หน้าหลัก » ข่าวเกษตรกรรม

โพลล์ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตรเกษตรกรเชื่อราคามันสำปะหลังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

Author by 11/12/14No Comments »

Untitled-1 copy        มันสำปะหลัง เป็นพืชที่เก็บสะสมอาหารในรูปของคาร์โบไฮเดรตหรือแป้ง ไว้ในราก หรือหัวมัน คิดเป็นอัตราส่วนประมาณร้อยละ 70 – 80 ของหัวมัน โดยทั่วไปหัวมันจะมีอายุ 12 เดือน มันสำปะหลังเป็นพืชที่ปลูกอยู่ในเขตร้อน เหมาะสมในดินร่วนปนทราย เป็นพืชทนแล้ง จึงสามารถทำการปลูกได้ในดินทุกชนิด แม้แต่ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ประเทศไทยจึงสามารถปลูกมันสำปะหลังได้ทุกภาค และปลูกได้ตลอดปี แต่เกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกช่วงต้นฤดูฝน (เดือนพฤษภาคม ถึงเดือนมิถุนายน) และช่วงปลายฤดูฝน (เดือนตุลาคม ถึงเดือนพฤศจิกายน) เนื่องจากจะทำให้ได้ผลผลิตสูงกว่าในช่วงอื่นๆ (มนสิชา แดงรัศมีโสภณ, 2548)

มันสำปะหลังที่ผลิตได้ในประเทศไทย สามารถส่งออกในรูปของ แป้งมันสำปะหลัง มันเส้น มันอัดเม็ด สาคู และหัวมันสด ผลผลิตสามารถแปรรูป  เป็นสินค้าและผลิตภัณฑ์เกษตรที่มีมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับที่ 4 ของประเทศ ที่สร้างรายได้ให้กับประเทศกว่า 75,000 ล้านบาท ในปี 2556 รองจากยางพารา ข้าว และผลิตภัณฑ์จากปลา (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2557) นอกจากนี้มันสำปะหลังยังจัดอยู่ในกลุ่มพืชพลังงานที่สามารถนำไปผลิตเป็นเอทานอล เพื่อนำไปผสมกับน้ำมันเบนซินต่อไปได้ โดยปัจจุบันการปลูกมันสำปะหลังมีแนวโน้มของผลผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น โดยจากสถิติพบว่า ในปี 2557 มีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.66 ส่งผลให้ผลผลิตรวม เพิ่มขึ้น จากปี 2556 ร้อยละ 1.66 แม้ว่า  มันสำปะหลังจะเป็นพืชที่ตลาดต้องการ แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการส่งเสริมการปลูกพืช ทดแทนการปลูกยางพารา และข้าว โดยมีพืชอย่างอ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชที่ได้รับการสนับสนุน      ประกอบกับมีเสียงจากเกษตรกรบางส่วนที่เรียกร้องความช่วยเหลือจากรัฐบาลเช่นเดียวกับในกรณีของข้าว ดังนั้นศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตร (แม่โจ้โพลล์) จึงสำรวจความคิดเห็นของเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง จากภาคเหนือ ร้อยละ 48.64  ภาคกลางและภาคตะวันออก ร้อยละ 26.67  และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 24.69 จำนวนทั้งสิ้น 853 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 20 พฤศจิกายน ถึง 5 ธันวาคม 2557 ในหัวข้อ “อนาคตมันสำปะหลัง ในยุครัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจ 1) ปัญหาและความต้องการของเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง 2) แนวโน้มของราคาผลผลิตตามความคิดเห็นของเกษตรกร และ 3) ผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าอาเซียนต่ออาชีพการปลูกมันสำปะหลังของเกษตรกร มีผลสำรวจ ดังนี้

จากการสอบถามถึงแนวโน้มของราคามันสำปะหลังในปีการผลิต 2557/2558 เกษตรกรส่วนใหญ่ ร้อยละ 43.42 เห็นว่าราคาจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากพื้นที่การผลิตลดลง ส่งผลให้มีผลผลิตในตลาดน้อย รองลงมา ร้อยละ 32.74 เห็นว่าราคาจะเท่ากับปีที่ผ่านมา ในขณะที่ อีกร้อยละ 23.84 เห็นว่าราคาจะมีแนวโน้มลดลง โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากไม่มีการรับประกันราคา จึงอาจถูกพ่อค้าคนกลางกดราคาได้ โดยเกษตรกรคาดหวังราคาหัวมันสด เชื้อแป้ง 30% อยู่ที่ 3.23 บาทต่อกิโลกรัม และคาดหวังราคาหัวมันสด เชื้อแป้ง 25% อยู่ที่ 2.76 บาทต่อกิโลกรัม

