หน้าหลัก » ข่าวเกษตรกรรม

ม.แม่โจ้ ร่วมกับ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 สร้างเครือข่ายอุตสาหกรรมแปรรูปภายใต้โครงการ TFV

Author by 1/02/16No Comments »

DSC_0225                มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมกับ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม จัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายอุตสาหกรรมแปรรูปภายใต้โครงการ TFV ภายใต้โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ปีงบประมาณ 2559 และมอบใบประกาศนียบัตร International Organic Standard Smart Farmer สถาบันบริการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยมี นายอาทิตย์  วุฒิคะโร ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิด และมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จำเนียร ยศราช อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นผู้กล่าวต้อนรับ        ณ ห้องข้าวหอมมะลิ อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2559

นายอาทิตย์ วุฒิคะโร ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยแม่โจ้เป็นเครือข่ายในการพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาร่วมกับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมหรือผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์พัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตการเกษตรและขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาการเกษตรไทยอย่างต่อเนื่อง

สำหรับโครงการไทยแลนด์ฟู้ดวัลเลย์ (Thailand Food Valley:TFV) เป็นโครงการหนึ่งในนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดต่างๆ ในอุตสาหกรรมอาหารของไทยโดยมีวิสัยทัศน์คือ “ประเทศไทยมีเครือข่ายฟู้ดวัลเลย์ที่มีเอกลักษณ์ของสินค้าจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยมีมาตรฐานการผลิตที่ปลอดภัยซึ่งเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค” และมีเป้าหมาย ในการพัฒนาคือ 1)มีเครือข่ายความร่วมมือ การพัฒนาสินค้าอาหาร สินค้าเกษตร ระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา และภาครัฐ ทั้งในระดับส่วนกลาง และระดับพื้นที่รวมถึงการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรภายในและระหว่างประเทศ 2)มีการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารเชิงพื้นที่ โดยเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการวิจัยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิต ตลอดห่วงโซ่การผลิตของอุตสาหกรรมอาหาร พร้อมกับยกระดับการผลิตให้ได้มาตรฐานที่กำหนด 3)เพิ่มงานวิจัยสินค้าอาหารเกษตรใหม่ที่ตอบสนองต่อกระแสความเปลี่ยนแปลงความต้องการของผู้บริโภคและผู้ผลิตในกลุ่มต่างๆ และเพิ่มการนำงานวิจัยนวัตกรรมมาต่อยอดสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น 4)สร้างกลไกในการรวบรวม เชื่อมโยงงานวิจัย องค์ความรู้ด้านอาหารที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคและผู้ผลิต เพื่อนำไปประยุกต์สู่การผลิต โดยกำหนดพื้นที่ที่มีศักยภาพไว้ 5)พื้นที่ คือ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลุ่มจังหวัดภาคกลาง กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง และกลุ่มจังหวัดภาคใต้ โดยการทำงานจะครอบคลุมทั้งพื้นที่ ที่มีศักยภาพสูงและพื้นที่ยากจน”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จำเนียร ยศราช อธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวเพิ่มเติมว่า “มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้มีความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อที่จะทำหน้าที่บริการวิชาการแก่สังคมซึ่งเป็นภารกิจส่วนหนึ่งของทางมหาวิทยาลัย และที่สำคัญได้มีความร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมในการที่จะพัฒนากลุ่มการผลิต การรวมกลุ่มและเชื่อมโยงอุตสาหกรรม เพื่อให้มีการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ภายใต้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์เป็นที่ยอดรับของผู้บริโภค ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายสำคัญ โดยกำหนดให้การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเป็นวาระแห่งชาติและเป็นยุทธศาสตร์หลักสำคัญในการสร้างความเจริญและความมั่นคงแบบยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของประเทศ จึงได้มีการกำหนดให้ ทำการส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ตลอดถึงปลายน้ำ ซึ่งเป็นความเชื่อมโยงเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต เป็นเครื่องมือและกลไกอันสำคัญในการพัฒนาศักยภาพกลุ่มผู้ประกอบการการผลิตให้สามารถเทียบเคียงมาตรฐานกับต่างประเทศได้อย่างมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของสากล

ในอีก 5 ปีข้างหน้า มหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้มีการวางยุทธศาสตร์เพื่อจะพัฒนาให้มหาวิทยาลัยเป็น ECO UNIVERSITY ซึ่งจะสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ โดยจะสามารถผลิตบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาให้มีความสามารถออกไปเป็นบุคลากรสำคัญพร้อมทั้งพัฒนาประเทศชาติต่อไปในอนาคต”

