หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านกาดหลวง(๑๔)

Author by 16/09/13No Comments »

              ร้านขายผ้า เชียงใหม่ใจดีของ นายห้างสุเทพ  ชวาลา เคยเป็นร้านเตียจี่เซ้ง(วัฒนภัณฑ์) เจ้าของ คือนางหนึ้ง  แซ่ตั้ง ซื้อที่ดินและสร้างอาคารตึกเมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๖ เปิดร้านค้าขาย ตั้งชื่อว่า “ร้านเตียจี่เซ้ง” ขายของนานาชนิด มีตู้ทองเล็กๆ เครื่องเงิน ผ้าฝ้าย ผ้าไหม ที่นอน หมอน มุ้ง เครื่องไทยทาน  เป็นต้น

นางหนึ้ง สมรสกับนายเชียงปู่ แซ่เตีย มีบุตรธิดารวม ๖ คน คือ

๑.นางสมพร  โชติวิศรุต ๒.นางสอางค์  อภิชาติพงศ์ชัย

๓.นางพยงค์(เพ็กย้ง) อาภาวัชรุตม์ (แต่งงานกับนายค่าย  แซ่อาวเอี๊ยง)

๔.น.ส.เพ็กเกียว  แซ่เตีย ๕.นายนิพนธ์  พิชญาพิชิต

๖.นายนิมิต  ตียพันธ์

ต่อมานายเชียงปู่  แซ่เตีย มีบุตรธิดากับนางหย่อย น้องของนางหนึ้ง รวม ๓            คน คือ

๑.นายอุดม        ตียพันธ์

๒.นางเทียมจันทร์ แต่งงานกับนายจักชิ้ง บุตรธิดาคือ นพ.อำนวย  ชิงชยานุรักษ์ และอาจารย์อวยพร  ชิงชยานุรักษ์

๓.นายนิวัติ  ตียพันธ์ แต่งงานกับนางสมจิต  แซ่โค้ว บุตรธิดา ๔ คน คือ นายเสริมศักดิ์  ตียพันธ์, พญ.นันทนา  ตียพันธ์,นายหน่อง  ตียพันธ์และนายกิติศักดิ์  ตียพันธ์

นอกจากนี้ นายเชียงปู่มีภรรยาจากเมืองจีน มีบุตร๑ คน คือ นายบักเชียง แซ่เตีย

“ร้านเตี่ยจี่เซ้ง” ต่อมาตกมาสู่นายนิวัติ  ตียพันธ์ เป็นผู้ดูแลกิจการของร้านสืบต่อมา นายนิวัติแต่งงานกับนางสมจิต สกุลเดิม แซ่โค้ว เปลี่ยนมาขายที่นอน ขายไหมพรมขนสัตว์ เมื่ออายุมากขึ้นนายนิวัติและนางสมจิต ตียพันธ์ สนใจศึกษาธรรมะและปฏิบัติธรรม เห็นว่ารุ่นลูกเรียนจบมีงานทำ ด้านการค้าขายมักไม่มีเวลาและขาดโอกาสที่จะได้ปฏิบัติธรรมให้ก้าวหน้าจึงได้เลิกกิจการ โยกย้ายมาอยู่บ้านที่ย่านสันติธรรม ใกล้สมาคมวายเอ็มซีเอเชียงใหม่ (หนังสือ ๙๓ ปีสี่แผ่นดิน ชีวิตงามแม่พยงค์  อาภาวัชรุตม์,ที่ระลึกงานส่งสการแม่พยงค์          อาภาวัชรุตม์,๒๕๕๕)

กรรมสิทธิ์ร้านเตี่ยจี่เซ้งตกสู่นายห้างจรัล  ชวาลา เจ้าของร้านเชียงใหม่ใจดีซึ่งได้สร้างเพิ่มเติมอาคารสร้างด้านหลังเป็น ๖ ชั้นและดัดแปลงด้านหน้า เปิดร้านจำหน่ายผ้าใช้ชื่อว่า “ร้านเชียงใหม่ใจดี”

