หน้าหลัก » ข่าวเกษตรกรรม

สับปะรดห้วยมุ่นแห่งน้ำปาดอุตรดิตถ์

Author by 16/11/14No Comments »

เข้าสู่ช่วงต้นฤดูกาลของสับปะรดห้วยมุ่นแห่งอำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์แล้ว ต้นฤดูนี้จะมีราคาดีพอสมควร แต่ถ้าจะเปรียบเทียบราคากับผลไม้อื่น ยังนับว่าราคายังต่ำ กิโลกรัมละ 5-10 บาท ถือว่าไม่แพงนัก แต่สัปปะรดเป็นผลไม้ที่ได้เปรียบตรงที่มีผลผลิตออกมาให้บริโภคตลอดปี จะมีมากบ้างน้อยบ้างเท่านั้น

สับปะรด copy“สับปะรดห้วยมุ่น” เป็นผลไม้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของกรม ทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์  ตามประกาศโฆษณาการรับขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เลขที่ประกาศ 62 เล่มที่ 16  วันที่ประกาศโฆษณา 17 มิถุนายน  2556  ระบุว่า สับปะรดห้วยมุ่น (Pineapple Hauymon)  หมายถึง  สัปปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย  ที่มีผิวบางตาตื้น เนื้อหนา สีเหมือนน้ำผึ้ง รสชาติหวานหอม ฉ่ำน้ำ ไม่ระคายลิ้น ซึ่งปลูกในเขตพื้นที่ตำบลห้วยมุ่นและตำบลน้ำไผ่ของอำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ลักษณะทั่วไปทางกายภาพ ผลมีรูปทรงกลม น้ำหนักผลระหว่าง 1.5-3.5  กิโลกรัม  หรือเฉลี่ย 2.2 กิโลกรัม เปลือกผิวบาง ตาตื้น ผลดิบจะสีเขียวคล้ำ ผลแก่เต็มที่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมส้ม

สับปะรดห้วยมุ่นสามารถปลูกได้ตลอดปี แต่ควรปลูกในช่วงฤดูแล้ง เดือนมกราคม-เมษายน  ซึ่งเป็นช่วงที่แสงแดดจ้าและฝนไม่ตกชุก ปลูกโดยใช้หน่อฝังดินลึก 15-20 เซ็นติเมตร ฝังหน่อตั้งตรง แต่ถ้าปลูกฤดูผลควรฝังหน่อเอียง  45 องศา เพื่อป้องกันน้ำขังยอดจะทำให้เน่าเสียหาย การเก็บเกี่ยวจะเก็บผลผลิตได้เมื่อสับปะรดอายุ 1 ปีขึ้นไปและจะให้ผลไปเรื่อยๆ 5-6 ปี  ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวสับปะรดห้วยมุ่น ในฤดูเก็บเกี่ยวเดือนพฤศจิกายน-มกราคมและกลางเดือนเมษายน-กรกฎาคม ช่วงนอกฤดูกาลเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน  และสิงหาคม-ตุลาคม  การเก็บเกี่ยวเพื่อบริโภคสดจะใช้วิธีตัดก้านผลให้เหลือขั้วเล็กน้อยและให้ มีจุกติดเพื่อป้องกันผลเน่าที่เกิดจากแผลปลิดจุกหรือหักขั้ว ส่วนเก็บเกี่ยวสับปะรดส่งโรงงาน สับปะรดกระป๋องจะปลิดผลไม่มีขั้วและจุกติด  ขนส่งรวบรวมและมีบริษัทเอกชนมารับซื้อถึงพื้นที่ ส่วนใหญ่สับปะรดห้วยมุ่นจะเป็นสับปะรดบริโภคสด ซึ่งจะมีพ่อค้าเข้าไปรับซื้อผลผลิตในพื้นที่หรืออาจจะมีการรวบรวมผลผลิตใน พื้นที่ส่งตลาดเองบ้าง การค้าขายสับปะรดห้วยมุ่นมีหลากหลายรูปแบบวิธีการ แต่ทุกๆวิธีล้วนจะเป็นประโยชน์ต่อชาวไร่สับปะรดห้วยมุ่นทั้งนั้น ขอเพียงแค่เกษตรกรได้รับความเป็นธรรม มีรายได้เพียงพอต่อการลงทุนลงแรง เขาเหล่านั้นก็ภาคภูมิใจแล้ว

สับปะรด  มีชื่อสามัญ  Bromellacae  ชื่อวิทยาศาสตร์ Ananas Comosus Merr.  มีชื่อเรียกในไทยหลายๆ ชื่อ ภาคกลางเรียก  สับปะรด อีสานเรียก บักนัด เหนือเรียก      มะขะนัด มะนัด บะนัด ภาคใต้เรียก ย่านัด  ย่านนัด ขนุนทอง เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เป็นพืชล้มลุกแต่มีอายุให้ผลหลายปีสืบต่ออายุจากต้นลูกที่แตกหน่อจากต้นแม่ ลักษณะคล้าย “ต้นกล้วย” ต้นที่ให้ผลแล้วจะแตกหน่อให้ผลต่อไปเรื่อยๆ ผลสับปะรดคือ ผลย่อยๆ ที่เจริญเติบโตอัดแน่นติดกันเป็นผลใหญ่ ตามที่เห็นคือ 1 ตา 1 ผล ย่อยเกิดมาจากดอก  ต้นสับปะรดที่จริงคือส่วนของ “เหง้า” ที่มีปล้องสั้นๆ และแตกใบยาวๆ เรียงซ้อนกันเป็นวงรอบต้นๆ ละ 70-80 ใบ

