หน้าหลัก » ข่าวเศรษฐกิจ

ปี 2558 แสนสิริยอดขายทะลุเป้า

Author by 30/01/16No Comments »

index                แสนสิริสรุปผลงานปี 58 ยอดขายโต 222% คาดรายได้พุ่ง 38,000 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์/sold-out ทุกโครงการคอนโดที่เปิดขาย เผยแผนธุรกิจปี 2559 เปิดตัวโครงการใหม่เพิ่ม 128% เน้นตลาดไฮเอนด์ – เตรียมเปิดตลาดใหม่ในจีนและเปิดตัว Flagship Project คอนโดพร้อมอยู่บนถ.วิทยุ

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2559 เวลา 10.00 น ณ โรงแรม พูลแมน บางกอก คิง พาวเวอร์ ถนนรางน้ำ กรุงเทพฯ นายเศรษฐา  ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท แสนสิริ  จำกัด (มหาชน) หรือ  SIRI  เปิดเผยถึงผลการดำเนินธุรกิจปี 2558 บริษัทมียอดขาย(พรีเซล) ประมาณ 28,512 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 222% จากปีก่อน ที่มียอดขาย 8,800 ล้านบาท จากความสำเร็จทั้งจากการร่วมทุนกับบีทีเอส (BTS) ตามแผนความร่วมมือในระยะ 5 ปีที่แสนสิริและกลุ่มบีทีเอสมีแผนพัฒนาคอนโดมิเนียมในแนวเส้นทางระบบขนส่งมวลชนภายใต้บริษัทร่วมทุนจำนวน 25 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 1 แสนล้านในช่วง 5 ปีแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ 2 องค์กรที่มีความพร้อมและเสริมสร้างความแข็งแกร่งซึ่งกันและกัน ด้วยความสำเร็จจากการขายคอนโดมิเนียมหมดอย่างรวดเร็วในวันเดียวทุกโครงการที่เปิดในปีที่ผ่านมา ทั้งโครงการ เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า และ โครงการภายใต้บริษัทร่วมทุนกับบีทีเอส (BTS) ในแบรนด์ “เดอะ ไลน์” ทั้ง 3 โครงการ ได้แก่ เดอะ ไลน์ จตุจักร-หมอชิต, เดอะ ไลน์ สุขุมวิท 71 และ เดอะ ไลน์ ราชเทวี รวมทั้งการที่ลูกค้าให้การตอบรับโครงการที่อยู่อาศัยพร้อมอยู่ (Ready to Move in) เป็นอย่างดีต่อเนื่องทำให้รับรู้รายได้ทันทีในปีที่ผ่านมา

ขณะที่บริษัทคาดว่าจะมีรายได้รวมในปี 2558 ประมาณ 38,000 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่แสนสิริเคยทำได้ โดยแบ่งเป็นรายได้จากการขายรวมกับการที่บริษัทเริ่มมีรายได้จากการบริหารโครงการภายใต้บริษัทร่วมทุนกับบีทีเอส ซึ่งนับเป็นปีที่ดีที่สุดของแสนสิริ ทั้งนี้รายได้ที่ดีในปีที่ผ่านมาเติบโตโดดเด่นจากการทยอยรับรู้รายได้จากโครงการคอนโดมิเนียมที่ทยอยโอนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึงความสำเร็จจากการเปิดการขายโครงการแนวราบต่างๆ อาทิ โครงการเศรษฐสิริ จรัญฯ-ปิ่นเกล้า, เศรษฐสิริ กรุงเทพกรีฑาและฮาบิเทีย โมทีฟ เป็นต้น

