หน้าหลัก » ข่าวเกษตรกรรม

ข้าวไทยสินค้าสำคัญเลี้ยงประชากรโลก

Author by 28/08/14No Comments »

ข้าว      เมื่อ ..2555 ข่าวไทยตกอันดับประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก จากอันดับ 1 เป็นอันดับ 3 ด้วยจำนวนผลผลิตข้าวส่งออก 6.9 ล้านตัน ทั้งๆที่ ปี 2554 ยังครองอันดับ 1 ด้วยผลผลิตส่งออก 10.6 ล้านตัน โดยมีอินเดียแซงขึ้นมาเป็นอันดับ 1 แทนผลผลิต 10.2 ล้านตัน เวียดนามอันดับ 2 ผลผลิต 7.7 ล้านตัน ปี 2556 อินเดียยังคงเป็นแชมป์ ไทยอันดับ 2 เวียดนามอันดับ 3 และคงจะอยู่อันดับเดิมนี้ในปีนี้ น่าสังเกต อินเดียเป็นประเทศใหญ่ มีที่นามาก และมีประชากรมาก เขาส่งออกข้าวไปให้ประเทศแถบแอฟริกา ในราคาถูก เพียงตันละ 395 ดอลลาร์สหรัฐประมาณ 11,600 บาท เขาขายราคาถูกได้ เพราะต้นทุนต่ำ ค่าแรงงาน ค่าจัดการระบบขนส่งโลจิสติคต่ำ ส่วนข้าวเกรดดีพรีเมียม เช่นข้าวหอมบาสมาติ ซึ่งมีประมาณ 25% ของข้าวที่ส่งออก ส่งขายให้ประเทศเศรษฐีตะวันออกกลาง และกลุ่มประเทศยุโรป ราคากันเอง ตันละ 990 ดอลลาร์ ประมาณ 30,600 บาท ประเทศอินเดียนั้นเขาผลิตข้าวได้เยอะอยู่แล้ว เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากจีน ผลผลิตข้าวของจีน ปีละ 140-145 ล้านตัน อินเดีย 100-110 ล้านตัน ระยะหลังอินเดียพัฒนาการส่งออกข้าวได้มาก เพราะเปลี่ยนเงื่อนไขจากเดิม ที่อนุญาตให้เอกชนส่งออกได้แต่ข้าวหอมบาสมาติ เปลี่ยนเป็นส่งออกได้ทุกประเภท อันดับการส่งออกจึงได้ขึ้นเป็นแชมป์ปี 2555 จนถึงวันนี้

คงจะไม่กล่าวถึงปริมาณข้าวไทย ที่เป็นข้าวเก็บสต็อกไว้รอจำหน่ายตามโครงการที่ผ่านมาอีก เพราะรู้ถึงเจตนารมณ์ของโครงการกันดีอยู่แล้ว จะเก็บไว้นาน หรือปล่อยออกไปยังประเทศลูกค้า ข้าวไทยก็ยังเป็นข้าวไทยที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยอยู่วันยังค่ำ เพราะข้าวไทยนับหมื่นสายพันธุ์ และได้รับการปรับปรุงพัฒนาให้มีความเสถียร ในลักษณะเฉพาะได้ถือว่านั่นคือ มรดกของไทย เหมาะกับแผ่นดินไทย แต่ถ้ามีการนำข้าวจากชาติตระกูลแผ่นดินอื่นมาพัฒนาพันธุ์ ตั้งชื่อเป็นข้าวไทย ความหมายและคุณค่าก็จะลดด้อยถอยลง ในระยะหลายปีมานี้ ไทยได้พยายามประกาศขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI (Geographical Indications) จำนวน 46 รายการ และ “ข้าว” ถูกเลือกขึ้นมาเป็นกลุ่มแรกๆที่ส่งเข้าพิจารณา และพันธุ์ข้าวที่ได้รับการจดทะเบียนรับรองในประเทศไทย มี 9 สายพันธุ์ และดำเนินการขอจดทะเบียนเป็นข้าว GI ได้แก่ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ข้าวเจ๊กเชยเสาไห้ ข้าวเหลืองปะทิวชุมพร ข้าวก่ำล้านนา ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวหอมสุรินทร์ ข้าวฮางหอมสกลทวาปี ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ และข้าวลืมผัวเพชรบูรณ์ ซึ่งข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ได้รับการประกาศจดทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ในสหภาพยุโรป เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2556 มีผลตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2556 ข้าวไทยที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว ก็ได้รับความเชื่อถือมากยิ่งขึ้น คนทั่วโลกจะเรียกหา เราก็พอจะตั้งราคาขายได้ ตันละ 40,000-50,000 บาท ก็ไม่น่าเกลียด เมื่อปี 2556 เดือนมิถุนายน ระหว่างนั้นกำลังได้รับการประกาศ GI เราส่งออกข้าวหอมมะลิได้ตันละ 1,170 ดอลลาร์ ประมาณตันละ 36,000 บาทสูงขึ้นกว่าปี 55 กว่า 500 บาท นี่เพิ่งได้รับประกาศรับรอง GI นะ แต่ต้องระวัง การลดราคาข้าวหอมบาสมาติของอินเดีย ข้าวหอมเวียดนาม ไว้จงดี เขาไม่สนใจหรอกว่าราคาที่จะขายได้กี่เงิน เขาอยากได้อันดับดีๆ ที่ 1 ที่ 2 ก็เทหมดหน้าตักส่งออกไป และที่สำคัญ ต้นทุนการผลิตข้าวของไทยยังสูงมากอยู่ นี่แหละปัญหาที่เราลดราคาข้าวเราให้ต่ำลงไม่ได้

