หน้าหลัก » ข่าวเกษตรกรรม

ลางสาดอุตรดิตถ์ผลผลิตทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า

Author by 18/06/14No Comments »

ลางสาด          ทุกปีระยะปลายเดือนกันยายน  ผลผลิตลางสาดอุตรดิตถ์จะมีออกมาให้ลิ้มชิมรสกันให้หนำใจด้วยความหอม  หวานอมเปรี้ยว  ที่เป็นเอกลักษณ์ของลางสาดอุตรดิตถ์  ซึ่งหลายคนไม่พึงใจนักแต่มีมากคนที่ชื่นชอบ  ชื่นชมและรอคอย

ลางสาด เป็นผลไม้จากต่างถิ่น แต่เข้ามาแพร่ขยายที่อุตรดิตถ์นานนับหลายร้อยปีแล้ว  จนดูเหมือนว่าจะกลายเป็นผลไม้ประจำถิ่นของเมืองลับแลอุตรดิตถ์ไปในความรู้สึกเช่นนั้น  เป็นผลไม้ที่ใครได้กินแล้วจะรู้สึกถึงความแปลก  ด้วยความมีกลิ่นจางๆ ของลางสาดที่หอมนิดๆ หอมติดจมูกติดลิ้น เมื่อแกะเปลือกแล้วจะพบเจอยางสีขาวๆ เหนียวๆ เหมือนน้ำเชื่อม  หลายคนไม่ชอบที่ทำให้เล็บมือเปื้อน ด้วยเพราะว่าไม่รู้วิธีการแกะกินลางสาด แต่ถ้าแกะเป็นแล้วจะหมดปัญหา ก้าวข้ามยางเปื้อนเล็บไปได้ แต่ลางสาดที่สุกงอมแล้วจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องยางมากนัก เพราะว่าผลลางสาดพัฒนาการจนเปลือกอ่อนนิ่ม และเนื้อจะนุ่มหวานมากขึ้น  ไม่กรอบและอมเปรี้ยวมากๆ เหมือนตอนแก่ยังไม่งอม แต่ว่าลางสาดงอมจัดมีข้อเสีย คือ ร่วงจากพวงหมดและเน่าเสีย ผิวผลดำเร็วมาก แค่ 1-2 วันจะเสียแล้ว

ลางสาด เป็นไม้ตระกูลเดียวกับ มะฮอกกานี จึงเป็นไม้ที่มีกลิ่นหอม ลำต้นมีลายขาวประปรายขึ้นผิวเปลือก ใบลางสาดจะเห็นเส้นใบย่อยไม่ค่อยชัด สีใบจะเขียวกระด้างสีอ่อน ไม่เขียวเข้ม บางและเรียวเล็ก ใบมีรสขมมาก ผลลางสาดจะค่อนข้างกลม เปลือกบาง สีผิวเปลือกจะเข้ม ผิวค่อนข้างเรียบ มีเมล็ด 2-3 เมล็ดในหนึ่งผล เมล็ดลางสาดมีสีเขียว รสขมจัด เนื้อใสขาว เป็นกลีบหุ้มเมล็ด รสชาติหวานอมเปรี้ยวและจะหวานจัดเมื่อสุกงอม   เต็มที่

การปลูกลางสาดส่วนใหญ่ใช้วิธีเพาะเมล็ด ซึ่งจะออกเร็วมากชาวสวนนิยมใช้ปลูกเมื่อเพาะเป็นต้นกล้าแล้วอายุประมาณ 1 ปี  จะได้ต้นสูงประมาณ 1 ศอก แตกใบและกิ่งเล็กๆแล้ว หรืออาจจะยังไม่มีกิ่งเล็กๆ แต่ต้นยืดสูงเดี่ยวๆขนาดลำต้นประมาณ 1 เซนติเมตรเศษ เมื่อก่อนจะเพาะในกระบอกไม้ไผ่ไปขุดหลุมปลูกได้เลยตามริมลำห้วย ที่ปลูกลางสาดนั้นต้องมีความชื้นมากพอถึงจะเจริญเติบโตได้ดี ถ้าปลูกแซมไว้ในป่าสวนกล้วยได้จะยิ่งดี  เพราะความชื้นจากต้นกล้วยมีมาก มีร่มเงาพรางแสงถึงจะเจริญเติบโต  โบราณเข้าว่าจะปลูกลางสาดต้องปลูกที่ที่มีทากอาศัยอยู่ เนื่องจากตัวทากจะอาศัยอยู่แต่ในพื้นที่บริเวณความชื้นสูงเท่านั้น

