หน้าหลัก » ข่าวเกษตรกรรม

แหล่งอาหารโปรตีนของชาวไทยภูเขาอย่างยั่งยืน

Author by 8/03/15No Comments »

IMG_3347ด้วยความมุ่งมั่นที่จะให้หมู่บ้านปิตุคี เป็นหมู่บ้านนำร่องด้านการเกษตรทุกๆ ด้าน ร่วมกันอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน มีการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนอย่างต่อเนื่อง นักศึกษาคณะเทคโนโลยีการประมง จึงได้รวมกลุ่มจัดตั้งกองทุนเพื่อการศึกษาให้แก่เยาวชนบ้านปิตุคีได้มีโอกาสเรียนต่อ ด้วยวิธีการจัดหาเงินกองทุนจากการออกร้านนิทรรศการ รับบริจาคจากบุคคลภายนอก ศิษย์เก่า ฯลฯ จัดตั้งเป็นกองทุนใช้ชื่อว่ากองทุนอภินันท์ อภินันทนาการทำการคัดเลือกเยาวชนที่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชน มุ่งหวังในการดูแลอนาคตของหมู่บ้าน ตั้งใจเรียน มีความสนใจในวิชาชีพแขนงต่างๆ เช่น การประมง พืชศาสตร์ สัตวศาสตร์ ช่างยนต์ และศาสตร์แขนงต่างๆ ที่มีความสำคัญกับชุมชน ได้มีโอกาสในการเรียนหนังสือ ส่งเข้า เรียนต่อที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน

ปัจจุบันมีเด็กในอุปการะภายใต้กองทุนฯ จำนวน 8 คน โดยทางกองทุนได้ช่วยเหลือการติดต่อประสานงาน ดูแลค่าใช้จ่ายด้านต่างๆ ระหว่างการศึกษา เช่น ค่าเทอม ค่าครองชีพบางส่วน และหาช่องทางในการศึกษาระดับที่สูงขึ้น โดยกองทุนจะส่งเสียจนกระทั่งจบระดับมัธยมตอนต้น แล้วส่งเรียนต่อในระดับประโยควิชาชีพหรือประโยควิชาชีพชั้นสูงในวิทยาลัยเกษตรกรรมหรือวิทยาลัยการอาชีพต่อไป เมื่อเยาวชนรุ่นนี้เรียนจบกลับมาพัฒนาบ้านเกิด มีรายได้บางส่วนส่งคืนให้แก่กองทุน ฯ เพื่อมอบให้แก่เยาวชนรุ่นต่อๆ ไปอย่างไม่มีสิ้นสุด

ประวัติความเป็นมาหมู่บ้านปิตุคี

บ้านปิตุคี เรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า “ปิ๊ตุ๊คี”  ในอดีตที่คาดว่ามากกว่า 100 ปี ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้เป็นชนเผ่าลั๊วะหรือละว้า สันนิษฐานได้จากเครื่องประดับ อัญมณีที่ขุดพบได้ในบริเวณหมู่บ้าน เขาเรียกว่ากลุ่มนี้ว่า “กะว่าเวโก” คำว่า กะ หมายถึงคนลั๊วะ คำว่า เว่ หมายถึงเมือง คำว่า โก หมายถึงลำห้วย พื้นที่บริเวณนี้สมัยก่อนนั้นถือว่าเจริญรุ่งเรืองมากยุคหนึ่ง คนลั๊วะที่มาอาศัยพักอยู่จะสร้างวัด สร้างเจดีย์สวยงาม ตั้งรกรากทำมาหากินอยู่นานมาก ต่อมาชาวลั๊วะได้อพยพย้ายถิ่นฐานออกไปที่อื่นโดยไม่ทราบสาเหตุ ชาวกะเหรี่ยงบางกลุ่มจึงอพยพเข้ามาอยู่แทนที่ อยู่ได้ไม่นานก็ย้ายไปอยู่ที่อื่น เหตุที่ย้ายเพราะมีคนเมืองเข้ามาขุดเหมืองแร่อยู่ใกล้หมู่บ้าน ชาวบ้านกะเหรี่ยงที่อพยพออกไปแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ไปตั้งที่อยู่อาศัย 2 หย่อมบ้าน หย่อมบ้านแรกมีชาวบ้านอาศัยอยู่ประมาณ 6 หลัง เรียกว่า “เคอะโก”  คำว่า เคอะ หมายถึงชื่อของต้นไม้ขนาดใหญ่ คำว่า โก หมายถึงลำห้วย ตามสภาพพื้นที่อาศัยอยู่มีต้นไม้อยู่ มีลำห้วยไหลผ่าน ชาวบ้านอาศัยอยู่ได้ 4 ปี ก็ย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านปิตุคีปัจจุบัน เนื่องจากมีเหตุคนตาย ทุกปี  อีกหย่อมบ้านหนึ่งได้ย้ายไปตั้งอยู่บนยอดดอยและเรียกที่อยู่อาศัยท้องถิ่นว่า “ซิโย่เซาะแทะ” คำว่า ซิโย่ หมายถึงการฟันต้นไม้แล้วเว้นที่ตรงกลางเพื่อการใช้สอย มีชาวบ้านอาศัยอยู่ 9 หลังคา อยู่ได้ประมาณ 2 ปี ก็ย้ายมาอยู่ที่บ้านปิตุคีปัจจุบัน สาเหตุการย้ายเนื่องจากพื้นที่ซิโย่เซาะแทะ เป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่บนดอยสูง อากาศหนาวเย็นมาก ไม่เหมาะสมกับการทำมาหากิน ปัจจุบันพื้นที่เคอะโกและพื้นที่ซิโย่เซาะแทะ ก็ยังมีร่องรอยให้รู้ว่าในอดีตมีชนเผ่ากะเหรี่ยงอาศัยอยู่ และเป็นพื้นที่ทำการเกษตรของชาวบ้านปิตุคีด้วย

สภาพหมู่บ้านปิตุคี อยู่ในเขตหมู่ 11 ตำบลยางเปียง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ประชากรเป็นชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงสะกอร์ สภาพพื้นที่ของหมู่บ้านเป็นป่าดงดิบ มีพื้นที่ราบเล็กน้อยสำหรับสร้างบ้าน ล้อมรอบด้วยภูขาสูง  มีสภาพอากาศเย็นชื้นตลอดทั้งปี  คำว่า ปิ๊ตุ๊ หมายถึงพื้นที่สร้างบ้านหลังเล็กๆ ทำจากไม้ไผ่  คำว่า คี หมายถึงต้นน้ำ รวมความหมายแล้ว ชาวบ้านชอบสร้างบ้านไม้ไผ่ริมน้ำ บ้านปิตุคี ได้รับรางวัลชมเชย โครงการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำขุนแม่หาด สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2553 และมีกระแสรับสั่งกับนายโตเล อภิบาลกุญชร ความว่า “…..อย่างเราอายุมากแล้ว ไม่ต้องทำอะไร ให้ทำเศรษฐกิจพอเพียง มีข้าวเต็มหลอง ปลาเต็มบ่อ มีหมู มีไก่ มีผักกิน แค่นี้ก็พอแล้ว”.

ธงชัย  พุ่มพวง