หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านกาดหลวง(๑๑)

Author by 29/08/13No Comments »

ร้านหนึ่งที่เคยมาเช่าเปิดร้านอยู่ที่ถนนวิชยานนท์ คือ ร้านเล่งกี่แอนด์ซัน

เจ้าของคือ นายคุนบุ๊ง  แซ่กิมและนางชิวเชง  แซ่แต้ บุตรชายคนหนึ่ง คือนายชัย  จิตติเดชารักษ์ ผู้ก่อตั้งและเป็นเจ้าของร้านหนังสือสุริวงศ์

ร้านเล่งกี่แอนด์ซัน รุ่นปัจจุบัน ใช้นามสกุล “พัฒนเมธานนท์”

นายคุนบุ๊ง  แซ่กิมและภรรยาชื่อ นางชิวเชง  แซ่แต้ แต่งงานกันที่เมืองจีนและอพยพมาอยู่เมืองเชียงใหม่ เช่าห้องเปิดร้านค้าและพักอาศัยอยู่ที่ถนนวิชยานนท์แห่งนี้ โดยนายคุนบุ๊ง รับซ่อมรถจักรยานและซ่อมวิทยุ รุ่นลูกมี ๗ คน คือ

๑.นางบ่วยอิม               ๒.นายอุ๊ยเซียะ

๓.นายเชียงฮวด แซ่กิม     ๔.นายชัย จิตติเดชารักษ์

๕.นายเชื้อ กิมสุวรรณ      ๖.นายวิโรจน์ แซ่กิม     ๗.น.ส.วิยะดา แซ่กิม

บุตรชายคนที่ ๓ สืบทอดกิจการค้าขาย คือ นายเชียงฮวด แซ่กิม แต่งงานกับนางแปะม่วย  แซ่ตั้ง ต่อมาย้ายร้านไปอยู่ที่ถนนช้างม่อย

นางแปะม่วย เล่าว่า ปี พ.ศ.๒๔๙๒ ย้ายร้านจากร้านที่ถนนวิชยานนท์ไปที่ถนนช้างม่อย โดยเช่าตึกแถวสองชั้นของเจ้าราชบุตร ค่าเช่าเดือนละ ๒๐๐ บาท ต่อมาซื้อไว้เป็นกรรมสิทธิ์

รุ่นลูกมี ๕ คน  ๒ คนเรียนเก่งทำงานเป็นแพทย์ คือ

๑.นพ.วีระ  วัฒนะเมธานนท์ เปิดคลินิกส่วนตัวที่กรุงเทพฯ

๒.น.ส.นิทรา วัฒนะเมธานนท์

๓.ดร.สุรรณี  สุ่มเล็ก อาจารย์คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

๔.น.ส.พัชรี  วัฒนะเมธานนท์ ๕.ทพ.ไตร  วัฒนะเมธานนท์ เปิดคลินิกทันตแพทย์อยู่กรุงเทพฯ

บริเวณที่เคยเป็นร้านเล่งกี่แอนด์ซัน เปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์เป็นของ ร้านศรีชัยพานิช ตระกูล ชิงชยานุรักษ์

เจ้าของคือ นายจักชิ้ง  แซ่ตั้ง อพยพมาจากประเทศจีนมาอยู่ที่อำเภอบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานีระยะหนึ่ง ต่อมาย้ายมาอยู่เมืองเชียงใหม่มาอยู่และทำงานกับญาติ คือ เจ้าของร้านลีง่วนฮงที่ถนนวิชยานนท์ เจ้าของคือ นายสงวน  ลีระพันธ์ ร้านลีง่วนฮงขายเครื่องเขียนแบบเรียน หนังสือ เป็นร้านใหญ่ร้านหนึ่งในสมัยนั้น

นายจักชิ้ง ทำงานอยู่ที่ร้านลีง้วนฮงประมาณ ๒๐ ปี ได้พบรักและแต่งงานกับนางเพ็กเตียน  แซ่เตีย บุตรหญิงของเจ้าของร้านเตียจี้เซ้ง ที่อยู่ถัดไปทางตลาดวโรรส  โดยนางเพ็กเตียนเป็นบุตรหญิงของนายเชียงปู่ที่เกิดกับภรรยาที่ชื่อแม่หย่อย ทั้งนี้นายเชียงปู่มีภรรยารวม ๓ คน

นายเชียงปู่และแม่หย่อย มีบุตรธิดา ๓ คน คือนายโหล่งเชียง  ตียะพันธุ์, นางเพ็กเตียน  ตียะพันธุ์และนายนิวัฒน์  ตียะพันธุ์

