หน้าหลัก » ข่าวเกษตรกรรม

สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่แจ้งสถานการณ์การเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 57/58

Author by 16/12/14No Comments »

thainews180         นายสมพล แสนคำ เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึงสถานการณ์การเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปีการผลิต 2557/58  จังหวัดเชียงใหม่ โดยคาดการณ์พื้นที่การเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ในพื้นที่ 25 อำเภอของจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 215,400 ไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง 114,700 ไร่ (นอกเขตชลประทาน 72,700 ไร่ ในเขตชลประทาน 42,000 ไร่) พื้นที่ปลูกพืชไร่และพืชผัก 100,700 ไร่ (นอกเขตชลประทาน 74,400 ไร่ ในเขตชลประทาน 26,300 ไร่)

กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ได้สำรวจความต้องการของเกษตรกรในการทำกิจกรรมอื่นแทนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งทั้งนอกและในเขตชลประทาน ของจังหวัดเชียงใหม่ พบว่าความต้องการของเกษตรกรนอกเขตชลประทาน จำนวน 13,512 ราย และเกษตรกรในเขตชลประทาน จำนวน 5,135 ราย ต้องการทำกิจกรรมอื่นทดแทนการปลูกพืชฤดูแล้งในช่วงน้ำน้อย (กิจกรรมอื่นๆ เช่น การทำปุ๋ยหมัก การทำสารชีวินทรีย์ การเพาะถั่วงอก การเพาะ   เห็ด การขยายพันธุ์ไม้ผล การแปรรูปถนอม    อาหาร ฯลฯ)

นายสมพล แสนคำ ได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้มีการวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2557/58 ตามนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตร ดังนี้ ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชไร่ที่ใช้น้ำน้อยในพื้นที่นอกเขตชลประทานที่มีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำและเกิดความเสียหายต่อพืชที่ปลูก  ส่งเสริมการปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย และมีการคัดเลือกชนิดพันธุ์ที่ทนแล้ง ต้านทานโรคแมลงและเหมาะสมกับท้องถิ่น  ส่งเสริมเกษตรกรให้ปลูกพืชตามการบริหารจัดการพื้นที่เกษตร (Zoning)  ไม้ผล ไม้ยืนต้น   เกษตรกรควรงดการไถพรวนดินและปลูกพืชคลุมดินเพื่อลดการระเหยของน้ำออกจากดิน พัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กในพื้นที่ เพื่อให้มีน้ำใช้ในฤดูแล้งอย่างเพียงพอ  ในพื้นที่ที่ใช้น้ำต้นทุนจากอ่างเก็บน้ำ และพื้นที่ลุ่มน้ำปิง  ให้วางแผนจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน ยกเว้นพื้นที่ซึ่งใช้น้ำจากเขื่อนแม่กวง ซึ่งมีปริมาณน้ำในอ่างฯ อยู่ในเกณฑ์น้อยให้งดการเพาะปลูกข้าวนาปรังและควบคุมการใช้น้ำในกิจกรรมต่างๆ ตามแผนที่(สำนักชลประทานที่ 1 เชียงใหม่) กำหนดเพื่อให้สามารถใช้น้ำได้อย่างเหมาะสมตลอดช่วงฤดูแล้ง  พื้นที่นอกเขตชลประทาน ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ในเขตสูบน้ำด้วยไฟฟ้า และพื้นที่ที่มีการใช้น้ำจากแหล่งอื่น ให้วางแผนการบริหารจัดการน้ำ โดยพิจารณาการใช้ประโยชน์เพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นลำดับแรก ส่วนการใช้ประโยชน์เพื่อกิจกรรมด้านการเกษตรควรส่งเสริมให้ปลูกพืชไร่ พืชผักที่ใช้น้ำน้อยเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร.