หน้าหลัก » ข่าวเศรษฐกิจ

จับกระแสเศรษฐกิจเหนือรับ AEC ประจำวันที่ 15 ก.ค. 57

thainews180จับตาการขยับตัวกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ AEC

          วันนี้มาติดตามเรื่องของกลุ่มธุรกิจที่มีผลกระทบกับ AEC ดูว่าจะมีการปรับเตรียมพร้อมเพียงใดโดยเฉพาะบทบาทองค์กรรัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้จากข้อมูลการวิเคราะห์และจัดลำดับอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจาก AEC ที่หลายสำนักผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้ประเมินในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งข้อมูลสอดคล้องกับทุกภาคของประเทศ แต่ด้วยอุตสาหกรรมเด่นในพื้นที่นั้นพบว่ามี 10 อุตสาหกรรมที่ภาครัฐควรดำเนินการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนอย่างเร่งด่วนมีดังนี้

1.อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม 2. อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร 3. อุตสาหกรรมอาหาร ยา สมุนไพร 4. อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ 5. อุตสาหกรรมหนังและผลิตภัณฑ์หนัง 6. อุตสาหกรรมรองเท้า 7. อุตสาหกรรมพลาสติก 8. อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง 9. อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และ 10. อุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น ทั้งนี้หากแยกอุตสาหกรรมตามความเร่งด่วนและท้าทายสามารถแบ่งได้ดังนี้ อุตสาหกรรมที่มีความเร่งด่วนและท้าทายสูง ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม เครื่องจักรกลการเกษตร พลาสติก อาหาร หนังและผลิตภัณฑ์หนัง รองเท้า ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณี /เครื่องประดับ อุตสาหกรรมที่มีความเร่งด่วนสูงและความท้าทายปานกลาง ได้แก่ อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ ไม้อัด ไม้บางและวัสดุแผ่น หลังคาและอุปกรณ์ แก้วและกระจก อุตสาหกรรมที่มีความเร่งด่วนปานกลางและความท้าทายสูง ได้แก่ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น ก๊าซ สิ่งทอ สมุนไพร ซอฟต์แวร์ เครื่องจักรและโลหะการ

อุตสาหกรรมที่มีความเร่งด่วนและความท้าทายปานกลาง ได้แก่ หัตถอุตสาหกรรม ยา เทคโนโลยีชีวภาพ การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์กระดาษ พลังงานทดแทน ชิ้นส่วนและอะไหล่ ยานยนต์ เซรามิก แกรนิตและหินอ่อน โรงเลื่อยและโรงอบไม้ เคมีและผู้ผลิตไฟฟ้า อย่างไรก็ดี กลุ่มอุตสาหกรรม 5 กลุ่่มที่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือและสนับสนุนจากรัฐอย่างเร่งด่วน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อย่างรุนแรง ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและโลหการ มีผลกระทบและปัญหาจากอัตราภาษีวัตถุดิบ (เหล็ก ชิ้นส่วน อุปกรณ์ ) มีภาษีสูง แต่นำเข้าเป็นเครื่องจักรสำเร็จรูป ไม่ต้องเสียภาษี รัฐก็ต้องปรับปรุงโครงสร้างภาษีนำเข้าวัตถุดิบให้สามารถแข่งขันได้ การย้ายฐานการผลิต เพื่อประโยชน์ด้านแรงงานต้นทุนตำ มาตรการปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศที่ไม่ใช่ภาษี (NTB) เพื่อลดสินค้านำเข้าด้วยคุณภาพทั้งในเรื่องมาตรฐานผลิตภัณฑ์และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

กลุ่มเครื่องนุ่งห่ม ที่มีต้นทุนแรงงานในไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน รัฐต้องดูแลการย้ายฐานการผลิต เพื่อประโยชน์ด้านแรงงานต้นทุนต่ำ การย้ายฐานการผลิต เพื่อประโยชน์จากสิทธิภาษีของ CLMV ในการส่งออก สนับสนุนเงินทุน SMEs เพื่อการลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต กลุ่มยาและสมุนไพร รวมทั้งกลุ่มอาหาร มีแนวโน้มที่ชาวต่างชาติจะเข้าครอบครองกิจการของ ผู้ประกอบการไทย รัฐต้องสนับสนุนเงินทุน SMEs เพื่อการลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต เชื่อมโยงทั้งสายโซ่อุปทาน (Supply & Value Chain) เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต กลุ่มหนังและผลิตภัณฑ์หนัง มีต้นทุนวัตถุดิบและแรงงานในไทยสูง ต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน รัฐต้องแก้ไขคล้ายกับด้านเครื่องนุ่งห่ม ต้องดูแลการย้ายฐานการผลิต เพื่อประโยชน์ด้านแรงงานต้นทุนต่ำ การย้ายฐานการผลิต เพื่อประโยชน์จากสิทธิภาษีของ CLMV ในการส่งออก สนับสนุนเงินทุน SMEs เพื่อการลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต

กลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ปัญหาการปกป้องและสนับสนุนผู้ผลิตภายในประเทศ อาทิ การป้องกันสินค้าราคาถูก ไม่ได้มาตรฐาน นำเข้าไทยได้ง่าย รัฐต้องมีมาตรการปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศที่ไม่ใช่ภาษี (NTB) เพื่อลดสินค้านำเข้าด้วยคุณภาพ ทั้งในเรื่องมาตรฐานผลิตภัณฑ์และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ยกระดับคุณภาพและสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์จากสินค้าระดับล่างและอุตสาหกรรมพื้นฐานทั่วไป เชื่อมโยงสายโซ่อุปทาน (Supply & Value Chain) เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต

แต่ทั้งนี้อุตสาหกรรมที่ ไม่ได้รับประโยชน์จาก AEC ก็ควรมีมาตรการช่วยเหลือปกป้องที่เหมาะสมด้วย ดังนี้ การพัฒนาด้านตลาด มุ่งเน้นการพัฒนาให้ประเทศไทย ซึ่งมีข้อได้เปรียบในเรื่องลักษณะที่ตั้งและการเดินทาง เป็นศูนย์การค้าในผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพ โดยรวมถึงการ  Supply ชิ้นส่วนประกอบและวัตถุดิบ การสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ โดยยกระดับคุณภาพและสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์จากสินค้าระดับล่างและอุตสาหกรรมพื้นฐานทั่วไป การใช้เทคโนโลยีเพื่อการออกแบบและควบคุมมาตรฐาน ด้านการพัฒนาประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต เชื่อมโยงการผลิตทั้งสายโซ่อุปทาน (Supply & Value Chain) เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต  สนับสนุนเงินทุน SMEs เพื่อการลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต และการพัฒนาประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐาน มาตรการข้อกำหนดและกฎระเบียบ ปรับปรุงโครงสร้างภาษีนำเข้าวัตถุดิบให้สามารถแข่งขันได้มาตรการปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศที่ไม่ใช่ภาษี (NTB) เพื่อลดสินค้านำเข้าด้อยคุณภาพ ทั้ง ในเรื่องมาตรฐานผลิตภัณฑ์และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง พัฒนาระบบโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการขนส่งขนาดใหญ่ในลักษณะ Bulky Transport และการส่งเสริมการพัฒนามวลชีวภาพ เพื่อลดต้นทุนและการนำเข้าพลังงาน.