          ถัดไปทางเหนือเป็นถนนข่วงเมรุ

เมื่อเลี้ยวซ้ายไปด้านหลังร้านเชียงใหม่ใจดี เป็นที่ของนายเกรียง  มังคละพฤกษ์ สร้างตึกแถวให้เช่า

นายเกรียง  มังคละพฤกษ์ อาชีพทำงานแผนกยาสูบเชียงใหม่ มีบ้านอยู่ย่านวัดเกตการาม ตรงข้ามร้านอาหารกู๊ดวิวในปัจจุบัน

นายเกรียง  มังคละพฤกษ์ เดิมเป็นชาวปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ มีเชื้อสายจีน รุ่นปู่มาจากประเทศจีนชื่อ นายเตียวเซียะ  แซ่อื๊อ แต่งงานกับนางบุญรอด  รุ่นลูกมี ๖ คน  นายเกรียง  มังคละพฤกษ์เป็นคนที่ ๓ หลังจากเรียนจบจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ฯแล้วมาทำงานแผนกยาสูบที่เชียงใหม่  ได้มาพบรักและแต่งงานกับนางระเบียบ  พงศ์พิพัฒน์ บุตรหญิงของนายเก่ง  แซ่เฮงและนางบุญมี  พงศ์พิพัฒน์

หลังแต่งงานมาอาศัยอยู่กับครอบครัวภรรยาที่ถนนท่าแพ ต่อมาย้ายมาปลูกสร้างบ้านอยู่ที่ข้างโรงพยาบาลหมอจินดา ถนนเจริญราษฎร์ ย่านวัดเกตการาม ซึ่งเป็นที่ดินของฝ่ายภรรยา  รุ่นลูกคนหนึ่ง คือนายธาตรี  มังคละพฤกษ์

นายเกรียง  มังคละพฤกษ์ เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๕ (นายธาตรี  มังคละพฤกษ์,สัมภาษณ์)

ที่ดินของนายเกรียง  มังคละพฤกษ์ที่ถนนข่วงเมรุด้านหลังร้านขายผ้าเชียงใหม่ใจดี  นายเกรียง สร้างตึกแถวไว้รวมประมาณ ๘ ห้อง ให้ผู้อื่นเช่าค้าขาย ต่อมาประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๗ รื้ออาคารไม้เดิมและสร้างเป็นอาคารตึกสองชั้น

ในอดีตร้านที่เช่าอยู่ คือ ร้านอั้งยิ่งเฮง เจ้าของชื่อแปะอัง แต่งงานกับนางบ๊วย รุ่นลูก คือ น.ส.สุนิสา  อังวัฒนา(เจ๊แอ๊ด)ค้าขายอยู่ที่ร้านและ น.ส.โสภา อังวัฒนา(เจ๊อู๊ด) มีกิจการโรงน้ำแข็งฟ้าฮ่าม

ร้านแสงเจริญ เจ้าของชื่อ นายชิวจั๊วหรือเจริญ ต้นสกุล “ภัควิภาส”

ร้านนิ่มพันธ์พานิช  เจ้าของคือ นางวรรณี(ฮวย) ปัทมอดิศัย แต่งงานกับนายอยู่ซัว  นิมมลรัตน์ มีบุตรชาย ๑ คน คือ นายธนิตย์  นิมมลรัตน์ ภายหลังนายอยู่ซัว แต่งงานใหม่บุตรธิดา ๔ คน

ร้านโล้กี่เส็ง ขายยารักษาโรค ต่อมาเป็นร้านสุทธิพันธ์ ตระกูล “เลิศธนะโภค”

ร้านซิมชุ่ยไช้ ตระกูล “บูรณุปกรณ์”