ลางสาดให้ผลผลิตจากต้นที่เพราะเมล็ดอายุ 1 ปี เอาไปปลูกอีก 7-8  ปี จึงจะให้ผลไม่เหมือนการปลูกลองกองด้วยกิ่งทาบ จะให้ผลเมื่ออายุ 4-5 ปี และให้ผลผลิตมากที่สุดเมื่อต้นอายุ 15 ปี  ในสวนใหม่ๆ ยังนิยมปลูกด้วยต้นลางสาดเพาะเมล็ดกันอยู่ด้วยเพราะมีเหตุผลที่จะใช้เป็นไม้ต้นตอ เพื่อเปลี่ยนยอดเป็นลองกองซึ่งให้ผลผลิตที่ดีกว่า รสชาติดี ราคาดีกว่า แต่ก็ยังมีหลายคนที่ยังต้องการต้นลางสาดปลูกกันอยู่ ถึงแม้จะเหลือน้อยลงไปมากแล้วก็ตามที ทุกวันนี้ที่อุตรดิตถ์มีลางสาดเหลืออยู่ไม่น่าจะถึง 1 แสนต้น  ผลผลิตลางสาดจึงออกมาน้อย ต้นฤดูราคาสูงมากถึงกิโลกรัมละ 50-60 บาท

การปลูกลางสาด ชาวสวนไม่ค่อยกังวลกับศัตรูพืชมากนักเพราะศัตรูตัวร้ายกาจจริงๆ ในเวลานี้ไม่ค่อยมี เป็นเพราะการทำสวนลางสาดเป็นสวนแบบธรรมชาติ สวนป่ากินได้  ปลูกปะปนกับทุเรียน เงาะ ลองกองบ้าง ศัตรูที่สำคัญ เช่น หนอนเจาะลำต้น หนอนชอนไชเปลือกก็มีน้อยลงเพราะธรรมชาติสร้างสัตว์พวกกระรอก กระแต คอยเป็นคู่กัดอยู่ ชาวสวนช่วยกันอนุรักษ์กระรอก กระแตไว้มากๆ  พวกหนอนทั้งหลายไม่เหลือ ที่ชาวสวนยังเป็นกังวลอยู่ คือ การกำจัดวัชพืชตอนนี้มีกลุ่มรับเหมาตัดเป็นแปลงๆ เฉลี่ยไร่ละ 1,000 บาท แต่ละปีต้องตัด 2 ครั้ง  แต่ละแปลงจ่ายหลายเงินอยู่ อีกอย่างคือ เรื่องค่าแรงงานการตัดลางสาด คิดเป็นกิโลๆ ละ 5 บาท รวมค่าขนส่งจากสวนมารวมผลผลิตสู่ตลาดอีกหลายบาท  ลางสาดในระยะที่ออกมากๆ พร้อมๆ กัน ราคาขายตลาดกิโลกรัมละ 15 บาท ต้นทุนต่อกิโล การผลิต การขนส่งละเท่าไหร่ ปัญหาที่มักเกิดขึ้นคือ ไม่มีการตัดลางสาดเป็นช่อพวงมาส่งขายและจนกลายเป็นตัดต้นลางสาดทิ้ง เอาไปทำฟืน เผาถ่านซะงั้น ความลดน้อยถอยลงของลางสาดอุตรดิตถ์ ก็ล้มหายตายจากไปตามกาลเวลา วันนี้เหลืออยู่ไม่เท่าไรแล้ว ช่วยกันปลูกอนุรักษ์ไว้เป็นมรดกแผ่นดิน อย่างน้อยก็ควรหวนคิดคำนึงถึงลางสาดว่า “ลางสาดอุตรดิตถ์ คือผลผลิตทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า เป็นมรดกตกทอดมา สานเจตนาบรรพชน”.

อดุลย์ศักดิ์ ไชยราช

สำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์