หน้าหลัก » ข่าวสุขภาพ-อนามัย

เสนอแนวทางบัตรทอง ยึดหลักความเท่าเทียม ปี 59 ใช้ระบบเดิม

Author by 31/12/15No Comments »

สปสช      คณะทำงานเสนอ 3 แนวทางบัตรทอง ยืนยันปี 59 จะใช้ระบบเดิม ยึดหลักความเท่าเทียมกัน แต่ปี 60 ต้องลุ้นการปรับปรุงอีกรอบเพราะหมดเวลารัฐบาลชุดนี้

เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.58    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการพิจารณาเรื่อง ของนโยบายด้านสุขภาพของประชาชน โดยกระทรวงสาธารณสุข ได้มีการประชุมสรุปข้อเสนอคณะ กรรมการจัดทำแนวทางเพื่อระดมทรัพยากรเพื่อความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพ โดยมี นพ.สุวิทย์ วิบูลย์ผลประเสริฐ เป็นประธาน และนายอัมมาร สยามวาลา เป็นที่ปรึกษา เพื่อเสนอต่อ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) เพื่อพิจารณาหาแนวทางที่เหมาะสมในการทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐยั่งยืนต่อไป โดยใช้เวลาในการนำเสนอและพิจารณาประมาณ 1 ชั่วโมง

นพ.สุวิทย์ กล่าวว่า ขณะนี้ทุกคนในประเทศไทยไม่ว่าจะร่ำรวยหรือยากจนต่างก็เสียภาษีด้วยกันทั้งนั้น แต่ในส่วนของผู้ประกันตนกลับต้องมีการจ่ายสมทบเพิ่มเติมเพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ในการรักษาพยาบาล ในขณะที่สิทธิข้าราชการ และระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ไม่ต้องมีการจ่ายสบทบแต่อย่างใด ดังนั้นคณะกรรมการจึงได้มีการศึกษาข้อมูลเพื่อหาแนวทางการสร้างระบบการรักษาพยาบาลภาครัฐให้เกิดความเท่าเทียมกัน และมีข้อสรุป 4 ประเด็นย่อย เพื่อความยั่งยืน (Sustainability goal) พอเพียง (Adequacy goal) เป็นธรรม (Fairness goal) และมีประสิทธิภาพ (Efficiency goal) หรือ SAFE โดยเฉพาะเรื่องความเป็นธรรม นั้นมีข้อสรุป 3 ประเด็น  1. เก็บสมทบก่อนเจ็บป่วย โดยสิทธิประกันสังคมต้องมีการปรับเพิ่มเพดานเงินเดือนขั้นต่ำขึ้น 7 เท่า เช่นเพิ่มจาก 15,000 เป็น 50,000 บาท สิทธิข้าราชการถ้าเป็นข้าราชการเดิมก็ให้ได้รับสิทธิตามที่เคยได้ หรือเลือกใช้ระบบใหม่ก็ได้ ถ้าเป็นข้าราชการใหม่หรือลูกจ้างของรัฐให้เข้าสู่ระบบประกันสังคม แล้วปรับเพิ่มฐานเงินเดือนขึ้น 1.3-1.5 เท่า ส่วนบัตรทองให้มีการจ่ายเงินสมทบโดยแบ่งตามรายได้หรือเศรษฐสถานะ 3-5 ช่วงชั้น ซึ่งตรงนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป และยกเว้นผู้มีรายได้น้อยและผู้ที่สังคมควรให้การช่วยเหลือ  2. เก็บสมทบจากระบบภาษี อาทิ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ยกเว้นผู้มีรายได้น้อย และพิจารณาเก็บภาษีอื่น เช่นการทำธุรกรรมทางการเงิน และสร้างระบบให้มั่นใจได้ว่าภาษีที่เก็บนี้จะนำมาอุดหนุนระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐ   และ 3. การให้ผู้ป่วยจ่ายสมทบ ณ จุดบริการ ซึ่งมาตรการนี้มีข้อควรระวังอยู่ เช่น 1. ต้องไม่ให้มีการร่วมจ่ายในคนที่เป็นโรคติดต่อ อาทิ วัณโรค ไอกรน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด อาจจะต้องมีพิจารณาโรคสำคัญๆ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคก็ต้องละเว้นการร่วมจ่าย 2. ต้องมีระบบป้องกันผู้ที่มีรายได้ต่ำ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีค่าใช้จ่ายสูง และผู้ที่สังคมควรให้ความช่วยเหลือ 3.ต้องมีการจ่ายเพิ่มในกรณีรับบริการพิเศษนอก เช่น ห้องพิเศษ อาหารพิเศษ 4. มีกลไกป้องกันคนมีรายได้สูงดูดทรัพยากร ไปใช้แล้วทำให้ผู้มีรายได้น้อยต้องรอคิวนาน และ 5. ต้องมีระบบกระจายเงินที่เก็บได้ให้กับโรงพยาบาลอื่นๆ อย่างเหมาะสม แต่ไม่ใช้เก็บเงินคืนมาที่ส่วนกลางแล้วค่อยไปกระจายใหม่  ทั้งนี้หลักการเก็บเงินสมทบไม่ได้ต้องการหาเงินเข้าในระบบ แต่ต้องการให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกคนให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียม แต่ไม่ได้คิดเรื่องการรวมกองทุน ส่วนที่มีการเอาไปโยงเป็นเรื่องการเมืองนั้น แน่นอนว่าเรื่องนี้ต้องเป็นการเมืองอยู่แล้วจึงจะเดินหน้าได้ แต่ต้องพูดด้วยข้อมูล ข้อเท็จจริง การที่ยังไม่มีข้อมูลก็ไปมโนว่าจะล้มเลิกบัตรทอง ดังนั้นเรื่องนี้ประชาชนต้องฟังข้อมูลและตัดสิน

ทางด้าน นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ตนขอรับข้อเสนอเหล่านี้ไปพิจารณาต่อ โดยจะตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด ที่มีองค์ประกอบของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน นักเศรษฐศาสตร์ และนายอัมมาร เพื่อพิจารณารายละเอียดตามข้อเสนอและให้ได้ข้อสรุปว่าจะเดินหน้าอย่างไร คาดว่าหลังปีใหม่น่าจะสามารถตั้งคณะทำงานได้อย่างเป็นทางการและกำหนดแนวทางการทำงานต่อ ส่วนเรื่องบัตรทองในปี 2559 นั้นยังใช้แบบเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ในปี 2560 น่าจะได้ข้อสรุปและมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นไปตามกรอบระยะเวลา และอายุการทำงานของรัฐบาลชุดนี้.