นอกจากนี้บริษัทยังประสบความสำเร็จจากการเปิดตลาดต่างชาติที่ได้รับการตอบรับอย่างดี จากเดิมที่มีสัดส่วนค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับยอดขายรวมในแต่ละปี เกิดจากแผนการรุกตลาดต่างชาติที่บริษัทเริ่มดำเนินการอย่างจริงจังในเรื่องของการทำการตลาดมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อาทิ การตั้งทีม International Marketing ที่ทำหน้าที่ดูแลตลาดต่างชาติโดยเฉพาะ การแสวงหาตลาดด้วยการจับมือกับพันธมิตร    เอเจนท์ต่างชาติต่างๆ รวมทั้งการออกโรดโชว์ในต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีการพาตัวแทนเอเจนท์ต่างชาติเข้าเยี่ยมชมโครงการต่างๆ ของแสนสิริ การทำกิจกรรมโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่อต่างประเทศ และกิจกรรมที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนหอการค้าต่างประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ในปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถทำยอดขายจากตลาดต่างชาติได้ถึง 3,500 ล้านบาท สูงกว่าปี 2557 ถึง 135% โดยสัดส่วนลูกค้าต่างชาติส่วนใหญ่เป็นชาวเอเชีย 83% (ญี่ปุ่น, ฮ่องกง, สิงคโปร์, มาเลเซีย, จีนและไต้หวัน) ยุโรป (รัสเซีย, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, ออสเตรเลีย, เนเธอร์แลนด์และอิตาลี เป็นต้น) 11% อเมริกา 4 % และอื่นๆ สำหรับโครงการที่ขายดีสำหรับต่างชาติ คือ เดอะ ไลน์ สุขุมวิท 71 มีสัดส่วนยอดขายลูกค้าต่างชาติประมาณ 48% และเดอะไลน์ จตุจักร – หมอชิต 15%, ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวสอดคล้องและเป็นไปตามแผนงาน “การสร้างพื้นฐานที่มั่นคง เพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถให้ แสนสิริ เจริญเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” ทั้งการมองหาการดำเนินธุรกิจในรูปแบบใหม่ และแสวงหาตลาดใหม่ๆ เพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ดังที่ได้เคยกล่าวไว้

“สำหรับปี 2559 นับเป็นความท้าทายของแสนสิริในการสร้างยอดขายและรักษาผลตอบแทนที่ดีแก่นักลงทุนในสภาวะทิศทางเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศที่ทรงตัว โดยบริษัทได้วางแผนการดำเนินธุรกิจ ด้วยการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อตอบรับความต้องการที่อยู่อาศัยของกลุ่มลูกค้าทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึงกลุ่มลูกค้าต่างชาติ โดยวางแผนเปิดตัวโครงการใหม่ในปีนี้ 21 โครงการ มูลค่า 50,500 ล้านบาท โดยมูลค่าโครงการที่เปิดในปีนี้สูงขึ้นกว่าปีก่อน 128% แบ่งเป็นมูลค่าโครงการในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑลและต่างจังหวัดในสัดส่วน 92% : 8%

โดยโครงการในต่างจังหวัดจะเป็นโครงการที่มีการพัฒนาในเฟสต่อเนื่องและพัฒนาจากที่ดินที่แสนสิริเคยซื้อไว้เดิม ทั้งนี้บริษัทได้แบ่งประเภทการพัฒนาโครงการเป็นที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม 11 โครงการ โครงการบ้านเดี่ยว 7 โครงการและโครงการทาวน์เฮาส์ 3 โครงการ ทั้งนี้ หากดูตามเซกเมนต์หรือระดับราคาจากแผนเปิดตัวโครงการในปีนี้จะอยู่ในระดับ medium-end และ hi-end เป็นส่วนใหญ่ อาทิ คอนโดมิเนียมระดับราคาต่ำกว่า 100,000 บาทต่อตารางเมตรประมาณ 14% คอนโดมิเนียมระดับราคา 100,000 – 200,000 ประมาณ 34% และคอนโดมิเนียมระดับราคามากกว่า 200,000 บาทต่อตารางเมตร ประมาณถึง 52%,  บ้านเดี่ยวระดับราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท 13%, บ้านเดี่ยวระดับราคา 5.1 – 10 ล้านบาทถึง 56% และบ้านเดี่ยวระดับราคา 10.1 ล้านบาท 32% และทาวน์เฮาส์ ระดับราคา 3.1 – 7 ล้านบาท 67% และมากกว่า 7 ล้านบาท 14% โดยบริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายรวมสำหรับปี 2559 ไว้ประมาณ 42,000 ล้านบาท เติบโตจากปี 58 ซึ่งได้ยอดขาย 28,512 ล้านบาทประมาณ 50% รวมทั้งประมาณการณ์รายรวมได้ไว้ที่ 36,000 ล้านบาท” นายเศรษฐา กล่าว.