หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านกาดหลวง(๑๒)

Author by 16/09/13No Comments »

ร้านหนึ่งย่านกาดหลวงที่อยู่ที่ถนนวิชยานนท์ คือ ร้านอังคณา

เจ้าของ คือนายปรีดา   เจือสันติชัยกุล ปัจจุบันอายุ ๗๑ ปี

เล่าว่า รุ่นพ่ออพยพมาจากประเทศจีน ชื่อนายจังเพ้ง  แซ่เจียง มาทำงานรับจ้างที่ตลองเตย กรุงเทพฯ มีเพื่อนสนิท ๒ คนซึ่งโยกย้ายมาเชียงใหม่  ทำงานรับจ้างเป็นเด็กท้ายรถอยู่ที่อำเภอเชียงดาว เก็บเงินจนซื้อรถโดยสารเป็นของตัวเองได้รวม ๔ คัน

ด้านครอบครัวแต่งงานกับนางกิมลั้ง  แซ่ตั้ง(สกุลทางแม่ใช้ขาวผ่อง) ซึ่งเคยมีครอบครัวมีบุตรสาวติดมา ๑ คน คือ นางจำเรียง คูตระกูล นอกจากนี้ นางกิมลั้ง

นายปรีดา  เจือสันติชัยกุล วัยเด็กเติบโตที่ห้องแถวริมน้ำแม่ข่าข้างวัดแสนฝาง ซึ่งครอบครัวมาห้องแถวรวม ๘ ห้อง ใช้อยู่อาศัยและให้ผู้อื่นเช่า  หลังจากจบชั้นมัธยมปีที่ ๘ จากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัยได้ไปศึกษาต่อที่คณะเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ แต่เรียนไม่จบภายหลังได้กลับมาค้าขายอยู่ที่เชียงใหม่

“สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ พ่อผมถูกเนรเทศไปอยู่จังหวัดเพ็ชรบูรณ์ หลังเสร็จสงครามกลับมาอยู่ที่บ้านที่สะพานแม่ข่า รับขนมปังจากอ้ายหลัง อ้ายอยู่ มาขายที่ตลาดวโรรส ผมก็ต้องหาเงินใช้เองมาตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นขายแตงโมผ่าซีกที่โรงหนังศรีวิศาลและโรงหนังศรีนครพิงค์ บางครั้งขายกาแฟร้อนในโรงหนัง สมัยนั้นเขาชงทีละครึ่งกระป๋อง ใช้กระป๋องนม ขายกระป๋องละ ๑ บาท ผมได้ ๓๐ สตางค์ ถือเข้าไปขายครั้งละ ๘ กระป๋อง ข้างละ ๔ กระป๋อง รับจากโกพงษ์ มีร้านอยู่หน้าโรงหนังศรีนครพิงค์  บางครั้งก็ขายอ้อยควั่น พอวันหวยออกก็นำหนังสือพิมพ์ไปขายที่โรงหนัง มักพบกับเสธ.ม่อย เขาขายหนังสือพิมพ์ด้วยเช่นกัน เคยแย่งพื้นที่ชกต่อยกันก็เคย

“สมัยนั้นบ้านอยู่ข้างน้ำแม่ข่า ใกล้วัดแสนฝาง สนุก ริมน้ำแม่ข่าสมัยผมเด็กยังมีคันดินที่เป็นกำแพงดินอยู่ มักนำดินมาปั้นเป็นกระสุน ผึ่งแดดให้แห้ง ใส่ในย่าม ชวนเพื่อนใช้หนังสะติ๊กไปยิงนกกันแถวป่าแพ่ง ได้นกมาก็นำมาย่างกิน สมัยนั้นข้ามมาฝั่งวัดแสนฝางมีสะพานไม้ เทศบาลสร้างไว้ เสาใช้ซุงและใช้ไม้แป้นหนาพาดให้คนเดินข้าม หน้าว่าวก็เล่นว่าวกันมีพื้นที่ว่างข้างวัดแสนฝาง ผมทำว่าวขายด้วย