ร้านโง้วเลี่ยงเฮง ขายยาปราบศัตรูพืชและเมล็ดพันธ์พืช

ผู้เขียนเคยคุ้นเคยกับเถ้าแก่ชิวจั๊ว เจ้าของร้านแสงเจริญ สมัยมีชีวิตอยู่  ทันได้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับการเริ่มต้นสร้างฐานะทำให้เห็นภูมิความรู้และทักษะอีกทั้งหลักการของการเริ่มต้นสร้างฐานะของผู้ที่อพยพมาจากประเทศจีน ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อคนรุ่นต่อไป ขออนุญาตนำเผยแพร่เป็นความรู้

นายชิวจั๊ว  แซ่แต็ง อพยพมาจากประเทศจีนมาอยู่เมืองเชียงใหม่พร้อมกับแม่  เริ่มต้นทำงานเป็นลูกจ้างร้านพ่อของนายประสิทธิ์  ศรีสมเพชรที่ตลาดประตูเชียงใหม่

การเริ่มต้นสร้างฐานะของเถ้าแก่ชิวจั๊วน่าสนใจอย่างยิ่ง

“ตอนนั้นเป็นหนุ่มทำงานหนัก  มาอยู่เชียงใหม่เริ่มเป็นลูกจ้างร้านพ่อของคุณประสิทธิ์  ศรีสมเพชรที่ตลาดประตูเชียงใหม่ซึ่งเป็นร้านขายอาหาร ขายไก่ย่าง  หมูย่าง  เป็ดพะโล้ มีรายได้เดือนละ  ๑๐  รูปี  เดือนต่อมาได้เพิ่มเป็น  ๑๕  รูปี  ขณะนั้น  ๑ รูปี เท่ากับ  ๘๐  สตางค์  กลางคืนต้องช่วยเถ้าแก่เย็บกระทงเพื่อไว้ใช้บรรจุไก่ย่าง เป็ดพะโล้ขายให้ลูกค้าในตอนเช้า กว่าจะนอนไม่ต่ำกว่าเที่ยงคืน ตื่นตอนตี ๓ หรือตี ๔  เป็นเช่นนี้ทุกวัน  เป็นลูกจ้างอยู่  ๑  ปีเศษ เก็บเงินได้  ๑๐๐  กว่าบาท  จึงออกมาลงทุนเอง

“เริ่มต้นเช่าห้องแถวที่ประตูเชียงใหม่ เป็นห้องแถวของครูจรัล  กิติบุตร ซึ่งอาศัยอยู่ที่บ้านกำแพงแดงสี่แยกกลางเวียง ที่บ้านนี้มีต้นมะนะ(สมอ)ต้นใหญ่  รสชาติอร่อย หากใครขโมยจะต้องถูกเฆี่ยน ๕ ครั้ง  ชาวบ้านจึงเรียกว่า ต้นมะนะ ๕ แส้  ขณะนั้นอายุประมาณ ๑๕-๑๖ ปี เปิดร้านขายไก่ย่าง เป็ดพะโล้  หมูย่าง ใช้ชื่อร้านว่า ร้านเตงจัวกี่

“ต่อมาหันมาค้าพืชไร่ สมัยนั้นค้ามะขามเปียก  ครั่ง  จะขี่จักรยานไปซื้อที่อำเภอหางดง  ออกแต่เช้าตระเวนหาซื้อจนค่ำ  เป็นที่ชอบพอของชาวบ้าน  ถูกชักชวนให้พักค้างคืน  แต่ผมต้องกลับบ้านเพื่อกลับมานอนที่บ้านและดูแลแม่เสมอ

“ขณะนั้นอายุราว ๑๔ ปีเริ่มค้าขายหาเงิน โดยการซื้อครั่งจากชาวบ้านที่ตลาดประตูเชียงใหม่ รวบรวมไว้ ตากใส่กระสอบข้าวสาร เมื่อราคาดีก็นำออกขาย บางครั้งเก็บไว้ได้ก่อนขายถึง ๓๐ กระสอบ

