หน้าหลัก » ข่าวเกษตรกรรม

การประชุมวิชาการพืชวงศ์ขิง-ข่า ครั้งที่ 7 เผยงานวิจัยพืชสกุลมหาหงส์ คุณค่าจากธรรมชาติ

Author by 7/08/15No Comments »

_MG_4648_resize         พล..ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ประจำสัปดาห์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยครั้งนี้มีประเด็นที่สำคัญคือ ประเทศไทยโดย องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมวิชาการนานาชาติ ภายใต้หัวข้อ การประชุมวิชาการนานาชาติ เฉลิมพระเกียรติฯ พืชวงศ์ขิง-ข่า ครั้งที่ 7  ”ขิง-ข่า เพื่อชีวิตหรือภาษาอังกฤษว่า The 7th International Symposium on the Family ZINGIBERACEAE: Gingers for Life ในระหว่างวันที่ 17 – 23 สิงหาคม  2558 ศูนย์ประชุมนานาชาติเอ็มเพรส โรงแรมดิเอ็มเพรส จังหวัดเชียงใหม่

การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ “พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ” และในโอกาสปีพระราชสมภพครบรอบ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะที่ทรงเป็นบุคคลสำคัญด้านการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชของประเทศ ตลอดจนเพื่อเป็นเวทีในการนำเสนอผลงานและถ่ายทอดเทคโนโลยีในระดับสากล ซึ่งจะมีนักวิชาการ นักวิจัย จากทั่วโลกเดินทางมาร่วมประชุม กว่า 20 ประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการศึกษา วิจัยพืชวงศ์ ขิง-ข่า และวงศ์ใกล้เคียง โดยการจัดประชุมวิชาการนานาชาติเฉลิมพระเกียรติฯ ในครั้งนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในการเสด็จฯ เป็นองค์ประธานเปิดการประชุมฯ พร้อมทั้งเป็นองค์ปาฐกพิเศษเรื่อง “ขิง-ข่า ในวัฒนธรรมไทย” ในวันที่ 17 สิงหาคม อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีผู้เชี่ยวชาญพืชวงศ์ขิง-ข่า ในระดับโลก คือ Professor Dr. John Kress ผู้เชี่ยวชาญด้านวิวัฒนาการพืชอันดับขิง ข่า จากสถาบัน สมิทโซเนียน ประเทศสหรัฐอเมริกา และ Professor Dr. Henrik Balslevผู้เชี่ยวชาญด้านพืชเขตร้อน มหาวิทยาลัยออร์ฮูส ประเทศเดนมาร์คให้เกียรติ เป็นผู้บรรยายพิเศษ ในวันเดียวกัน

รมว.ทส. กล่าวว่า พืชวงศ์ขิง-ข่า จัดเป็นกลุ่มพืชที่มีความหลากหลายสูงวงศ์หนึ่งของโลกมีการกระจายพันธุ์อยู่มากตามภูมิประเทศในเขตร้อนชื้นแถบเส้นศูนย์สูตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดเป็นแหล่งกระจายพันธุ์ที่อุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชนิดพันธุ์สูง ในประเทศไทย มีพืชวงศ์ขิง-ข่า อยู่กว่า 300 ชนิด จาก 24 สกุล หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของพืชวงศ์ขิง-ข่า จากทั่วโลก ซึ่งศาสตราจารย์ไค ลาร์เซน นักพฤกษศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยออร์ฮุส ประเทศเดนมาร์ค เป็นผู้บุกเบิกการศึกษาวิจัยทางพฤกษศาสตร์พืชวงศ์ขิง-ข่า ของประเทศไทย โดยร่วมมือกับศาสตราจารย์เต็ม สมิตินันท์ นักพฤกษศาสตร์ไทยระดับตำนาน ในการจัดทำโครงการพรรณพฤกษชาติแห่งประเทศไทย โดยศาสตราจารย์ลาร์เซนได้ชักชวนนักพฤกษศาสตร์ที่มีชื่อเสียงอีกหลายท่านทั้งในประเทศและต่างประเทศให้มาศึกษาพืชวงศ์ขิง-ข่า ตลอดจนวางรากฐานสำคัญให้แก่การศึกษาพืชกลุ่มนี้ของประเทศไทยเป็นอย่างดี อีกทั้งได้สนับสนุนนักพฤกษศาสตร์รุ่นใหม่ให้ทำการศึกษาอนุกรมวิธานของพืชวงศ์ขิง-ข่า และในบรรดานักพฤกษศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของพืชวงศ์นี้ มี 2 ท่าน ที่เป็นนักวิชาการขององค์การสวนพฤกษศาสตร์ ซึ่งเป็นลูกศิษย์และได้เจริญรอยตาม ทำการศึกษาด้านพฤกษอนุกรมวิธานและพฤกษศาสตร์ท้องถิ่นของพืชวงศ์ขิง-ข่า ได้แก่ ดร.จรัญ  มากน้อย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญพืชสกุลปทุมมา (Curcuma) และสกุล Hornstediaและดร.ปิยเกษตร สุขสถาน ซึ่งได้ศึกษาพืชสกุลมหาหงส์ (Hedychium)  และพืชวงศ์ใกล้เคียง ได้แก่ วงศ์คล้า (Marantaceae)

และเพื่อตอบสนองต่อพันธกิจหลักของ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ ในการสร้างองค์ความรู้และแหล่งเรียนรู้ทางด้านพฤกษศาสตร์และความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนเผยแพร่องค์ความรู้และสร้างมูลค่าเพิ่ม โครงการวิจัยเชิงบูรณาการขององค์การสวนพฤกษศาสตร์ จึงได้เกิดขึ้นจากการนำองค์ความรู้เกี่ยวกับพืชสกุลมหาหงส์ มาศึกษา ค้นคว้า วิจัย จนได้แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพืชสกุลนี้ อย่างครบวงจร ปัจจุบันผลงานวิจัยขององค์การสวนพฤกษศาสตร์ ได้ถูกพัฒนาเป็นต้นแบบสำหรับผลิตภัณฑ์2 ประเภท และอยู่ระหว่างการวิจัยด้านเขตกรรม เพื่อหาแนวทางการเพาะขยายพันธุ์ให้ได้สารออกฤทธิ์ในปริมาณสูง และส่งเสริมการปลูกเลี้ยงให้กับชุมชนและเกษตรกรเพื่อผลิตเป็นวัตถุดิบสร้างรายได้เพิ่มต่อไปในอนาคต ซึ่งถือว่าเป็นมิติใหม่ในการบูรณาการงานวิจัยแบบครบวงจร ก่อให้เกิดการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าทรัพยากรพืชในท้องถิ่นที่สามารถต่อยอดจากงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ได้จริงในวงกว้าง

สำหรับพืชสกุลมหาหงส์ในประเทศไทยพบอยู่ประมาณ 23 ชนิด มหาหงส์ส่วนใหญ่มีกลิ่นหอมหวาน มีศักยภาพในการนำมาพัฒนาเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในวงการสปาหรือสุคนธบำบัด สำหรับสรรพคุณอื่นๆ นั้น มีบันทึกที่ระบุว่าพืชสกุลมหาหงส์ ถูกนำมาใช้เป็นยาสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ขณะเดียวกันในวงการวิชาการก็ได้มีการศึกษา วิจัย เพื่อทำการพิสูจน์ และตีพิมพ์ผลงานไว้ ในวารสารวิชาการระดับสากล เพื่อยืนยันคุณสมบัติของสารออกฤทธิ์ที่พบในพืชสกุลนี้ ตลอดระยะเวลา 3 ปี ที่ผ่านมา นักวิจัยด้านพฤกษเคมีขององค์การสวนพฤกษศาสตร์ ได้ทำการวิจัยกับพืชสกุลมหาหงส์ 5 ชนิด และสามารถสกัดสารประกอบทางเคมีที่มีศักยภาพทางเภสัชกรรม ได้ประมาณ 70 ชนิด ซึ่งต่อมาทีมนักวิจัยได้เลือกมาทำการศึกษาเชิงลึกเพียง 3 ชนิดคือ ตาเหินหลวง ตาเหินภู และมหาหงส์เหลือง นักวิจัยได้เลือกสารออกฤทธิ์ที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ บรรเทาอาการบวมแดง ลดริ้วรอย และรอยด่างดำ มาใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ต้นแบบของ “Massage Cream”, “Day & Night Cream” และ “Facial Serum”  ซึ่งองค์การสวนพฤกษศาสตร์ ได้ดำเนินการขอจดอนุสิทธิบัตรไปแล้ว 2 ผลิตภัณฑ์ คือ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และผลิตภัณฑ์ครีมบรรเทาอาการบวมของผิวหนัง