“วัยเด็กจำเรื่องราวที่ประทับใจได้  ที่ตลาดวโรรสมีร้านครูสม ครุสมมีห้องค้าขาย ๒ ห้อง ขายลาบ อาหารพื้นเมือง เหล้า แกชอบเลี้ยงสัตว์ มักเลี้ยงชะนี เสือ หมี เลี้ยงในกรง มีประมาณ ๒๐-๓๐ กรง รุ่นลูก คือ วาสนา บุตรโสภา เคยได้เป็นนางสาวเชียงใหม่ ส่วนลูกชายชื่อ เสน่ห์

“ผมชอบมวยตั้งแต่เด็ก พ่อมักพาไปดูมวยที่สนามมวยเดชานุเคราะห์เสมอ ตอนเด็กไม่มีเงินซื้อรองเท้าสเก็ต สมัยนั้นราคาคู่ละ ๒๔๐ บาท จึงหาเงินด้วยการต่อยมวยที่สนามมวยเดชาฯ แพ้ทั้ง ๓ ครั้ง แต่ได้เงินครบพอซื้อรองเท้าสเก็ตพอดี

“แล้วก็ต้องไปช่วยเจ๊วิมล พี่สาว ขายของที่ร้านที่ตลาดวโรรส ขายขนมปัง แป้ง เตี่ยมาช่วยที่ร้านนี้ด้วย ส่วนแม่มีแผงขายเสื้อผ้าอยู่หน้าร้านของคุณณรงค์  ชวสินธุ์ เจ้าของมหาวิทยาลัยนอร์ทเชียงใหม่ในปัจจุบัน  ส่วนพี่อีกคน ชื่อ จริยา ขายผลไม้อยู่หลังร้านทองใกล้ทางเข้าประตูตลาดวโรรส

“เจ๊วิมลเป็นคนแรกที่สั่งถุงพลาสติกมาขายที่เชียงใหม่ และรับขนมเค้กมาขาย รับมาจากเฮียกวง เป็นคนรับเหมาขายอาหารบนรถไฟ นอกจากนี้มีขนมเปี๊ยะ ขายหน้าร้านและขายส่งด้วย ขายดีมาก ต่อมานำชะลอมมาวางขายที่ร้านด้วย ตอนหลังไปเหมาซื้อลำไยมาขาย รวมทั้งมะม่วง ซื้อจากสวนของแม่อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ที่สวนสันกำแพง มาขายที่ร้าน

“ต่อมาผมเป็นโปรโมเตอร์จัดมวยที่สนามมวยเดชาฯ ตอนนั้นอายุเพียง ๑๙ ปี แต่หลายคนช่วยผม ครั้งนั้นได้กำไร ๓,๐๐๐ บาท ดีใจมาก ยึดเป็นอาชีพเรื่อยมา เป็นโปรโมเตอร์มวยตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๗ มาเลิก พ.ศ.๒๕๒๑  ระหว่างนั้นทำงานกับเฮียเล้ง เจ้าของร้านชัยนิยมที่ตลาดเมืองใหม่ ขายกางเกงยีนส์ ร้านนี้เคยอยู่ที่ตลาดเทศบาล ต่อมาย้ายไปตลาดเมืองใหม่  เป็นห้างใหญ่แต่ต่อมาขัดแย้งกับเสี่ยปุ๊ย เจ้าของตลาดเมืองใหม่ ภายหลังจึงต้องปิดกิจการ

“เฮียเล้งชอบมวย เคยสร้างโรงยิมซ้อมมวย ชื่อ ชัยนิยมยิม อยู่ที่ตลาดเทศบาลสมัยนั้นเรียกกาดสามทหาร เพราะมีปั๊มน้ำมันสามทหารมาตั้งอยู่ ผมเข้าไปช่วยฝึกนักมวย ค่ายนี้มีมวยดังคือ ดาวนิล  ชัยนิยมยิม

