หน้าหลัก » ข่าวเศรษฐกิจ

จับกระแสเศรษฐกิจเหนือรับ AEC ประจำวันที่ 29 ก.ค. 57

thainews180การพัฒนาในพม่า โอกาสหรือวิกฤตของภาคเหนือตอนบนของไทย

          การเดินหน้าทางด้านความร่วมมือกับพันธมิตรเป็นสิ่งสำคัญในยุคของการแข่งขัน ตอนนี้ใครๆ ก็รู้และติดตามการเปลี่ยนแปลงในปี 2558 กับการเปิดตัวเป็นทางการของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ปฏิเสธไม่ได้ว่าแต่ละประเทศต่างก็เตรียมพร้อมเรื่องนี้ และย่อมโฟกัสไปถึงแต่ละพื้นที่ด้วย ภาคเหนือตอนบนบ้านเรามีเนื้อที่ติดชายแดนพม่าและมีหลายจุดทีมีการเปิดด่านไปมาหาสู่กัน จะได้รับอานิสงส์นี้หรือไม่

วันนี้จึงขออนุญาตเอาข้อมูลแบ่งปันจากข้อเขียนของ อ.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการ ปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ที่เขียนเรื่องนี้อย่างน่าสนใจและอาจเป็นแนวทางที่จะเป็นการสร้างจุดแข็งในเวทีการแข่งขันศักยภาพในยุคนี้และอนาคต อ.สมภพ เขียนไว้ว่า แนวชายแดนภาคเหนือตอนบนของไทยสามารถเชื่อมกับพม่าผ่านทางด้านต่างๆ เช่น รัฐฉานของไทยใหญ่ ที่มีพื้นที่เกือบ 1 ใน 4 ของพม่าทั้งประเทศ ขณะที่มีประชากรมากเป็นอันดับที่ 2 ของพม่าคือประมาณ 10% ของประชากรรวมที่ประมาณ 60 ล้านคนทั่วทั้งประเทศ โดยสามารถเชื่อมต่อได้ดังนี้ การเชื่อมด่านกิ่วผาวอกที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ไปเมืองตองจีของรัฐฉาน ซึ่งมีระยะทางน้อยกว่า 200 กม. จากแม่ฮ่องสอนไปเนย์ปิดอว์ เมืองหลวงใหม่ของพม่าก็มีระยะทางน้อยกว่า 200 กม. เพียงแต่ปัจจุบันยังไม่ได้มีการเปิดด่านถาวรของทั้งสองพื้นที่ข้างต้น และยังขาดการพัฒนาด้านการคมนาคมขนส่งระหว่างกันและกัน

มูลเหตุสำคัญที่พม่าย้ายเมืองหลวงจากย่างกุ้งไปกรุงเนย์ปิดอว์ก็เพื่อกระจายโอกาสในการพัฒนาประเทศเพราะเป็นจุดที่เชื่อมโยงกับรัฐต่างๆ ได้โดยง่าย หรือเป็นข้อได้เปรียบของปัจจัยทางด้านภูมิศาสตร์และสามารถบริหารจัดการด้านความมั่นคงของประเทศได้ง่ายกว่าด้วย นอกจากนี้ เมืองหลวงใหม่ของพม่ายังช่วยกระจายโอกาสทางการพัฒนา ให้ถอยห่างจากเมืองหลวงเดิมที่ตั้งอยู่ใกล้ทะเลแต่ห่างจากรัฐอื่นๆทางภาคเหนือหรือพม่าตอนบนมาก เพราะภายหลังการย้ายเมืองหลวง จะมีการพัฒนาด้านกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ เช่น ระบบการคมนาคมขนส่งตามมาอีกมาก รวมตลอดถึงการเร่งการขยายตัวของศูนย์กลางภาคเมืองใหม่ในเมืองหลวงใหม่และอาณาบริเวณรอบๆ เช่น การเชื่อมเมืองหลวงใหม่กับย่างกุ้ง โดยที่ย่างกุ้งจะแปรสภาพเป็นเมืองท่าสำคัญ การเชื่อมเนย์ปิดอว์กับรัฐต่างๆ ทางพม่าส่วนบน และการเชื่อมต่อกับมณฑลยูนนานของจีน ที่มีการเชื่อมโยงกับพม่ามากในช่วงที่ผ่านมาและจะมีมากยิ่งขึ้นในอนาคต เมื่อพิจารณาจากการให้ความสำคัญในด้านต่างๆของจีนต่อพม่า ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคง

ในด้านเศรษฐกิจนั้น ปฏิสัมพันธ์ระหว่างจีนและพม่า มีแนวโน้มไปในทางบวก เข้าข่ายต่างคนต่างได้ประโยชน์ เพราะขณะที่จีนมีลำดับขั้นทางการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยอาศัยเศรษฐกิจการผลิต เช่น การผลิตในภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเป็น”หัวหอก”สำคัญในการพัฒนาประเทศ จำเป็นต้องสร้างหลักประกันด้านปัจจัยการผลิตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งพลังงานและวัตถุดิบจำพวกผลิตภัณฑ์โภคภัณฑ์พื้นฐานต่างๆ มากนั้น พม่าที่ยังมีลำดับขั้นทางการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นเศรษฐกิจการรวบรวม คือ การ”รวบรวม”ทรัพยากรธรรมชาติที่ยังมีอยู่มากมายมาขายให้จีนด้วยสนนราคาที่จูงใจ และเพิ่มโอกาสในการแสวงหาแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศมาใช้พัฒนาประเทศพม่าที่เพิ่งเปิดตัวออกปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกภายหลังจากที่ใช้ระบบเศรษฐกิจปิดมาเนิ่นนาน นอกจากด้านเศรษฐกิจแล้ว พม่ายังมีความสำคัญยิ่งต่อการบริหารจัดการด้านความมั่นคงของจีน ในการใช้พม่าเป็นทางผ่านในการออกสู่มหาสมุทรอินเดียที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ต่อจีนเป็นอันมาก

ยิ่งจีนมีปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านต่างๆว่าด้วยปัญหาเขตแดนในทะเลจีนตอนใต้ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นสมาชิกของกลุ่มอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย บรูไน และประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆของจีนด้วยแล้ว ความจำเป็นในการหาทางออกสู่ทะเลผ่านทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางมณฑลยูนนานที่เป็นมณฑลที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลอันดามันและมหาสมุทรอินเดีย ก็ยิ่งมีความสำคัญยิ่งขึ้นไปอีก ทั้งนี้เป็นเพราะเส้นทางของมหาสมุทรอินเดียที่เชื่อมต่อกับช่องแคบมะละกาและลอมบ็อก ไม่เพียงเป็นเส้นทางลำเลียงสำคัญของสินค้าทั่วๆ ไปเท่านั้น หากยังจำเป็นต่อการลำเลียงขนส่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางอันเป็นแหล่งอุปทานน้ำมันที่สำคัญที่สุดของจีน สู่จีนโดยทางทะเลอีกด้วย

นอกจากการลำเลียงขนส่งผ่านทางทะเลข้างต้นแล้ว พม่ายังเป็นทางเลือกสำคัญของการขนส่งผลิตภัณฑ์พลังงานไม่ว่าจะเป็นก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบสู่แผ่นดินมังกร โดยทางมณฑลยูนนาน โดยผ่านระบบการขนส่งทางท่อหรือโดยทางรถไฟอีกด้วย จากแผนการความร่วมมือในด้านต่างๆ ของพม่าและจีน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ และด้านที่ไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ เช่น ด้านสังคมการเมือง และความมั่นคง จะยิ่งส่งให้แดนโสร่ง “เนื้อหอม”มากยิ่งขึ้น ที่จะ “กวักมือ”ให้ประเทศมหาอำนาจอื่นๆที่มองว่าจีนเป็นคู่แข่ง ต้องยิ่งหาทางเข้าสู่พม่ามากยิ่งขึ้นไปอีก

พม่ามีมูลค่า GDP เพียงประมาณหนึ่งในสิบของ GDP ไทย ขณะที่มีประชากรไล่เลี่ยกับไทย (พม่าและไทยมีประชากรประมาณ 60 ล้าน และ 65 ล้านคนตามลำดับ) แต่มีขนาดของพื้นที่ใหญ่กว่าไทยมาก (พม่ามีพื้นที่ประเทศประมาณ678,000 ตร.กม. ขณะที่ไทยมีประมาณ 513,500 ตร.กม.) จะส่งแรงกระเพื่อมต่อไทยเป็นอันมากโดยเฉพาะในอาณาบริเวณที่มีเขตแดนติดกับพม่ามากๆ เช่น ภาคเหนือตอนบนของไทยไม่ว่าจะเป็น จ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ฯลฯ ยิ่งรัฐทางด้านเหนือของ พม่ายังด้อยพัฒนาค่อนข้างมาก เพราะปิดตัวต่อโลกภายนอกมาเนิ่นนาน และยังมีโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นเศรษฐกิจแห่งการรวบรวมคือการเน้นรวบรวมทรัพยากรธรรมชาติมาขาย ก็ยิ่งมีโอกาสส่งผลทางด้านบวกต่อการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจที่มีโครงสร้างของเศรษฐกิจการผลิต และเศรษฐกิจที่อิงกับภาคบริการมากขึ้น เช่น เศรษฐกิจไทย.