หน้าหลัก » ข่าวเกษตรกรรม

ชาวไร่อ้อย บอกมีปัญหาต้นทุนสูงกังวลผลกระทบการจัดโซนนิ่งทำราคาอ้อยดิ่ง

Author by 30/01/15No Comments »

ต้นอ้อย      อ้อยเป็นพืชไร่ที่สำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตน้ำตาลเพื่อส่งออกไปต่างประเทศประมาณ ร้อยละ 70 ของผลผลิตทั้งหมด โดยประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลอันดับสองของโลก รองจากประเทศบราซิล สร้างมูลค่าการส่งออกได้ถึง 1.2 แสนล้านบาทต่อปี เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่ในตลาดโลกไม่สามารถผลิตน้ำตาลได้  ในขณะที่บางประเทศผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ภายในประเทศ เช่น จีน สหรัฐอเมริกา โดยมีความต้องการน้ำตาลมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (สํานักงานคณะ กรรมการอ้อยและนํ้าตาลทราย, เมษายน 2557)  

ทั้งนี้จากรายงานของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) เผยว่าในปี 2556/57 ประมาณการผลผลิตน้ำตาลทรายดิบของโลกมีปริมาณ 174.83 ล้านตัน  ลดลงจาก 176.03 ล้านตัน ของปี 2555/56 เล็กน้อย เพียงร้อยละ 0.68 ซึ่งมีปริมาณการผลิตใกล้เคียงกัน  เนื่องจากประเทศผู้ผลิตที่สำคัญหลายประเทศยังคงมีการผลิตอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับความต้องการบริโภคน้ำตาลของโลกปี 2556/57 คาดว่ามีปริมาณ168.48 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก 167.63 ล้านตันของปี 2555/56 ร้อยละ 2.34 คาดว่าความต้องการน้ำตาลของประเทศ อินเดีย จีน บราซิล สหรัฐอเมริกา รัสเซีย อินโดนีเซีย ปากีสถาน และอียิปต์ จะยังคงมีแนวโน้มความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งในประเทศไทยรัฐบาลได้มีนโยบายการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมของประเทศ (Zoning) ภาคการเกษตร โดยเป็นนโยบายสำคัญในการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรของประเทศ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากที่ดินของประเทศให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุด  เนื่องจากพื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศนั้นเป็นพื้นที่เกษตรกรรม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการประกาศเขตเหมาะสมต่อการปลูกพืช ปศุสัตว์ และประมง จำนวน 20 ชนิดสินค้า ได้แก่ พืช 13 ชนิด ปศุสัตว์ 5 ชนิด ประมง 2 ชนิด โดยหลักการของการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมเป้าหมายที่สำคัญ คือ ปศุสัตว์ ต้องปรับสมดุลของอุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) ของสินค้าเกษตรในแต่ละพื้นที่ ซึ่งการประกาศเขตเหมาะสมในการปลูกพืช ปศุสัตว์ และประมงจะอาศัยข้อมูลทางวิชาการ ศักยภาพ กายภาพในพื้นที่  ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับภูมิอากาศ ดิน น้ำ ความชื้น แสงแดด สภาพแวดล้อมต่างๆ นำมาประกอบกับข้อมูลพืช สัตว์ ประมง ในแต่ละชนิด รวมทั้งวิเคราะห์ร่วมกับความต้องการของตลาด เพื่อหาความเหมาะสมของการทำการเกษตรในแต่ละพื้นที่  ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการผลิตสูง ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีผลกำไรที่สูงกว่าการทำเกษตรในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม  โดยรัฐบาลมีมาตรการสนับสนุน จูงใจ ให้ข้อมูลและคำแนะนำทางวิชาการแก่เกษตรกรในการปรับเปลี่ยนการทำการเกษตร ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องเป็นความสมัครใจและความพึงพอใจของเกษตรกรเป็นหลัก (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, 2557) โดยหากเป็นพื้นที่นอกโซนนิ่งนั้นจะมีการส่งเสริมให้มีการปลูกปลูกอ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมันและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่ราคาสินค้าและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่เกษตรกร โดยสมาคมโรงงานน้ำตาลทราย มองว่าอ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจที่เหมาะต่อการส่งเสริมให้ชาวนาหันมาปรับเปลี่ยนไร่นาเป็นไร่อ้อย เนื่องจากอ้อยสามารถนำใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่อุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องได้ นอกจากจะผลิตเป็นน้ำตาลทรายแล้ว ยังนำผลพลอยได้จากการผลิตไปเป็นวัตถุดิบผลิตเอทานอล  เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนและยังนำกากอ้อยไปเป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้าหรือนำไปผลิตเป็นเยื่อกระดาษได้อีกด้วย”นโยบายโซนนิ่งพืชเกษตรจะประสบความสำเร็จได้ ภาครัฐต้องคำนึงถึงศักยภาพของพืชเกษตรที่ส่งเสริมให้เพาะปลูกนั้นต้องสามารถนำผลผลิตที่ได้ไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มไปสู่การสร้างนวัตกรรมให้แก่สินค้าเพื่อสร้างผลตอบแทนสูงสุดจากการใช้ประโยชน์ของพืชเกษตรอ้อยถือเป็นวัตถุดิบต้นน้ำที่นำไปสู่การผลิตน้ำตาลทรายและนำผลพลอยได้ไปผลิตสินค้าอื่นๆได้อีกด้วย” (มติชน ออนไลน์, กันยายน 2557) ดังนั้น ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตร (แม่โจ้โพลล์) จึงสำรวจความคิดเห็นของเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย (ภาคเหนือ ร้อยละ 55.49 ภาคกลาง ร้อยละ 27.02 และภาคตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 17.49) จำนวนทั้งสิ้น 892 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 1-15 มกราคม  2558

