หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

บ้านหนองประทีป(๕)

Author by 4/03/16No Comments »

หนองประทีป5      ตระกูลที่ได้ชื่อว่าเป็นคหบดีของบ้านหนองประทีปอีกตระกูลหนึ่ง คือ ตระกูล     “จิตร์คำ”

เดิมเป็นบ้านสายภรรยา คือ แม่บัวไหล  คำนันท์ตา เป็นบุตรหญิงของพ่ออุ๊ยดวงดี  คำนันท์ตาและแม่อุ๊ยเตียมตา  คำนันท์ตา เป็นชาวบ้านหนองประทีป  ครอบครัวนับถือศาสนาคริสต์

พ่ออุ๊ยดวงดีและแม่อุ๊ยเตียมตา มีฐานะมั่นคง มีไร่นาอยู่ที่บ้านสันกลางและบ้านบวกครก  มีบุตรธิดา ๒ คน คือ ส.ต.สิงห์คำ  คำนันท์ตาและนางบัวไหล  จิตร์คำ

ด้านนางบัวไหล  คำนันท์ตาแต่งงานกับพันตรีทองพัน  จิตร์คำ  บ้านอยู่บ้านหนองป่าครั่ง  รุ่นพ่อมีเชื้อสายอินเดีย ชื่อ นายบาเกโซน  ครอบครัวฐานะดีส่งเข้าเรียนที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่เคยตั้งอยู่ที่ถนนห้วยแก้ว  ต่อมาเมื่อโรงเรียนดังกล่าวเลิกกิจการได้มาเรียนต่อที่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย  หลังจากนั้นสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยทหารบก  จบการศึกษาบรรจุรับราชการที่จังหวัดแพร่ จังหวัดนครราชสีมาและกรุงเทพฯ

ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๘๔  พันตรีทองพันและนางบัวไหล  จิตร์คำได้มาซื้อที่นาอยู่ริมถนนเจริญเมือง  ด้านตะวันออกติดถนนเข้าบ้านหนองประทีป  ด้านทิศตะวันตกติดลำเหมืองแม่คาว  เนื้อที่ ๑๘ ไร่เศษ  ได้มอบให้ชาวบ้านเช่าทำนาและพื้นที่ส่วนหนึ่งสร้างบ้านอยู่อาศัย

ที่นาแปลงนี้เคยเป็นที่นาของนายจันตา  อินทราวุธ  ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า พ่อเลี้ยงจันตา บ้านอยู่ใกล้แยกทุ่งโฮเต็ล  ทำงานช่วยเหลือมิชชันนารีและมีไร่นามากละแวกบ้านหนองประทีปและบ้านทุ่งโฮเต็ล

ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ ๒  ในปี พ.ศ.๒๔๘๘  พันตรีทองพัน  จิตร์คำ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ที่กรุงเทพฯ ได้เสียชีวิตลง ขณะอายุเพียง ๔๘ ปี

พันตรีทองพัน  จิตร์คำและนางบัวไหล  จิตร์คำ มีบุตรหญิง ๑ คน คือ คุณปทุมรัตน์  การัตน์ (แต่งงานกับนายศรยุทธ  การัตน์)

คุณปทุมรัตน์  การัตน์ ปัจจุบันอายุ ๘๕ ปี (เกิดปี พ.ศ.๒๔๗๔) เล่าความทรงจำสมัยวัยเด็กว่า

“สมัยนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ พ่อมาประจำที่ ร.พัน ๗ ที่บางซื่อ  ดิฉันเข้าเรียนที่โรงเรียนราชินีบน  พ่อทำหน้าที่ประสานงานระหว่างทหารไทยและทหารญี่ปุ่น รู้ข้อมูลมากคาดว่าถูกวางยา  ทำให้ท้องเสียอย่างรุนแรง  ตอนนั้นดิฉันยังเด็ก  พ่อรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎ  จำได้ว่าวิ่งไปซื้อยาที่ร้านขายยาแถวเฉลิมกรุง ไม่นานพ่อก็เสียชีวิต

“หลังจากพ่อเสียชีวิตแล้ว  แม่ย้ายครอบครัวกลับมาอยู่เชียงใหม่  การเดินทางขณะนั้นลำบากมากเนื่องจากอยู่ในช่วงสงครามเดินทางด้วยเรือมาขึ้นที่จังหวัดพิษณุโลก  หลังจากนั้นนั่งรถยนต์มาที่อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัยและขึ้นรถไฟมาเชียงใหม่  มาถึงขุนตาลถูกเครื่องบินมาทิ้งระเบิด  รถไฟต้องหลบเข้าถ้ำขุนตาล  ลำบากมากกว่าจะถึงเชียงใหม่