“ตอนเกิดไฟไหม้ต้นปี พ.ศ.๒๕๑๑ ตอนนั้นสินค้าถูกไฟไหม้หมด หมดเนื้อหมดตัวทั้งครอบครัว เงินที่ค้าขายมักเป็นเงินหมุนเวียน กำไรมาก็ซื้อของเข้าร้าน พ่อไฟไหม้ก็หมดแถมต้องเป็นหนี้ด้วย คราวหนึ่งผมไปกรุงเทพฯ ไปเห็นคนกรุงเทพฯ เล่นต๊อกแต๊กที่นิยมมาก จึงลองซื้อมาขายที่เชียงใหม่ ทุนไม่ถึงบาทมาขายอันละ ๕ บาทขายดีมาก ทำให้ตั้งหลักได้ มีเงินทำธุรกิจต่อ

“ส่วนเจ๊วิมลหาทุนมาเปิดร้านใหม่ อยู่ถนนช้างม่อย ตรงข้ามธนาคารกรุงเทพฯในปัจจุบัน ใกล้ตลาดวโรรส ขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ขายกีตาร์ ร้านตรงนั้นเช่าจากเจ้าของคือเจ้าของร้านวัฒนาพรโอสถ  ต่อมาเจ๊วิมลไปซื้อตึกที่ตรอกวัดแขก ๑ ห้อง สั่งแป้ง ถุงพลาสติกมาขาย ต่อมาจึงไปซื้อตึกแถวที่ถนนท่าแพ เปิดร้านขายนาฬิกาแว่นตาปากกาใช้ชื่อว่า ร้านวิมล

“ส่วนผม มีร้านที่ตลาดวโรรส ต่อมาปี พ.ศ.๒๕๓๑ มาเปิดร้านอังคณาขายเทปที่ถนนวิชยานนท์ เจ้าของชื่อ แม่หน้อย เขามี ๒ ห้อง เคยเป็นร้านขายยาตงง้วนตึ้ง ต่อมาผมซื้อเป็นกรรมสิทธิ์ทั้ง ๒ ห้อง และขายต่อให้ธนาคารกสิกรไทย ๑ ห้อง”

นายปรีชา  เจือสันติชัยกุล แต่งงานกับนางอังคณา บุตรธิดา ๓ คน คือ นางมนทิรา  เจือสันติชัยกุล , นางวารุณี เภสัชกรเจ้าของร้านวิชยานนท์โอสถ    และนายวีรชัย เจือสันติชัยกุล

ถัดจากร้านอังคณาไปเป็นธนาคารกสิกรไทย ถัดไป เป็น ร้านตันย่งฮง

ร้านตันย่งฮงเป็นอาคารตึกเก่า เจ้าของร้านตันย่งฮง เริ่มต้นจากนายยง  ตันตาคม เดิมเป็นชาวจีนอพยพมาอยู่ประเทศสิงคโปร์ ต่อมาย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ และรู้จักกับเถ้าแก่ง่วนชุน ต้นสกุล “ตันตรานนท์” เจ้าของร้านตันฮั่วง้วนที่ตลาดวโรรส เถ้าแก่ง่วนชุนจึงชวนมาอยู่เชียงใหม่ มาทำหน้าที่หลงจู๊ที่ร้านตันฮั่วง้วนซึ่งตั้งอยู่ถนนวิชยานนท์ นายยงได้เปรียบคนอื่นเพราะมีความรู้ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาไทยและภาษาจีน เมื่อพอสะสมเงินได้แล้วได้แยกออกมาเช่าห้องค้าขายที่หน้าตลาดวโรรส

ต่อมาได้แต่งงานกับนางพูนศุข  ชวนไชยสิทธิ์ โดยภรรยาเป็นคนย่านวัดเกตการาม โดยนางพูนศุขเป็นบุตรหญิงของนางเกี๋ยงคำ นิมากรและนายกือ  ชวนไชยสิทธิ์(เดิมแซ่เตีย)

