หน้าหลัก » ข่าวเกษตรกรรม

กรมส่งเสริมฯห้ามชาวไร่เผาในพื้นที่การเกษตร

Author by 9/02/15No Comments »

0011     การเผาในพื้นที่การเกษตรเป็นสาเหตุที่สำคัญของปัญหาดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ส่งผลให้พืชไม่สามารถเจริญเติบโตได้เต็มที่ ผลผลิตที่ได้รับต่ำกว่าที่ควรจะเป็นและเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศที่สำคัญแหล่งหนึ่ง ซึ่งจะก่อให้เกิดก๊าซพิษ หมอกควัน ฝุ่นละออง เถ้าและเขม่าควัน ระบายสู่ชั้นบรรยากาศส่งผลให้เกิดปัญหาหมอกควันปกคลุมประเทศไทย มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ

นายไพรัช หวังดี รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่าในช่วงเดือนมกราคมจนถึงเดือนเมษายนของทุกๆปี จะเป็นช่วงที่เกษตรกรมักจะเผาเศษ ซากพืช วัชพืช เพื่อเตรียมพื้นที่ สำหรับการเพาะปลูกพืชในฤดูกาลถัดไป ทำให้เกิดปัญหามลพิษและหมอกควันรุนแรงปกคลุมพื้นที่ โดยเฉพาะ 10 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา ตาก และอุตรดิตถ์ จากการสำรวจ ภาพถ่ายดาวเทียมของกรมควบคุมมลพิษ ได้ตรวจสอบจำนวนจุด ความร้อนที่เรียกว่า Hotspot ช่วงวันที่ 1 มกราคม – 30 เมษายน 2557 ที่ผ่านมาพบว่า ตำบลที่เสี่ยงต่อการเกิดจุดความร้อนมีถึง 67 ตำบล ของ 10 จังหวัดดังกล่าว

ดังนั้นในปีงบประมาณ 2558 กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้กำหนดพื้นที่ตามจุด Hotspot 67 ตำบล ของ 10 จังหวัด เป็นพื้นที่เป้าหมายและได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมในการแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร โดยการถ่ายทอดความรู้ให้กับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเพื่อนำไปถ่ายทอดให้แก่เกษตรกร ในด้านเกี่ยวกับการปลูกพืชทางเลือกทดแทน การจัดการเศษวัสดุเพื่อใช้เป็นปุ๋ย และการใช้เทคโนโลยีการเกษตรมาปรับใช้ในพื้นที่ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผารวม 150 กลุ่ม เพื่อเป็นกลไกของชุมชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตร 15,000 ไร่ และเฝ้าระวังแก้ไขปัญหาและติดตามสถานการณ์การเผาในพื้นที่การเกษตรในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคเหนือที่ประสบปัญหาหมอกควันปกคลุมเป็นประจำทุกปี รวมถึงการรณรงค์ เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาและผลกระทบจากการเผาในพื้นที่การเกษตร

การเผาในพื้นที่การเกษตรจะทำลายอินทรีย์วัตถุและธาตุอาหารในดิน ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น ทำลายดิน ทำให้ดินเสื่อมโทรม โครงสร้างดินอัดแน่นเสียหายไม่ร่วนซุย กักเก็บน้ำได้น้อยลงและมีช่องว่างอากาศในดินน้อยลง ทำให้พืชไม่สามารถเจริญเติบโตได้เต็มที่ ผลผลิตที่ได้รับต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้เกิดการสูญเสียน้ำในดิน ทำลายแมลงควบคุมศัตรูพืชและจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน ทำให้ระบบนิเวศของดินไม่สมดุล เกิดการแพร่ระบาดของโรคได้ง่ายขึ้น เกษตรกรจึงต้องมีการใช้สารเคมีในการเพาะปลูกมากกว่าเดิม ซึ่งต่างชาติสามารถใช้เป็นข้อกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศได้ รวมถึงฝุ่นละออง เขม่าควันและก๊าซพิษที่เกิดจากการเผา จะส่งผลเสียต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน ทำให้หลอดลมอักเสบ เกิดการระคายเคือง ทำลายเนื้อเยื่อปอด เกิดอาการแสบตา เกิดหอบหืด ถุงลมโป่งพอง เกิดอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อ่อนเพลีย แน่นหน้าอก สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ จะทำให้เกิดอาการแพ้อากาศและเป็นไข้หวัดได้  และในกรณีที่ได้รับก๊าซคาร์บอนน๊อกไซด์ในปริมาณมาก อาจหมดสติและเสียชีวิตได้ นอกจากนี้แล้วการเผาจะทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ มีเทนและไนตรัสอ๊อกไซด์ ที่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดการเสียสมดุลของธรรมชาติและเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลเพราะฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เกิดจากการเผาในพื้นที่การเกษตรได้ลอยตัวขึ้นไปปนเปื้อนกับไอน้ำในชั้นบรรยากาศ ทำให้ไอน้ำไม่สามารถรวมตัวกันและกลั่นตัวลงมาเป็นฝนได้ และฝุ่นควันที่เกิดจากการเผาทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลทั่วไป ทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นลดลง เป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ฝุ่นควันทำให้บรรยากาศไม่แจ่มใส ส่งผลเสียหายต่อการท่องเที่ยวและระบบเศรษฐกิจของประเทศ ที่สำคัญการเผาในพื้นที่การเกษตรเป็นการกระทำผิดกฎหมายที่เกี่ยวกับการเผาในที่แจ้ง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสุขภาพอนามัยที่เกิดจากความร้อน และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 130 “ห้ามมิให้ผู้ใดเผาหรือกระทำด้วยประการใดๆภายในระยะห้าร้อยเมตรจากทางเดินรถ เป็นเหตุให้เกิดควันหรือสิ่งอื่นใดในลักษณะที่ทำให้ไม่ปลอดภัยในทางเดินรถนั้น”

การเผาป่าและการเผาในที่โล่งแจ้ง นอกจากผู้กระทำความผิดจะต้องถูกลงโทษตามกฎหมายเสียหายในเรื่องนั้นหรือตามประมวลกฎหมายอาญาแล้ว หากการเผาดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้อื่น ผู้กระทำความผิดจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทางแพ่งให้แก่ผู้รับความเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิขย์ มาตรา 420 อีกด้วย และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 220 บัญญัติว่า ผู้ใดทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุใดๆแม้เป็นของตนเองจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปีและปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท ดังนั้นขอให้เกษตรกรหยุดการเผาและสร้างเครือข่ายเกษตรกรให้ปลอดการเผาในพื้นที่การเกษตร ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึง เมษายน 2558 “เกษตรกรไทย ร่วมใจไม่เผาในพื้นที่การเกษตร”.

นายกุณฑล เทพจิตรา

สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 .เชียงใหม่

โทร.0-5322-1209