หน้าหลัก » ข่าวเกษตรกรรม

แก่นตะวันพืชดอกตระกูลทานตะวัน

Author by 9/10/14No Comments »

sunchoke             แก่นตะวัน บางทีก็เรียกว่า ซันโช้ก (sunchoke) เป็นพืชดอกในตระกูลทานตะวัน ซึ่งมีต้นกำเนิดในตอนใต้ของประเทศแคนาดา และตอนเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอากาศค่อนข้างหนาวเย็น แต่มีความทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ จึงสามารถปลูกได้ดีในเขตร้อน และเขตกึ่งหนาวอย่างทวีปยุโรป ทำให้ต้น “แก่นตะวัน” เป็นที่รู้จักในหลาย ๆ ภูมิภาค โดยลักษณะต้นของ “แก่นตะวัน” จะสูงประมาณ 1.5 ถึง 2 เมตร มีขนตามกิ่งและใบ ส่วนดอกของ “แก่นตะวัน” มีสีเหลืองสดใสคล้ายกับดอกบัวตอง และทานตะวัน แต่ขนาดจะเล็กกว่ามาก นอกจากนี้ “แก่นตะวัน” ยังมีหัวใต้ดินคล้ายมันฝรั่งไว้สำหรับเก็บสะสมอาหาร ซึ่งที่หัวของแก่นตะวันนี่เองที่จัดว่ามีสรรพคุณดีเยี่ยม

นั่นก็เพราะที่ส่วนหัวของ “แก่นตะวัน” จะมีสารอินนูลิน (Inulin) ที่เต็มไปด้วยน้ำตาลฟรักโตสโมเลกุลยาว จึงเป็นพืชพรีไบโอติกที่มีเส้นใยสูงมาก หากรับประทานเข้าไป สารดังกล่าวจะไปช่วยดักจับยึดไขมันในเส้นเลือด ไม่ว่าจะเป็นคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ หรือ LDL ที่เรารับประทานเข้าสู่ร่างกายมากเกินไปทิ้งออกทางอุจจาระ จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้เป็นอย่างดี และถ้าใครที่ไม่ค่อยแข็งแรงเพราะมีภูมิคุ้มกันต่ำ “แก่นตะวัน” ก็ถือเป็นสมุนไพรที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้ดีขึ้น เพราะอินนูลินจะไปช่วยลดปริมาณแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร เช่น โคลิฟอร์ม (Coliforms) และ อี.โคไล (E.Coli) ในขณะเดียวกัน “แก่นตะวัน” ก็จะไปเพิ่มการทำงานของแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายคือ บิฟิโดแบคทีเรีย (Bifidobacteria) และแลคโตบาซิลัส      (Lactobacillus) ให้เจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ใครที่อยากลดความอ้วน “แก่นตะวัน” ก็เป็นหนึ่งในตัวช่วยควบคุมน้ำหนักตัวได้เป็นอย่างดี โดยก่อนหน้านี้มีผู้ทดลองวิจัยให้หนูทานอาหารผสมอินนูลินนาน 3 สัปดาห์ และพบว่า น้ำหนักตัวของหนูลดลงจากเดิมถึง 30% เลยทีเดียว ซึ่งหากคนรับประทานแก่นตะวันซึ่งมีอินนูลินสูงเข้าไป ก็จะช่วยเรื่องการลดน้ำหนักตัวได้เช่นกัน เพราะร่างกายเราไม่สามารถย่อยสารเส้นใยอินนูลินได้ ทำให้สารดังกล่าวตกค้างอยู่ในระบบทางเดินอาหารหลายชั่วโมง จึงทำให้ผู้รับประทาน “แก่นตะวัน” เข้าไป ไม่รู้สึกหิว และทานอาหารได้น้อยลงนั่นเอง

ส่วนผู้ที่ไม่อยากเป็นโรคเบาหวาน การรับประทาน “แก่นตะวัน” ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานได้ เพราะ “แก่นตะวัน” มีแคลอรีต่ำ และไม่ไปเพิ่มน้ำตาลในเลือด โดยมีงานวิจัยระบุว่า คนที่ทานอินนูลินจะมีโอกาสเป็นเบาหวานน้อยกว่าคนที่ทานน้ำตาลถึง 40% เลยทีเดียว