ปัจจุบัน องค์การสวนพฤกษศาสตร์ อยู่ในระหว่างการดำเนินการศึกษาด้านเขตกรรม และเพิ่มจำนวนสายพันธุ์ที่มีคุณภาพที่ได้รับการคัดเลือกมาแล้ว โดยใช้เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อรองรับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนในอนาคต โดยไม่ต้องแสวงหาวัตถุดิบจากแหล่งกระจายพันธุ์ในธรรมชาติ ซึ่งต้นพันธุ์ที่ผ่านการคัดเลือกที่ให้คุณสมบัติฤทธิ์ชีวภาพที่ดีได้ถูกนำมาเพิ่มจำนวนด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เหง้ามหาหงส์เพียง 1 เหง้าสามารถสร้างต้นพันธุ์ได้ถึง 120 ต้น ในเวลา 2 ปี ซึ่งการศึกษารูปแบบการเจริญของเหง้ามหาหงส์ ด้วยเทคนิคต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์ จะช่วยให้ทราบวิธีในการปลูกเลี้ยงมหาหงส์ให้มีอัตราการเจริญเติบโตที่ดีที่สุด และมีคุณภาพที่ดีที่สุดพร้อมส่งต่อให้เกษตรกรเพื่อผลิตเป็นจำนวนมากต่อไปได้ในอนาคต โดยงานศึกษาด้านเขตกรรม จะเป็นการต่อยอดการปลูกเลี้ยงต้นพันธุ์จากห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อส่งต่อวัตถุดิบที่ใช้สกัดสารออกฤทธิ์ให้กับห้องปฏิบัติการพฤกษเคมีทำการตรวจสอบคุณภาพ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และต้นพันธุ์ที่มีคุณภาพให้กับชุมชนท้องถิ่นและเกษตรกรรอบข้างองค์การสวนพฤกษศาสตร์ จะเป็นหลักประกันในการอนุรักษ์ทรัพยากรพืชและภูมิปัญญาการใช้ประโยชน์จากพืชพื้นเมือง เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจให้กับประเทศ

และเพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ ในด้านการสร้างแหล่งเรียนรู้ จึงได้มีการรวบรวมความหลากหลายของพืชวงศ์ขิง-ข่า ของไทยที่สำคัญ มาจัดแสดงไว้ ณ “อุทยานพืชวงศ์ขิง-ข่า ไทย”ภายใน สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่                     เพื่อให้นานาชาติได้ประจักษ์ถึงความอุดมสมบูรณ์ ของทรัพยากรพรรณพืช ภายใต้แนวความคิด                              ”ขิง-ข่า ไทย มีดีอวดชาวโลก” ซึ่งจะเปิดให้ผู้สนใจเข้ามาเยี่ยมชมได้ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2558 นี้ เป็นต้นไป สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น. ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ โทรศัพท์ 0-5384-1234 และ E-mail : prqsbgcm@hotmail.com.