ในหัวข้อ “อ้อย กับทิศทางในอนาคต” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจ 1)ปัญหาและความต้องการของเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย 2) แนวโน้ม ของราคาผลผลิตตามความคิดเห็นของเกษตรกร และ 3) ผลกระทบของอ้อยจาก นโยบาย การจัดโซนนิ่ง 4) ผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า อาเซียนต่ออาชีพการปลูกอ้อย มีผลสำรวจดังนี้

จากการสอบถามปริมาณผลผลิตอ้อยของเกษตรกร พบว่า ร้อยละ 44.42 บอกว่ามีผลผลิตลดลง  ร้อยละ 32.24 บอกว่ามีผลผลิตเท่าเดิม และร้อยละ 23.34 บอกว่ามีผลผลิตเพิ่มขึ้น โดยเมื่อสอบถามความพึงพอใจต่อราคาอ้อยพบว่า ร้อยละ 59.34 ยังไม่พอใจกับราคาที่ได้รับ (900 บาท/ตัน) ในขณะที่ร้อยละ 40.66 นั้น พอใจกับราคานี้แล้ว

เมื่อสอบถามถึงปัญหาในการผลิตอ้อย พบว่า อันดับที่ 1 (ร้อยละ 80.27) พบปัญหาต้นทุนการผลิตสูง  อันดับ ที่ 2  พบปัญหา (ร้อยละ 42.60) ผลผลิตอ้อยตกต่ำ  อันดับที่ 3 (ร้อยละ 35.87) มีปัญหาศัตรูพืชทำลายผลผลิต อันดับที่ 4  (ร้อยละ 23.21) มีปัญหาผลผลิตไม่ได้คุณภาพตามต้องการและอันดับที่ 5 (ร้อยละ 14.35) ตลาด/โรงงานที่รองรับผลผลิตมีน้อย

เมื่อสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เกษตรกรผู้ปลูกอ้อย ร้อยละ 38.79 ยังไม่แน่ใจ รองลงมา ร้อยละ 36.55 เห็นว่าเป็นโอกาส เนื่องจาก เป็นการเปิดตลาดของผลผลิตอ้อยให้กว้างมากขึ้น   ในขณะที่ ร้อยละ 24.66 เห็นว่าเป็นอุปสรรคของผลผลิตอ้อยในไทย เนื่องจาก กังวลว่าราคาอ้อยจะถูกลง