“มาอยู่ที่บ้านตายายที่บ้านหนองประทีป   ตายายมีไร่นาฐานะดีมีนาที่บ้านสันกลาง ๒๒ ไร่และที่บ้านบวกครก ๗ ไร่

“กลับมาอยู่เชียงใหม่แล้วไปเข้าเรียนโรงเรียนเรยีนาเชลีชั้น ม.๖  ขี่จักรยานเก่าของคุณแม่ไป  ยี่ห้อราเลย์  แต่ในบ้านของตายายมักลำบากในการเดินทางเพราะหน้าฝนน้ำท่วม  ทางเป็นโคลน  แม่จึงไปซื้อที่อยู่ด้านนอกติดถนนเจริญเมืองเพื่อความสะดวก  มีบ้านเก่าหลังเล็กๆ ของเจ้าของเดิมและย้ายไปอยู่บ้านหลังนี้  ปัจจุบันเป็นบริเวณธนาคารกสิกร  มีเนื้อที่ ๓ งาน เจ้าของเดิมนามสกุลเรือนสุภา  ต่อมาแม่ซื้อจักรยานแบบมีเครื่องยนต์ให้ขี่ไปโรงเรียน เรียนเพียงปีเดียวจบชั้น ม.๖ ก็เป็นครูสอนโรงเรียนเรยีนาเชลี  เพื่อนที่เรียนด้วยกันสอนพร้อมกันอีก ๒ คน คือ คุณทองพันธ์  ภัคเกษมและคุณดวงจิต  สรรพศรี

“ที่ดินของพ่อที่ซื้อไว้ ๑๘ ไร่  ส่วนใหญ่เป็นที่นา  ให้ชาวบ้านทำนาและแบ่งข้าวเปลือกให้เขา คนที่มาทำนาสมัยนั้นนามสกุล หัวหน้าราช  เป็นคนหนองประทีป  ต่อมาแบ่งพื้นที่ติดถนนเจริญเมืองทำตลาด ใช้ชื่อว่า ตลาดจิตร์คำ เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๒๐  ภายหลังได้ขายที่บริเวณดังกล่าวให้ผู้อื่นไป  ปัจจุบันคือบริเวณร้านจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อมาสด้า  ส่วนที่ถัดไปทางทิศตะวันตกติดถนนเจริญเมืองแบ่งขายให้คนลำพูน  มาทำตึกแถวขาย”

ด้านครอบครัวคุณปทุมรัตน์  แต่งงานกับนายศรยุทธ  การัตน์ คนบ้านวัวลาย จบการศึกษาที่คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  เข้ารับราชการป่าไม้เขตเชียงใหม่  ตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานป่าไม้เอก  ประจำกรมป่าไม้ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนป่าไม้แพร่  เสียอายุเมื่ออายุ ๔๖ ปี เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑  ด้วยโรคมะเร็ง

บุตรธิดารวม ๓ คน คือ

๑.นางอินทราณี  การัตน์

๒.นายฉานรัตน์  การัตน์

๓.นางพัชรศร  การัตน์

ถนนหนองประทีปที่แยกจากถนนเจริญเมืองเข้ามาบ้านหนองประทีปเดิมเป็นทางแคบๆ ต่อมาทางเทศบาลได้ขอขยายถนน  คุณปทุมรัตน์  การัตน์ ได้แบ่งที่ดินของตนเองให้ทางเทศบาลเพื่อขยายถนนให้กว้างขวางเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

ต่อมาที่ดินด้านทิศเหนือได้แบ่งจัดเป็นแปลงและขายเป็นที่จัดสรรเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๘

หลังแต่งงานแล้วเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๑ คุณปทุมรัตน์และสามีได้สร้างบ้านไม้สองชั้นใช้อยู่อาศัย  ด้านสามีทำงานป่าไม้ต้องโยกย้ายไปทำงานต่างจังหวัดทำให้คุณปทุมรัตน์ย้ายตามสามีไปเป็นครูหลายแห่ง  ต่อมาเมื่อกลับมาอยู่เชียงใหม่ได้ช่วยเหลือสาธารณประโยชน์หลายอย่าง เช่น  ทำหน้าที่ผู้พิพากษาสมทบระหว่างปี พ.ศ.๒๕๒๕-๒๕๕๐, กรรมการส่งเสริมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, กรรมการอาวุโสสมาคมนักธุรกิจสตรีและวิชาชีพแห่งประเทศไทย เชียงใหม่, ประธานสมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น