“เห็นว่าหากตระเวนไปซื้อจากชาวบ้านจะได้ราคาถูกกว่า จึงใช้จักรยานขี่ตระเวนออกหาซื้อครั่งบ้าง  มะขามเปียกบ้าง ตามหมู่บ้านต่างๆในอำเภอหางดง นำใส่เข่ง จ้างเกวียนบรรทุกเข้าเชียงใหม่นำมาขายครั้งละ ๕๐-๖๐ เข่ง สมัยนั้นกิโลกรัมละ ๕๐ สตางค์ ซื้อเข่งละ ๒๐-๓๐ บาท ช่วงกำไรดีๆ ขายเข่งละถึง ๑๐๐ บาท

“ถึงขนาดเคยทำกำไรถึงปีละ ๒๐,๐๐๐ บาท  สิ่งที่ได้รับนอกเหนือจากกำไร คือ ความสนิทสนมคุ้นเคยกับชาวบ้าน เนื่องจากผมเป็นคนอัธยาศัยดี เป็นกันเองกับชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านเชื่อถือ หากมีสินค้าก็จะหาบมาส่งถึงร้านที่ประตูเชียงใหม่ แม้จะมีผู้ค้ารายอื่นขอซื้อราคาแพงกว่าก็ไม่ขาย  นำมาขายให้ผมโดยตรง

“คราวหนึ่ง ขากลับเห็นชาวบ้านนำไข่ไก่วางขาย  สอบถามราคา  ๒  ฟองราคา ๓ สตางค์จึงซื้อใส่กระเป๋ากางเกงมาที่บ้านที่ประตูเชียงใหม่  ขายต่อ ๔ สตางค์มีกำไร ๑ สตางค์  เห็นได้ว่า แค่นี้ก็ได้กำไรแล้วจะค้าทุกอย่างหากมีกำไร  ยกเว้นของผิดกฎหมายจะไม่ทำเด็ดขาด  สมัยก่อนนั้นมักมีการค้าฝิ่น  มีผู้ชักชวนให้ร่วมค้าฝิ่นด้วย ตอนนั้นทำโรงงานกระดูกป่นอาจขนไปกับรถบรรทุกกระดูกป่น  แต่ผมไม่ยอมทำ  เนื่องจากเกรงเสียชื่อเสียงหากถูกจับกุม และครอบครัวจะลำบาก  คราวหนึ่งลูกค้าที่รับซื้อกระดูกป่น นำฝิ่นปนไปกับกระสอบกระดูกป่นและถูกตำรวจตรวจค้นพบที่เขตอำเภอเมืองลำพูน  ผมถูกเรียกไปสอบสวนเนื่องจากทราบว่ากระดูกป่นซื้อมาจากโรงงานของผม  แต่เนื่องจากไม่มีประวัติด้านนี้  ทำให้ไม่ถูกเพ่งเล็งหรือต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

“อายุ ๑๔ ปี ครั้งหนึ่งเคยถูกคนร้ายชิงทรัพย์  ประมาณบ่าย ๒ โมงขณะนำปลาทู ปลากรอบ ปลาย่าง ปลาเค็ม ตระเวนขายตามบ้านที่บ้านแม่เหียะ เขตติดต่ออำเภอเมืองเชียงใหม่กับอำเภอหางดง โดยบรรทุกรถจักรยาน มีเข่งไว้ด้านหน้ารถ มีโจร ๓ คน มาผลักให้รถล้มและกดคอ ฉีกกระเป๋าเงินแย่งเงินจากกระเป๋าไปได้ประมาณ ๗-๘ แถบ”

สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ เถ้าแก่ชิวจั๊วจำต้องอพยพไปอยู่กรุงเทพฯ ได้พบภรรยาและแต่งงาน ต่อมากลับมาสร้างฐานะที่เชียงใหม่.

 ภาพประกอบ : ถนนข่วงเมรุข้างร้านเชียงใหม่ใจดี

พ.ต.อ.อนุ  เนินหาด

ผกก.สภ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่