ด้านการสอบถามถึงผลกระทบของนโยบายการจัดโซนนิ่งที่มีต่อราคาอ้อย พบว่า ร้อยละ 76.79 เห็นว่า กระทบกับราคาอ้อย เนื่องจาก หากส่งเสริมให้เกษตรกรนอกโซนนิ่งมาปลูกอ้อยจะทำให้ปริมาณผลผลิตอ้อยในประเทศเพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อราคาอย่างแน่นอน อีกร้อยละ 23.21 เห็นว่าไม่กระทบกับราคาอ้อย เนื่องจาก ผลผลิตอ้อยในตลาดยังต้องการอีกมาก การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อาจช่วยทำให้การตลาดอ้อยกว้างมากขึ้นและการปลูกอ้อยก็ไม่ได้เหมาะสมกับทุกพื้นที่

เมื่อสอบถามความสำคัญของสมาคมชาวไร่อ้อย พบว่า ร้อยละ 83.18 เห็นว่าสมาคมมีบทบาทช่วยแก้ไขปัญหาในด้านต่างๆให้แก่สมาชิกได้ อีกร้อยละ 16.82 เห็นว่า ยังมีบทบาทน้อยและแก้ไขปัญหาได้ล่าช้า  และจากการสอบถามความต้องการการส่งเสริม/ช่วยเหลือ พบว่า ร้อยละ 55.11 ต้องการให้ราคาอ้อยปรับเพิ่มสูงขึ้น รองลงมา ร้อยละ 35.22 ต้องการให้ช่วยเหลือด้านการลดต้นทุนและราคาปัจจัยการผลิต ร้อยละ 9.67 มีความต้องการอื่นๆ (เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ พันธุ์อ้อย น้ำในการทำการเกษตร โรงงานรับซื้อ)

จากการสำรวจเห็นได้ว่าเกษตรกรผู้อ้อยประสบปัญหากับต้นทุนการผลิตที่สูงและประสบปัญหากับผลผลิตที่ตกต่ำ จึงต้องการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในเรื่องของต้นทุนการผลิตและการใช้เทคโนโลยีการเพาะปลูกให้แก่เกษตรกรเพื่อลดต้นทุนเพาะปลูกและเพิ่มประสิทธิภาพให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น  หากมองถึงนโยบายการจัดทำโซนนิ่งสินค้าเกษตรโดยจะเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวที่ไม่เหมาะสม จำนวน 6 ล้านไร่ มาปลูกอ้อยเพิ่ม จาก 10 ล้านไร่ให้เป็น 16 ล้านไร่ (ไทยรัฐออนไลน์, 2558) ควรมีการศึกษาผลกระทบและจัดหาแนวทางป้องกันปัญหาผลผลิตอ้อยที่มากเกินความต้องการบริโภคในประเทศ  เพราะหากมีผลผลิตอ้อยที่มากขึ้นเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยต้องเผชิญกับปัญหาราคาที่อาจจะลดลง  ซึ่งเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยอาจมองไม่ใช่ว่าการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและไม่ได้เกิดประโยชน์กับผู้ปลูกอ้อยเลย  แต่อาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่บุคคลบางกลุ่มที่อาจฉุกฉวยโอกาสรับซื้อผลผลิตอ้อยล้นตลาดในราคาถูก ทั้งนี้ผู้วางนโยบายโซนนิ่งอาจต้องกลับไปพิจารณาผลจากนโยบายดังกล่าว  ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำว่าท้ายที่สุดแล้ว  ประโยชน์ของนโยบายนี้หากดำเนินการไปแล้วจะแก้ไขปัญหาหรือสร้างปัญหาอื่นๆตามมาให้แก้กันต่อไป

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์พิชัย  สมบูรณ์วงศ์   นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ  ฝ่ายนวัตกรรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โทร. 0-5387-3938-9 ในวันและเวลาราชการ.