หลังแต่งงานนายจักชิ้ง พาภรรยาไปอยู่บ้านเช่าที่ถนนเจริญประเทศ เยื้องกับโรงแรมเพชรงาม นายจักชิ้งยังคงทำงานที่ร้านลีง้วนฮง ส่วนนางเพ็กเตียน ค้าขายเสื้อผ้าที่ตลาดวโรรส ต่อมาเมื่อมีเงินเก็บจำนวนหนึ่งแล้วได้ทราบว่าตึกแถว ๒ ชั้นตรงข้ามร้านลีง่วนฮงบอกขาย จึงซื้อไว้เป็นกรรมสิทธิ์และเปิดร้านขายของตั้งชื่อว่า “ร้านศรีชัยพานิช” พร้อมกันนั้นได้ย้ายครอบครัวมาอยู่อาศัยด้วย

นายจักชิ้งและนายเพ็กเตียน มีบุตรธิดารวม ๒ คน คือ

๑.นพ.อำนวย  ชิงชยานุรักษ์ จบคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำงานราชการระยะหนึ่งต่อมาลาออกมาทำงานประจำโรงพยาบาลลานนา ปัจจุบันรับผิดชอบด้านบริหารโรงพยาบาลช้างเผือก

๒.อาจารย์อวยพร   อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยพายัพ

นพ.อำนวย  ชิงชยานุรักษ์ ปัจจุบันอายุ ๖๔ ปี เล่าเกี่ยวกับร้านศรีชัยพานิช ว่า

“ปี พ.ศ.๒๔๙๘ ตอนที่พ่อแม่มาเปิดร้านศรีชัยพานิช ผมขณะนั้นอายุ ๖ ขวบ ย้ายจากบ้านเช่าที่ถนนเจริญประเทศมาอยู่ร้านที่ถนนวิชยานนท์ พ่อขายของเล่นเด็ก เครื่องแก้ว ถุงพลาสติก ลูกโป่ง ระยะแรกพ่อต้องเดินทางไปกรุงเทพฯเพื่อไปเลือกซื้อสินค้า ภายหลังมีตัวแทนร้านในกรุงเทพฯ มาเสนอขายและส่งสินค้าให้ร้านเรา แม่ผมเสียชีวิตเร็ว เสียฯปี พ.ศ.๒๕๑๒ ตอนนั้นไปทำฟันที่ร้านแถวตลาดสมเพ็ชร แล้วตกบันไดศีรษะกระแทกพื้น เลือดคลั่งในสมองสมัยนั้นการรักษายังไม่มีคุณภาพเหมือนสมัยนี้ทำให้เสียชีวิตลง

นอกจากนี้มีรายละเอียดอีกส่วนหนึ่งที่ นพ.อำนวย เขียนไว้ในหนังสือเรื่องเล่าจาวกาดเล่ม ๒ ว่า

“ร้านเป็นตึกแถวสองชั้น อยู่ติดร้านวินัยพานิชที่ตัดแว่นตา อยู่ตรงกันข้ามร้านลีง่วนฮง ซึ่งขายสมุด หนังสือ เครื่องเขียน

“จำได้ว่าย้ายมาอยู่ที่ร้านศรีชัยพานิช ตั้งแต่อายุ ๖ ขวบ เข้า ป.๑ โรงเรียนมงฟอร์ต วิทยาลัย ตอนไปเรียนหนังสือโรงเรียนมงฟอร์ต ก็นั่งสามล้ออ้ายพรไป อ้ายพรเป็นคนใจดีมาก ๗ โมงครึ่งก็มารับไปโรงเรียน บ่าย ๓ โมงครึ่งก็รับกลับบ้าน ชีวิตในวัยเด็กช่วงนั้นสนุกสนานมาก มีความสุขมากที่สุด เรียนหนังสือ เล่น แต่ก็ช่วยพ่อแม่ขายของ

“ที่ร้านขายเครื่องแก้ว ถุงพลาสติก ของเด็กเล่น อับนวด ถ้าวันไหนมีของส่งมาจากกรุงเทพฯ จะเหนื่อยมากเพราะต้องแกะกล่อง นับสินค้าว่าครบหรือไม่ จัดเก็บอีก ยิ่งถ้ามีลูกค้ามาซื้อของอีก โดยเฉพาะมาจากต่างอำเภอต่างจังหวัดเพราะที่ร้านเป็นร้านขายปลีกและส่งประเภทของเด็กเล่น ลูกโป่ง จัดของตามสั่ง เราต้องจัดใส่กล่อง ผูกและรอลูกค้ามารับ บางครั้งลูกค้าในตลาดมาซื้อของก็ต้องหิ้วของไปส่งเขาในตลาด เจ้าประจำที่จำได้คือ เฮียเซียม อยู่ในตลาดวโรรส

“อาปาจะเป็นคนคิดเงิน สมัยก่อนไม่มีเครื่องคิดเลขกดสบายเหมือนสมัยนี้ อาปาใช้ลูกคิด ซึ่งคิดเก่งมาก เรื่องตัวเลขนี้หลอกอาปาไม่ได้ ขนาดธนาคารยังกลัวอาปาเลยครับ อย่างเงินฝากประจำหรืออมทรัพย์ ถ้าคิดดอกเบี้ยผิดอาปาจะโทรไปต่อว่าถึงผู้จัดการเลยทีเดียว

“วันไหนถ้ามีอับนวดมาจะเหนื่อยมาก อับนวดเป็นตลับสังกะสีแบนขายดีมาก โดยเฉพาะหน้าหนาว ลูกค้าจะซื้อไปทำนวด ที่ดังมากคือนวดปู่คาด ทาได้สารพัด ทั้งปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ แมลงสัตว์กัดต่อย ปวดกล้ามเนื้อสารพัดปวด ทาปากกันปากแตกแห้งช่วงหน้าหนาว อับนวดมาทีเป็นกล่องใหญ่ ต้องนับทั้งตัวและฝา ถุงละ ๑๐๐ อัน นับจนตาลาย นับเท่าไรก็ไม่หมดสักที ผมเลยลักไก่อาปาโดยที่เอาเครื่องชั่งเล็กๆ ข้างหนึ่งเอาถุงที่นับได้ ๑๐๐ อันใส่ อีกข้างก็เอาอับนวดใส่ โดยที่ชั่งเอา ถ้าตาชั่งอยู่ตรงกลางเท่ากันถือว่าได้ ๑๐๐ อันเท่ากัน ผมทำมานานจนอาปาจับได้ ถูกด่ากระเจิง แต่คิดว่าไม่น่าผิดพลาดมาก อาจจะขาดไปบ้าง เกินไปบ้าง ลูกค้าคงให้อภัย ใช้วิธีนี้งานไวขึ้นเยอะเพราะใช้ชั่งเอา ประหยัดเวลาดี”.

นายจักชิ้ง เลิกค้าขายเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๒ เนื่องจากอายุมาก ปัจจุบันมีร้านอังคณาเช่าดำเนินการ

ร้านอังคณา เจ้าของคือ นายเพ้งหรือนายปรีชา  สันติชัย ปัจจุบันอายุ ๗๑ ปี

เล่าว่า รุ่นพ่ออพยพมาจากประเทศจีน ชื่อนายจังเพ้ง  แซ่เจียง มาทำงานรับจ้างที่ตลองเตย กรุงเทพฯ มีเพื่อนสนิท ๒ คนซึ่งโยกย้ายมาเชียงใหม่ คนหนึ่งคือ คุณพ่อของ นพ.สุกิจ เอื้อไพบูลย์ อดีตผู้อำนวยการ รพ.แมคคอร์มิค อีกคนหนึ่งเป็นรุ่นพ่อของเจ้าของร้านขาหมูเชียงดาว  ต่อมานายจังเพ้งโยกย้ายมาอยู่ที่อำเภอเชียงดาว ทำงานรับจ้างเป็นเด็กท้ายรถรถโดยสารที่วิ่งระหว่างเชียงดาว-เชียงใหม่ ทำงาน ๔ ปีได้สะสมเงินและซื้อรถโดยสารเป็นของตัวเองได้ จนต่อมามีรถโดยสารรวม ๔ คัน  ต่อมาได้แต่งงานกับนางกิมลั้ง  แซ่ตั้ง(สกุลทางแม่ใช้ขาวผ่อง) ซึ่งเคยมีครอบครัวมีบุตรสาวติดมา ๑ คน คือ นางจำเรียง คูตระกูล นอกจากนี้ นางกิมลั้ง ได้รับมรดกจากพ่อ คือ ห้องแถวไม้ใกล้สะพานแม่ข่ารวม ๘ ห้อง

ต่อมาเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ นายจังเพ้ง ถูกทางราชการส่งไปอยู่จังหวัดเพ็ชรบูรณ์  ส่วนรถยนต์โดยสารถูกทหารญี่ปุ่นยึดทั้งหมด หลังสงครามโลกจึงได้กลับมาอยู่กับครอบครัว พักอาศัยอยู่ที่ห้องแถวใกล้สะพานแม่ข่า ข้างวัดแสนฝาง

นายจังเพ้ง  แซ่เจียงและนางกิมลั้ง มีบุตรธิดาร่วมกัน ๗ คน เป็นหญิง ๖ คนและเป็นชาย ๑ คน คือ

๑.น.ส.วิมล  เจือสันติกุลชัย เจ้าของกิจการร้านวิมล ท่าแพ

๒.นางจริยา  พฤกษ์ชอุ่ม แต่งงานกับนายกิจ  พฤกษ์ชอุ่ม        ๓.นางจินตนา  เจือสันติกุลชัย

๔.ด.ญ.น้อย ถูกระเบิดเสียชีวิตระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่อำเภอเชียงดาว

๕.ด.ญ.นิ่ว ถูกระเบิดเสียชีวิตระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่อำเภอเชียวดาว

๖.นายปรีชา  เจือสันติกุลชัย

๗.นางถนอมวรรณ  โกศลนาวิน แต่งงานกับนายสุรสีห์  โกศลนาวิน รับราชการอัยการ.

พ.ต.อ.อนุ  เนินหาด

ผกก.สภ.แม่แจ่ม เชียงใหม่