นายยงและนางพูนสุข  ตันตาคม มีบุตรธิดา รวม ๗ คน คือ

๑. นางวศิน ศิริพันธ์ แต่งงานกับนายเซฟ ศิริพันธ์

๒. นายประยูร ตันตาคม แต่งงานกับนางจิตรา ตันตาคม

๓. นางปิยะนาถ ภูวกุล แต่งงานกับนายศุภวัตร ภูวกุล

๔. น.ส.กัลยาณี ตันตาคม

๕. นายประเสริฐ ตันตาคม

๖. นายประสิทธิ์ ตันตาคม

๗. นายกมล ตันตาคม แต่งงานกับนางเกษวดี  ตันตาคม

ปัจจุบันร้านตันย่งฮง รุ่นลูก คือนายกมล  ตันตาคม รับสืบทอดกิจการค้าขาย ปัจจุบันอายุ ๗๐ ปี (เกิดปี พ.ศ.๒๔๘๕)  เล่าว่า เดิมพ่อแม่เช่าตึกแถวอยู่บริเวณประตูตลาดต้นลำไย ประกอบอาชีพค้าขาย

“ต่อมาย้ายมาอยู่บริเวณนี้ โดยซื้ออาคารตึกโบราณนี้จากนายจิน  เธียรสิริ หลังจากซื้อแล้วได้ย้ายครอบครัวมาอยู่เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๐

“อาคารตึกแห่งนี้เป็นตึกโบราณเดิมแบบพม่า มี ๔ ห้อง ด้านหน้าติดถนนวิชยานนท์ ด้านหลังมีพื้นที่ว่างเป็นลาน และมีบ่อน้ำ สมัยก่อนละแวกนี้รก มักมีการลักลอบเล่นการพนัน เคยมีตำรวจนำโดย พ.ต.ท.ศิริ คชหิรัญ นำกำลังตำรวจมาไล่จับอยู่เสมอ เดิมเป็นป่า มีนกยูงของเจ้าหลวง มาอยู่ที่นี่ด้วย

“ร้านตันย่งฮง เคยมีชื่อภาษาไทยว่า นิยมพันธุ์ สมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามที่บังคับให้เปลี่ยนร้านค้าเป็นชื่อภาษาไทย

“เล่ากันว่าสมัยนั้นพ่อผมซื้อไว้ในราคา ๑ แสนบาท นายห้างโมตีรามซึ่งเป็นเพื่อนของพ่อก็อยากได้ แต่พ่อซื้อได้ก่อน เป็นบ้านกว้าง สองชั้น นอกจากอยู่อาศัยแล้วหน้าบ้านชั้นล่างเปิดค้าขายของชำ ค้าขายเสื้อผ้า โดยคุณตาคือ พ่อของแม่ค้าพืชไร่อยู่กรุงเทพฯ จึงได้เปรียบด้านการค้า ต่อมาเปลี่ยนมาค้าเสื้อผ้าแบบขายส่ง พ่อมักนั่งรถไฟไปซื้อสินค้าจากกรุงเทพฯ มาลงที่ร้าน จะมีร้านค้าเล็กๆ มาซื้อไปขายอีกต่อหนึ่ง

“สมัยก่อนนั้นครอบครัวคนจีนมาอพยพมาอยู่เชียงใหม่ เมื่อมีลูกชายมักส่งไปเรียนประเทศจีน ครอบครัวผมก็เช่นกัน พ่อส่งไปเรียนเมืองจีนมีพี่ชายผม ชื่อประยูร, ประเสริฐและประสิทธิ์ ต่อมาต้องเดินทางกลับมาเชียงใหม่เมื่อจีนมีปัญหาเรื่องเปลี่ยนแปลงการปกครอง”.

 

พ.ต.อ.อนุ  เนินหาด

ผกก.สภ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่