เมื่อสอบถามถึงปัจจัยที่ส่งผลทำให้เกิดปัญหาต้นทุนการผลิตสูง พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ร้อยละ 55.78 เห็นว่าค่าปุ๋ยเคมี และยาปราบศัตรูพืชเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด  รองลงมา ร้อยละ 40.21 คือค่าจ้างแรงงาน และอีกร้อยละ 4.01 คือค่าพันธุ์ ในขณะที่เมื่อสอบถามถึงรูปแบบของความต้องการในการช่วยเหลือจากรัฐบาลต่อการส่งเสริมการปลูกมันสำปะหลัง พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 62.84 ต้องการความช่วยเหลือ ด้านต้นทุนการผลิต เป็นเงินชดเชย ต่อไร่ อันดับ 2 ร้อยละ 23.6 ต้องการการส่งเสริมสนับสนุนให้นำมันสำปะหลังไปผลิตเป็นเอทานอล และส่งเสริมการใช้เอทานอลอย่างจริงจัง อันดับ 3 ร้อยละ 14.8 ต้องการการส่งเสริมความรู้ในการผลิตมันสำปะหลัง เพื่อให้ได้ผลผลิตต่อไร่ที่สูงขึ้น อันดับ 4 ร้อยละ 12.78 ต้องการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อการลงทุน อันดับ 5 ร้อยละ 9.0 ต้องการให้ส่งเสริมให้มีลานตากมันชุมชนเพื่อลดความชื้นและเพิ่มปริมาณแป้งเพื่อให้ขายผลผลิตให้ได้ราคาสูง อันดับ 6 ร้อยละ 8.1 ต้องการการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มแปรรูป มันเส้นในระดับชุมชน และอันดับ 7 ร้อยละ 5.6 ต้องการเงินจูงใจเพื่อให้เกษตรกรชะลอการขุดหัวมันขาย เพื่อรอให้ราคาในท้องตลาดสูงขึ้น

และเมื่อถามถึงผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าอาเซียนที่จะมีต่ออาชีพการปลูกมันสำปะหลังของเกษตรกร พบว่า ร้อยละ 44.84 ยังไม่แน่ใจ เนื่องจากยังไม่ทราบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ในขณะที่ ร้อยละ 28.99 เชื่อว่าจะประสบกับปัญหา เนื่องจากจะทำให้มีผลผลิตเข้ามาแข่งขันในตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ราคาอาจลดลง รวมถึงไทยจะไม่สามารถแข่งขันได้เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าคู่แข่งขัน ในขณะที่ อีกร้อยละ 26.17 เชื่อว่าจะไม่ประสบปัญหา เนื่องจากจะทำให้มีตลาดกว้างขึ้น มีความต้องการผลผลิตเพิ่มมากขึ้น และหากภาครัฐต้องการจะลดพื้นที่การเพาะปลูกมันสำปะหลังลงในอนาคต พบว่าร้อยละ 76.00 เลือกที่จะปลูกพืชไร่ ได้แก่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อย ทดแทนมากที่สุด ในขณะที่ ร้อยละ 24.00 เลือกที่จะปลูกพืชสวน ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และไม้ผลอื่น ๆ

จากผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่าแนวโน้มทางการตลาดของมันสำปะหลังในสายตาของเกษตรกรมีแนวโน้มที่ดี ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณความต้องการในตลาดโลกที่ยังคงมีสูง ภาครัฐจึงควรสนับสนุนการเพาะปลูกมันสำปะหลัง หรือกำหนดให้มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจที่ควรได้รับการส่งเสริม  อย่างไรก็ดี ภาครัฐควรวางแผนแก้ไขปัญหาผลผลิตที่จะเพิ่มขึ้น หลังการดำเนินนโยบายพืชเศรษฐกิจดังกล่าวอีกด้วย เช่น การส่งเสริมการผลิต         เอทานอลอย่างจริงจัง ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเช่นเดียวกับพืชชนิดอื่นที่เคยประสบมาก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ภาครัฐยังควรแนะนำและให้ความรู้ความเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเกษตรกรหลังการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจ    อาเซียน อันจะเป็นการเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์พิชัย สมบูรณ์วงศ์  นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ  ฝ่ายนวัตกรรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร  มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โทร.0-5387-3938-9 ในวันและเวลาราชการ.