ในประเทศไทย สันนิษฐานว่ามีเข้ามาประมาณปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17 ไม่แน่ชัดว่าใครนำเข้ามาครั้งแรก  ช่วง ค.ศ. 1680-1700 หรือ พ.ศ.2223-2243 สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีการติดต่อสัมพันธ์ทางการค้ากับชาติโปรตุเกส คงมีการนำเอาสับปะรดเข้ามาเผยแพร่ เชื่อว่าจะเป็นพันธุ์อินทรชิต ซึ่งตอนนี้เหมือนจะถือเป็นพันธุ์พื้นเมืองของไทยที่มีอยู่ทั่วๆ ไปนั่นแหละ มีพันธุ์ดีเข้ามาปลูกทางภาคใต้ก่อนในสมัยท่านคอซิมเต็ก ณ ระนอง เจ้าเมืองหลังสวนชุมพรหรือชื่อพระจรูญ ราชโภคา การ นำสับปะรดพันธุ์หนึ่งจากเกาะปีนัง มาเลเซีย เข้ามาปลูกเรียก สับปะรดฝรั่ง  เพราะปีนังเป็นเมืองอาณานิคมของฝรั่งอังกฤษ  เอามาปลูกแซมสวนยางที่ภูเก็ต จึงมีชื่อสับปะรดดัง “สับปะรดภูเก็ต”หรือ “พันธุ์สวี”  แพร่หลายในภาคใต้  ทำรายได้ดีจนถึงปัจจุบัน

สับปะรดภูเก็ตหรือพันธุ์สวีหรือพันธุ์ตราดสีทอง เป็นสับปะรดรุ่นแรกๆ ที่ทำชื่อเสียงให้กับวงการสับปะรด เป็นผลไม้เศรษฐกิจที่ทำรายได้ให้ประเทศจำนวนมากทีเดียว อีกพันธุ์หนึ่งคือ “พันธุ์ปัตตาเวีย” ที่ปลูกมากทางภาคตะวันออก ในชื่อ “พันธุ์ศรีราชา” แพร่กระจายไปทั่วประเทศ จนมาถึงจังหวัดอุตรดิตถ์  จากสภาพภูมิอากาศที่เคยปลูกเดิมเป็นดินทราย  รับลมฟ้าอากาศแบบทะเลมาปลูกในที่สูง  ภูเขา  สภาพดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุ  สภาพความเป็นกรด-ด่างที่แตกต่างจากดินแหล่งเดิม ที่ตำบลห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด  จังหวัดอุตรดิตถ์ สับปะรดปัตตาเวียหรือศรีราชาจึงปรับเปลี่ยนสภาพทั้งต้น ผล เปลือก ตา เนื้อ รสชาติ สีสัน และอีกหลายๆ ด้าน  กลายเป็นว่าต่างจากพันธุ์เดิมเป็นพันธุ์ที่มีคุณลักษณะใหม่และได้ชื่อว่า “สับปะรดห้วยมุ่น” ในวันนี้

สับปะรดห้วยมุ่น มีพื้นที่ปลูกในตำบลห้วยมุ่นและตำบลน้ำไผ่ ซึ่งเป็นพื้นที่ติดต่อกัน  มีขุนเขาเดียวกัน พื้นที่ปลูกรวม 14,000 ไร่  ได้ผลผลิตปีละ 70,000 ตัน และมีกระจายไปปลูกในพื้นที่อำเภออื่นที่อยู่ข้างเคียงเล็กน้อย  ด้านการตลาดไม่ค่อยมีปัญหาเพราะผลผลิตยังไม่มากมายนัก อาจจะมีเกี่ยวกับราคาซึ่งในระยะที่ผลผลิตออกมามากและพร้อมกันทั่วประเทศ  จึงเป็นเหตุการณ์ปกติของตลาด สับปะรดห้วยมุ่น ถ้ามีการบริหารจัดการ การเก็บเกี่ยวเพื่อการบริโภคอย่างเดียวไม่มีปัญหา แต่หลายส่วนจำเป็นต้องเป็นสับปะรดโรงงาน จึงเกิดความเดือดร้อนบ้างที่ราคาต้องขึ้นกับพ่อค้า เหตุการณ์ เช่นนี้ยังวนเวียนในวงการสับปะรดห้วยมุ่นเป็นสีสันที่ต้องถูกแต้มทากันต่อไป

เกิดความน่าพิศวงที่สับปะรดห้วยมุ่นแสดงออกมามักพบเห็นได้ในบางฤดู เช่น  กำลังจะเข้าหนาวเช่นนี้ เป็นที่สนใจกับคนทั่วทิศเกี่ยวกับ “นางพญาสับปะรด” หรือบางคนเรียก “จักรพรรดิ์” เป็นลักษณะผิดปกติที่สับปะรดห้วยมุ่นแสดงออกมาทางผล ผลเป็นรูปแบน มีจุกหรือตะเกียงโผล่มากมายนับ 20-30 จุก จุกเล็กๆ  คล้ายมงกุฎหรือชฎา ปรากฏอยู่รอบส่วนบนของผลสับปะรดที่แบนๆ มีสีสันสวยงาม ดูน่าเกรงขามมาก จึงห้ามไม่ได้ที่ประชาชนจะเชื่อว่าจะได้เป็นโชคลาภที่ได้พบสัมผัส  มีการติดต่อสอบถาม เสาะหาไปบูชากันมาก ดังจะเห็นได้จากสื่อต่างๆ ที่เผยแพร่ทั่วไปแล้วนั้น  แท้จริงมันคืออะไรของพิสดารอย่างนี้ต้องเข้าไปพิสูจน์ด้วยตนเอง.

อดุลย์ศักดิ์ ไชยราช

สำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์