มองต่างมุม เพื่อเกษตรกรไทยจะรุ่งเรือง ด้วยการให้มีรายได้มากๆจากการทำนาข้าว โดยขายข้าวได้ราคาสูง กับการมีกำไรพอ ประมาณ จากการลดต้นทุนการปลูกข้าวลง ขายได้ในราคาปกติที่ตลาดโลกขายกัน อะไรจะดีกว่ากัน เห็นว่าดีทั้ง 2 ทาง แต่ทางหลังจะมีความเป็นไปได้มากกว่า มั่นคงกว่า พิจารณากันดู ต้นทุนการผลิตข้าวของไทยเรา ประมาณ 5,200 บาทต่อไร่ ผลผลิตเฉลี่ย ไร่ละ 750 กิโลกรัม หรือเท่ากับ 6.90 บาทต่อกิโลกรัม หากมีมาตรการ หรือมีการสนับสนุนเทคโนโลยีการผลิตข้าวใหม่ มุ่งเป้าหมายลดการผลิตข้าวลง ได้แก่ ส่งเสริมให้ชาวนาใช้เมล็ดพันธุ์ดี ใช้อัตราที่เหมาะสม นาหว่านใช้ 12.5 ก.ก.ต่อไร่ จากเดิม ใช้ 30 ก.ก.จะลดค่าพันธุ์ได้ครึ่งหนึ่ง และถ้าหน่วยงานราชการผู้ผลิตเมล็ดข้าวพันธุ์ดี ใช้งบประมาณผลิตและจำหน่ายแก่เกษตรกรในราคาถูกลงครึ่งหนึ่ง ชาวนาก็จะลดต้นทุนลงได้อีกส่วนหนึ่ง ส่งเสริมให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี ใช้สารชีวภัณฑ์ที่ผลิตได้เองจากธรรมชาติ ใช้ระบบการควบคุมดูแลนาข้าวโดยชีววิธี ตามกระบวนการโรงเรียนเกษตรกรข้าวในพระราชดำริ จะลดต้นทุนได้ถึงกว่า 60% ใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการค้าปุ๋ย ยาเคมีโดยลดราคาปุ๋ย ยาเคมีคุณภาพดีลงมาบ้าง ขายให้พออยู่ได้มีกำไรบ้าง ชาวนาก็จะลดต้นทุนลงได้อีกมาก ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรทำนาให้เป็นกลุ่ม เอื้ออาทร บริหารจัดการกลุ่ม เรื่องการใช้น้ำให้กลุ่มร่วมมือกันใช้น้ำอย่างประหยัด จะลดค่าพลังงานลงได้มาก ให้นักวิชาการเจ้าหน้าที่ส่งเสริม การเกษตร ไปส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการทำนาที่เหมาะสมตามศักยภาพของพื้นที่และมีประสิทธิภาพ อาจจะเปลืองค่าใช้จ่ายเจ้าหน้าที่บ้าง แต่ผลประโยชน์ชาวนาได้รับเต็มๆ ได้ลดต้นทุน ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว และถ้าชาวนาลดต้นทุนการทำนาได้เหลือไร่ละ 3,000 บาท ทำผลผลิตได้ไร่ละ 800-900 กิโลกรัม ก็ตกต้นทุนกิโลกรัมละ 3.75 บาท ชาวนาก็ได้เฮ..รับคณะรัฐบาลใหม่ตามนโยบาย คสช.คืนความสุขให้ชาวนากันถ้วนหน้า.

อดุลย์ศักดิ์ ไชยราช

สำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์