หน้าหลัก » ข่าวเกษตรกรรม

ฟักทองญี่ปุ่นขึ้นค้างสร้างรายได้ให้เกษตรกรที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหมอกจ๋าม

Author by 25/03/15No Comments »

    8      ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหมอกจ๋าม .ท่าตอน .แม่อาย .เชียงใหม่ สร้างเมื่อปี ..2512  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรชาวไทยภูเขาเผ่ามูเซอ ที่หมู่บ้านวังดิน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่  ซึ่งอยู่บนดอยผีหลอกติดกับลำน้ำกก ห่างจากชายแดนไทย-พม่า ราว 10 กิโลเมตร ทรงทอดพระเนตรเห็นสภาพความเป็นอยู่ที่ล้าหลังและขัดสนของราษฎร อีกทั้งเป็นจุดล่อแหลมทางชายแดน สมควรให้ความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ด้วยเหตุนี้ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหมอกจ๋าม จึงจัดตั้งขึ้นเมื่อปี ..2526 โดยอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นองค์ประธานที่ประชุมและได้มีการนำปัญหาโครงการอาสาพัฒนาวังดิน-หมอกจ๋ามขึ้นพิจารณาและในที่สุดทรงยอมรับให้โครงการนี้เข้าเป็นศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหมอกจ๋ามโดยรับเงินทุนสนับสนุนจากมูลนิธิโครงการหลวงตั้งแต่นั้นมา  โดยเริ่มดำเนินการพัฒนาและส่งเสริมด้านพืชผักเป็นลำดับแรก ต่อมาได้ทำการขยายผลการดำเนินงานไปในด้านพืชไร่  และไม้ผล จนสามารถดำเนินการพัฒนาและส่งเสริมทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม พร้อมทั้งได้ส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติควบคู่กันไป ปัจจุบันศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหมอกจ๋าม มีพื้นที่รับผิดชอบดำเนินงาน 10,528 ไร่ โดยพืชผักที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรในพื้นที่มีอยู่หลากหลายชนิด และฟักทองญี่ปุ่นเป็นอีกชนิดหนึ่งที่ทางศูนย์ฯได้ส่งเสริมให้กับเกษตรกรเพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัว

1      นายมานพ   กองเงิน หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหมอกจ๋าม เปิดเผยถึงขั้นตอนการปลูกฟักทองญี่ปุ่นว่า “ก่อนการปลูกฟักทองญี่ปุ่นเริ่มจากให้เกษตรกรเตรียมดินตากทิ้งไว้อย่างน้อยประมาณหนึ่งอาทิตย์ แล้วใส่ปุ๋ยคอกโรยลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วก็ขึ้นแปลงสูง 25-30 เซนติเมตร กว้าง 4 เมตร ขุดหลุมกว้าง 80 เซนติเมตรและลึก 30  เซนติเมตร คุมด้วยพลาสติกที่มีความกว้างประมาณ 80-120 เซนติเมตร เจาะรูระยะห่างกันประมาณ  80 เซนติเมตร พร้อมขึ้นค้างสูงจากพื้นดินประมาณ 1 – 1.50 เมตร  เพื่อให้ผลของฟักทองสะอาด ป้องกันแมลงรบกวน โดยต้นทุนในการปลูกฟักทองในครั้งแรกต่อไร่ในการทำค้างประมาณ 14,000 บาท ซึ่งจะใช้ได้ประมาณ 2-3 ปี ส่วนกล้าพันธุ์ทางศูนย์ฯ จะเป็นผู้กำหนดว่าจะเกษตรกรแต่ละรายจะต้องใช้ต้นกล้าประมาณกี่ต้นตามที่เกษตรกรได้ลงทะเบียนไว้  โดยปกติแล้วเกษตรกรจะปลูกระหว่าง 2,000 – 5,000  ต้นต่อราย  ซึ่งถ้ากล้าพันธุ์อายุได้ประมาณ  6-10 วัน เกษตรกรจะมารับไปปลูกในราคาต้นละ 2 บาท 70 สตางค์ หลังจากนั้นเกษตรกรจะนำไปปลูกโดยรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกแล้วนำต้นกล้าลงปลูกแล้วกลบดินและรดน้ำให้ดินชุ่ม ภายหลังจากนั้นพอขึ้นเถาแล้วก็จะเริ่มตกแต่งกิ่งให้เหลือเพียงเถาเดียว แขนงเดียว เมื่ออายุได้ประมาณ 1 เดือน 2 สัปดาห์ ต้นก็เริ่มจะออกดอก ซึ่งดอกตัวผู้จะอยู่ที่โคนต้น โดยการตัดแต่งกิ่งควรระวังที่จะตัดใส่ดอกตัวผู้ และเมื่อดอกตัวเมียบานจะงดการพ่นสารเคมีทุกชนิด ซึ่งต้องอาศัยแมลงในการผสมเกสรให้สมบูรณ์ที่สุด  ซึ่งในหนึ่งเถาจะให้เหลือผลประมาณ 1-2 ลูก  เพื่อให้ผลสมบูรณ์และขนาดตามที่ตลาดต้องการ หลังจากนั้นเมื่ออายุได้ประมาณ 2 เดือนจนถึงเก็บเกี่ยวจะนำกระดาษหนังสือพิมพ์ห่อผลเพื่อป้องกันแมลงวันทองและแสงแดดที่โดนผลมากเกินไป โดยตั้งแต่เริ่มจากการเตรียมดินปลูกจนถึงการส่งผลผลิตของเกษตรกรไปยังโรงคัดบรรจุจะมีการบันทึกทุกขั้นตอน ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯเข้าไปส่งเสริมให้กับเกษตรกร

สำหรับผลผลิตที่เก็บเมื่อมีอายุประมาณ 100 วัน โดยราคาของผลผลิตฟักทองเกรด 1 ราคากิโลกรัมละ 14 บาท เกรด 2 ราคากิโลกรัมละ  12 บาท และเกรด 3 ราคากิโลกรัมละ  10 บาท ซึ่งถ้าขายผลสดจะตัดแล้วขายได้เลย แต่ถ้าหากว่านำไปแปรรูปภายหลังจากเก็บผลผลิตแล้วจะผึ้งทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน ให้ผลผลิตเปลี่ยนจากแป้งให้เป็นน้ำตาลได้มากที่สุด  เพื่อให้ได้ความหวานประมาณ 8-10 ปริกซ์ โดยผลผลิตต่อไร่ของเกษตรกรจะได้เกรด 1 มากที่สุด เนื่องจากว่าเกษตรกรให้การเอาใจใส่ทุกขั้นตอน”

สำหรับผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณมานพ   กองเงิน หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหมอกจ๋าม โทร.08-1884-0798.

ว่าที่ร้อยตรีหญิงภัทรานิษฐ์  รุจิอริยอธิพร