เกี่ยวกับบ้านหนองประทีป คุณปทุมรัตน์  การัตน์ให้ข้อมูลในอดีตว่า

“เหตุที่เรียกบ้านหนองประทีปเชื่อว่าเนื่องจากสมัยก่อนสองฝั่งของถนนเจริญเมืองเรื่อยไปจนถึงเขตอำเภอสันกำแพงเคยเป็นหนองน้ำและเต็มไปด้วยต้นฉำฉา  ในเวลากลางคืนมักมีแก๊สฟอสฟอรัสจากน้ำจากโคลนใต้น้ำลอยขึ้นมาทำให้เห็นเป็นดวงไฟ  ทางเหนือเรียกดวงไฟว่าประทีป  ชาวบ้านจึงเรียกว่าบ้านหนองประทีปเรื่อยมา”

ใกล้บ้านหนองประทีป(ด้านเหนือ) มีวัดที่ใช้ชื่อว่า วัดหนองป่าครั่ง

เป็นวัดทางพุทธศาสนาอยู่ในในละแวกของผู้นับถือคริสตศาสนา  อีกทั้งโบสถ์ธรรมประทีปก็อยู่ห่างจากวัดหนองป่าครั่งเพียง ๕๐ เมตร

น่าศึกษาว่าระหว่างวัดหนองป่าครั่งกับชุมชนคริสต์ของบ้านหนองประทีป  สถานที่ไหนมาตั้งอยู่ก่อน

ชาวบ้านที่เป็นศรัทธาของวัดหนองป่าครั่ง คือ ชาวบ้านหนองประทีปที่อยู่ด้านทิศใต้ของถนนเจริญเมืองและชาวบ้านหนองป่าครั่งด้านทิศตะวันออกด้านหน้ามหาวิทยาลัยพายัพศรัทธาอีกส่วนหนึ่งเป็นชาวบ้านบ้านปางแฟนด้านทิศตะวันตกของวัด

วัดหนองป่าครั่งในอดีต คือ วัดที่ตั้งโดดเดี่ยวอยู่กลางหนองน้ำที่เป็นป่ารกและเมื่อมีการพัฒนาเป็นทุ่งนาแล้วจึงเป็นวัดที่ตั้งอยู่กลางทุ่งนา

ที่มาของชื่อ “หนองป่าครั่ง”  เล่ากันว่าสมัยก่อนละแวกวัดเป็นที่ลุ่ม เป็นหนองน้ำและมีต้นฉำฉาใหญ่ขึ้นอยู่ทั่วไป  หน้าแล้งชาวบ้านมักนำครั่งมาปล่อยให้เติบโตที่ต้นฉำฉาและมากเก็บมูลครั่งเพื่อนำไปขายเป็นอาชีพหนึ่งของชาวบ้าน จึงเรียกบริเวณนี้ว่า “หนองป่าครั่ง”  ต่อมาเมื่อมีการตั้งวัดขึ้นจึงเรียกชื่อว่า “วัดหนองป่าครั่ง”

ทั้งนี้ “ครั่ง” เป็นแมลงจำพวกหนึ่งอาศัยอยู่ตามต้นไม้ใหญ่โดยใช้งวงปากเจาะดูดน้ำเลี้ยงของต้นไม้เนื้อแข็ง  โดยครั่งจะขับสารชนิดหนึ่งซึ่งมีลักษณะเป็นยางหรือชันออกมาไว้ป้องกันศัตรู  ซึ่งสารที่ขับถ่ายมานี้เรียกว่า “ครั่งดิบ” มีสีแดงม่วง ลักษณะคล้ายขี้ผึ้งซึ่งมนุษย์ได้นำมาใช้ประโยชน์มานาน  มักใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคโลหิตจาง เป็นต้น นอกจากนี้ยังใช้ในอุตสาหกรรม ทำเชลแล็ก, แลกเกอร์, เครื่องใช้, ย้อมสีผ้า, ประทับตราไปรษณีย์, ทำแผ่นเสียง เป็นต้น(จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

วัดหนองป่าครั่งไม่มีเอกสารระบุประวัติการสร้างวัดที่แน่นอน

ในบริเวณวัดมีโรงเรียนวัดหนองป่าครั่งที่เปิดทำการสอนเมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๑  โดยก่อนหน้านั้นมีประวัติว่าเริ่มต้นโดยการเปิดสอนแก่เด็กในหมู่บ้านโดยใช้ศาลาวัดเป็นสถานที่เรียน  มีพระสงฆ์ในวัดเป็นครูผู้สอน  ต่อมาจึงได้มีการขอจัดตั้งโรงเรียนวัดหนองป่าครั่งขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๘๑

ปัจจุบันเจ้าอาวาสวัดหนองป่าครั่ง คือ พระอธิการสุทัศน์  กุลวฑฺโน(เกษพรม) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๖ จนถึงปัจจุบัน.