบบก๊าซชีวภาพให้กับฟาร์มปศุสัตว์และโรงงานอุตสาหกรรมเกษตรต่างๆทั่วประเทศจำนวน 1,062 แห่ง มาเป็นระยะเวลากว่า 19 ปี  โดยในพื้นที่ภาคใต้มีระบบก๊าซชีวภาพที่ทางสถาบันฯเข้าไปติดตั้งให้จำนวน 88 แห่ง ทั้งในส่วนของภาคปศุสัตว์และโรงงานอุตสาหกรรมเกษตร(โรงงานน้ำมันปาล์ม) ซึ่งก๊าซชีวภาพที่ได้สามารถนำไปผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 159,168  กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อวัน นับเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถช่วยกู้วิกฤตให้กับภาคปศุสัตว์และโรงงานอุตสาหกรรมเกษตรได้มีกระแสไฟฟ้าใช้ในการผลิตในช่วงภาวะวิกฤตการณ์ดังกล่าว

รศ.ประเสริฐ  ฤกษ์เกรียงไกร ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  เปิดเผยว่า  ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการใช้ไฟฟ้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามสภาวะการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ แต่จะมีใครรู้บ้างว่า ประเทศไทยต้องนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านมากถึงร้อยละ 52 หรือ 6,800  ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง นับเป็นปริมาณมหาศาล ตามแผนและนโยบายของกระทรวงพลังงาน  ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าจะต้องมีพลังงานทดแทนให้ได้ถึง 25%  โดยใช้พลังงานทดแทน เพื่อการผลิตไฟฟ้าให้ได้จำนวน ประมาณ 9,201 เมกะวัตต์  หนึ่งในจำนวนนี้ก็คือ พลังงานจากก๊าซชีวภาพ

รศ.ประเสริฐ  กล่าวต่อว่า สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  เปิดเผยว่า สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ได้ดำเนินงานด้านพลังงานก๊าซชีวภาพ หรือที่เรียกว่า ไบโอแก๊ส ในภาคปศุสัตว์ทั่วประเทศ มาเป็นระยะเวลากว่า 19 ปี โดยการสนับสนุนการดำเนินงานจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และกระทรวงพลังงาน  เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2538 กระทั่งปัจจุบัน  ได้ให้การสนับสนุนส่งเสริมผู้ประกอบกิจการฟาร์มปศุสัตว์ทั่วประเทศ  ได้แก่ ฟาร์มสุกร ฟาร์มโคนม ฟาร์มไก่ และโรงฆ่าสัตว์ รวมทั้งสิ้นเป็นจำนวนมากกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ  ในการนำเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพที่วิจัย คิดค้นและออกแบบโดยสถาบันฯ มาใช้ในการสร้างระบบก๊าซชีวภาพให้กับฟาร์มปศุสัตว์ต่างๆ  ทั่วประเทศ เพื่อผลิตพลังงานทดแทน และนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบพลังงานต่างๆ โดยเฉพาะการผลิตพลังงานไฟฟ้า การดำเนินงานที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน มีฟาร์มเข้าร่วมโครงการจำนวนทั้งสิ้น 1,062 แห่ง สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 170 เมกะวัตต์ ปริมาณก๊าซชีวภาพที่ผลิตได้ 676,399,572 ลูกบาศก์เมตร และปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ประมาณ 946,959,401  หน่วย  คิดเป็นมูลค่าประมาณ  3,300,000,000 บาท  รศ.ประเสริฐ กล่าวทิ้งท้ายว่า ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ดังกล่าว สามารถนำไปใช้ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้เป็นระยะเวลานานถึง 6 ปี เลยทีเดียว นอกจากนั้น สถาบันฯ ยังประสบความสำเร็จในการนำพลังงานก๊าซชีวภาพที่ผลิตได้นำไปอัดลงในถัง LPG เพื่อใช้ทดแทนการใช้ก๊าซหุงต้มในภาคครัวเรือนได้ด้วย ทั้งคุณภาพ CBG ที่สถาบันฯ ผลิต ได้นำไปใช้เติมในรถยนต์ที่สมัครเข้าร่วมโครงการเติม CBG จากสถาบันฯ ฟรี เป็นเวลา 2 ปีที่ผ่านมา รถก็ยังวิ่งได้ดี ไม่มีปัญหากับเครื่องยนต์แต่อย่างใด ดังนั้น พลังงานก๊าซชีวภาพ จึงเป็นพลังงานทดแทนที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ และใช้ทดแทนพลังงานต่างๆ ในประเทศได้อย่างมากมายมหาศาล และที่สำคัญเป็นพลังงานทดแทนที่เป็นพลังงานสะอาด สามารถแก้ไขและรักษาสิ่งแวดล้อมได้ด้วย รวมทั้งเป็นพลังงานที่ยั่งยืน เพราะวัตถุดิบเป็นของเสีย หรือของเหลือใช้ทางการเกษตรในประเทศ  อีกทั้งยังใช้เทคโนโลยีในประเทศที่ไม่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และสามารถผลิตพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ขึ้นกับดินฟ้าอากาศ  ทั้งนี้สถาบันฯ จึงพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการผลักดันให้ประเทศมีพลังงานทดแทนใช้ตามแผนและเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ และเพื่อให้คนไทยทุกคนมีพลังงานใช้อย่างยั่งยืนต่อไป.