ด้าน  รองศาสตราจารย์ดนุวัต เพ็งอ้น ผู้อำนวยการสถาบันบริการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวอีกว่า “จากแผนพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติโดยมีวิสัยทัศน์ของแผนยุทธศาสตร์คือการพัฒนาให้ ประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลางการผลิต การค้า และการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ในระดับภูมิภาคอาเซียน” ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการเพิ่มปริมาณสินค้าเกษตรอินทรีย์ 5 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี เพิ่มมูลค่าสินค้า 10 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี และสร้างมาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับ ซึ่งมียุทธศาสตร์การพัฒนา 4 ยุทธศาสตร์ คือ การบริหารจัดการองค์ความรู้และนวัตกรรม การพัฒนาการผลิตเกษตรอินทรีย์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน การสร้างความเข้มแข็ง ด้านการตลาดและมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ไทย การบูรณาการเพื่อขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ไทย

จากแผนยุทธศาสตร์จะเห็นได้ว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับระบบการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2559 ได้สนับสนุนให้มีเกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และสร้างโอกาสให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดภัยและพร้อมที่จะเป็นครัวโลกในอนาคต

การจัดทำแผนยุทธศาสตร์เกิดขึ้นโดยมุ่งเน้นในเรื่องการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยให้สามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคงท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงและต้องเผชิญกับสถานการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยสังคมปัจจุบันผู้บริโภคหันมาใส่ใจ เรื่องการรักษาสุขภาพซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์ จากข้อมูลในตลาดโลกพบว่าสินค้าเกษตรอินทรีย์มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 10 ต่อปี แต่ปริมาณการผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการบริโภคที่ขยายตัวสูงขึ้น การที่จะเพิ่มอัตราการขยายตัวของสินค้าอินทรีย์นั้น จำเป็นต้องใช้องค์ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์มากเพิ่มมูลค่าโดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจที่สำคัญในภาคเหนือ เช่น ข้าว ลำไย กาแฟ และสมุนไพร เพื่อยกระดับรายได้ ให้เกษตรกรในระดับภูมิภาค และประเทศ ให้สูงขึ้น จำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าให้มีการพัฒนาในระดับมาตรฐานสากล ดังนี้

ในระดับต้นน้ำ ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสนใจในคุณภาพ และความปลอดภัยของอาหารเป็นอย่างมาก นอกจากนี้นโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นความปลอดภัยของอาหารหรือ Food Safety รวมทั้งความต้องการของประเทศคู่ค้าทำให้สินค้าเกษตรกรรมและเกษตรแปรรูป จำเป็นต้องมีการตรวจวิเคราะห์สารตกค้างยาฆ่าแมลงสินค้าดังกล่าวอย่างเข้มงวด ทั้งที่จำหน่ายในประเทศ และเพื่อการส่งออก อย่างไรก็ตามภาคเกษตรส่วนใหญ่ยังมีการใช้ยาฆ่าแมลงกับผลผลิตทางการเกษตร เพื่อทำให้ได้ผลผลิตสูงขึ้นและลดความเสียหายต่อผลผลิตที่เกิดจากแมลงศัตรูพืช ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก ทำให้เกิดภาวะดินตายและส่งผลให้ผลผลิตภาคเกษตรไม่มีคุณภาพ และไม่ปลอดภัย ดังนั้นการทำเกษตรอินทรีย์จึงเป็นช่องทางที่จะช่วยยกระดับคุณภาพสินค้าภาคเกษตรให้มีคุณภาพและปลอดภัย และยังช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าให้สูงขึ้น เนื่องจากตลาดโลกมีความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น

ในระดับกลางน้ำ การยกระดับมาตรฐานกระบวนการผลิตสินค้าอินทรีย์ และการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อินทรีย์ จำเป็นต้องพัฒนากระบวนการผลิตและการแปรรูปให้เป็นไปตามมาตรฐานการผลิตสินค้าอินทรีย์ ทั้งนี้นอกจากกระบวนการแปรรูปจะช่วยเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์อินทรีย์แล้วยังช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าอินทรีย์อีกช่องทางหนึ่ง

ในระดับปลายน้ำ ปัจจุบันความต้องการสินค้าอินทรีย์ของตลาดโลกสูงขึ้นเป็นลำดับ ทำให้เกิดการแข่งขันทางการตลาดสินค้าอินทรีย์เพิ่มขึ้น ดังนั้นการผลิตภาคเกษตรของไทยจำเป็นต้องศึกษาช่องทองการจำหน่ายสินค้าอินทรีย์ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับตลาดโลก และช่วยลดข้อกีดกันทางการค้าของบางประเทศ

จากแผนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ตามนโยบายของรัฐบาล กระทรวงอุตสาหกรรมเล็งเห็นถึงความสำคัญเรื่องการทำมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ จึงได้กำหนดให้มีการดำเนินกิจกรรมเพื่อสร้างศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยจะดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาการทำมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมการจัดทำระบบคุณภาพของสินค้าและผลิตภัณฑ์ และดำเนินการตรวจสอบวิเคราะห์สินค้าการเกษตรโดยห้องปฏิบัติการที่มีเครื่องมือวิทยาศาสตร์ชั้นสูงที่ถูกต้อง แม่นยำ และทันสมัย เพื่อขยายช่องทางการตลาดและเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและเกษตรแปรรูปให้เพิ่มสูงขึ้นต่อไป”.