สำหรับสรรพคุณอื่นๆของ”แก่นตะวัน”ก็มีอย่างเช่น  ช่วยการทำงานของระบบขับถ่าย ลดอาการจุกเสียดแน่นท้อง  แก้อาการท้องเสียท้องผูก ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้  ลดกลิ่นปากจากเชื้อแบคทีเรีย ป้องกันพิษของโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว ป้องกันอาการภูมิแพ้ และการแพ้อาหาร โดยเฉพาะในเด็ก กระตุ้นการดูดซึมแร่ธาตุหลายชนิด โดยเฉพาะแคลเซียม และธาตุเหล็ก ฯลฯ

การใช้ประโยชน์เป็นอาหาร นิยมใช้ส่วนหัวเป็นอาหาร ประเภทผัก หัวสดมีรสชาติ คล้ายแห้ว นำมาประกอบอาหารคาว หวาน ได้หลายชนิด ในหัวเป็นแหล่งสะสมของอินนูลิน (inulin) ซึ่งจัดเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่ง ประกอบด้วยน้ำตาล ฟลุ๊กโตสที่ต่อกันเป็นโมเลกุลยาว ในหัวหากมีการเปลี่ยนอินนูลินให้เป็นน้ำตาลที่อยู่ในรูปฟลุ๊กโตส ซึ่งละลายน้ำได้ดี และมีความหวานกว่าน้ำตาลซูโครส 1.5 เท่า และอินนูลิน เป็นอาหารเยื่อใยไม่ถูกย่อยในกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก อาหารจึงอยู่ในระบบทางเดินอาหารเป็นเวลานาน ทำให้ไม่มีความรู้สึกหิว จึงกินอาหารได้น้อยลง ต้นและหัว มีคุณภาพเหมาะสมสำหรับเป็นอาหารสัตว์ โดยเมื่อนำมาเสริมอาหารสัตว์จะมีผลต่อการเพิ่มการเจริญเติบโต ลดจุลินทรีย์ที่เป็นโทษในระบบทางเดินอาหาร ทำให้ลดการใช้สารปฏิ ชีวนะ มูลสัตว์มีกลิ่นเหม็นน้อยลง

เห็นสรรพคุณของ “แก่นตะวัน” มากมายขนาดนี้แล้ว ก็คงอยากจะลองรับประทานกันบ้างแล้วใช่ไหมล่ะ โดยเราสามารถทาน “แก่นตะวัน” ได้ทั้งแบบสดๆ เหมือนกับผักสลัดทั่วๆ ไป รสชาติจะออกคล้ายๆ แห้วและมันแกว หรือจะนำไปปรุงสุกเป็นอาหารหลากหลายเมนูก็ย่อมได้ หรือหากใครจะลองนำหัวแก่นตะวันไปตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ตากแดดให้แห้งแล้วนำไปอบ ป่นเป็นผงเล็กๆ ไปผสมกับแป้งทำขนม คุ้กกี้ ก็จะได้ขนมรสอร่อย แถมยังมีกลิ่นหอม และมีปริมาณอินนูลินจำนวนมากซึ่งดีต่อสุขภาพด้วย และนอกจาก “แก่นตะวัน” จะเป็นพืชที่ให้คุณค่า ทางอาหารสูงแล้ว และยังเป็นพืชที่มีประโยชน์ ในด้านพลังงานทางเลือกอีก โดยหากนำหัวสดแก่นตะวัน 1 ตัน ไปหมักด้วยเชื้อยีสต์ จะได้แอลกอฮอล์ไปกลั่นเป็นเอทานอลที่บริสุทธิ์ 99.5% ได้ถึง 100 ลิตร ซึ่งมากกว่าอ้อย 1 ตัน ที่จะให้ปริมาณเอทานอลเพียง 75 ลิตร ดังนั้นแล้ว หากมีการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพการหมัก และกรรมวิธีต่างๆ ให้ดีขึ้น เชื่อได้เลยว่า “แก่นตะวัน” จะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างยิ่งในไม่ช้า.

ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเชียงราย

แหล่งที่มา:รศ.สนั่น จอกลอย ภาควิชาพืชไร่ มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นผู้ตั้งชื่อภาษาไทย www.balavi.com/content_th/nanasara/Con00223.asp

www.rdi.ku.ac.th kasetresearch53