หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านกาดหลวง(๑๖)

Author by 4/10/13No Comments »

ที่ตรอกเล่าโจ๊วด้านหลังร้านเชียงใหม่ใจดี ร้านหนึ่งในอดีต คือ ร้านโล้วกี่เส็ง ตระกูล เลิศธนะโภค

ร้านโล้วกี่เส็ง เริ่มจากนายกีเฮา แซ่โล้ว อพยพมาจากประเทศจีนมาอยู่เมืองเชียงใหม่เมื่ออายุ ๑๔ ปี นายกีเฮามากับพี่ชายรวม ๒ คน มาอยู่กับญาติและมีแผงค้าขายที่ตลาดวโรรส ขายปลาแห้ง ผลกำไรจากการค้าขายได้ส่งให้ภรรยาที่เมืองจีน  นายกีเฮาเดินทางกลับประเทศจีนระยะหนึ่งต่อมาภรรยาได้เสียชีวิตลง จึงได้อยู่กินกับน้องสาวของภรรยาเดิมชื่อ นางเค็ง  แซ่เอี๊ยกและได้พามาอยู่ด้วยกันที่เมืองเชียงใหม่  รุ่นลูกรวม ๘ คน คือ

๑.นางหุยฮวง แซ่โล้ว                           ๒.นายอภินันท์  เลิศธนะโภค

๓.นายแพทย์อนุพันธ์ เลิศธนะโภค              ๔.นายพรชัย  เลิศธนะโภค

๕.นางวิมลวรรณ  สมิทธิกุล                    ๖.นายวีระพงษ์  เลิศธนะโภค

๗.นางนุชจรีย์  เลิศธนะโภค                    ๘.นายอุดมศักดิ์  เลิศธนะโภค

นายอภินันท์  เลิศธนะโภค  ปัจจุบันอายุ ๖๖ ปี ให้ข้อมูลการสร้างฐานะของรุ่นพ่อว่า

“มาครั้งที่สอง  เตี่ยผมยังคงค้าขายที่ตลาดวโรรสและเช่าห้องอยู่ตรอกเล่าโจ๊วด้านหน้าติดตลาดวโรรส  ด้านหลังติดตรอกเล่าโจ๊ว สมัยก่อนห้องแถวมักหันหน้าเข้าหาตลาดเพื่อเปิดหน้าร้านค้าขาย  ที่ร้านขายกะปิ ปลาร้า ปลาทูเค็ม ปลาบ่วง(ปลาช่อนแห้ง) วุ้นเส้นและของชำอื่น ใช้ชื่อว่า ร้านโล้วกี่เส็ง  ขณะนั้นร้านติดกันคือ ร้านฮั้วง่วนจั่น เจ้าของชื่อ เสี่ยกี  ภายหลังย้ายไปอยู่ด้านนอกติดถนนวิชยานนท์เปลี่ยนชื่อเป็นร้านตันตราภัณฑ์  ถัดไป คือร้านแสงเจริญ, ร้านซิ้มชุ่ยไช้, ร้านอั้งยิ่งเฮง, มุมถนนเป็นร้านตั้งฮั่วง้วน มีหลงจู๊คุม สมัยนั้นบางร้านแม้ขายสินค้าเหมือนกัน  แต่ก็ไม่ใช่คู่แข่งกัน  ร้านไหนสินค้าหมดก็ไปขอซื้อราคาทุนจากร้านข้างเคียงได้ ตอนค่ำเปิดร้านก็แวะเวียนไปมาหาสู่กัน

“ห้องแถวเดิมถูกไฟไหม้เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑  หลังไฟไหม้มีการสร้างอาคารใหม่  ครอบครัวผมย้ายมาเช่าตึกแถวของนายเกรียง ฝั่งตรงกันข้ามรวม ๒ ห้อง ต่อมาโยกย้ายมาซื้ออยู่ถัดไปทางทิศใต้ในตรอกเล่าโจ๊ว เจ้าของเดิมคือ ร้านขายยาวิชยานนท์มี  ๘ ห้อง เป็นตึกแถวซื้อคนละครึ่งกับร้านโง้วย่งฮง เจ้าของชื่อนายมงคล  ยงศิริวัฒน์ มีร้านขายน้ำตาลที่ตลาดเมืองใหม่  ร้านใหม่ตั้งชื่อว่า ร้านสุทธิภัณฑ์ เตี่ยมาเสียหลังไฟไหม้ตลาดไม่นาน”

รุ่นลูกคนหนึ่งเรียนจบคณะแพทย์ศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือ นายแพทย์อนุพันธ์ เลิศธนะโภค เล่าเกี่ยวกับบรรยากาศที่ตรอกเล่าโจ๊วว่า

“ผมเกิดปี พ.ศ.๒๔๙๒ เกิดมาครอบครัวก็ตั้งหลักตั้งฐานได้แล้ว ไม่ต้องลำบากเหมือนรุ่นพ่อแม่ พ่อผมเป็นคนค้าขายเก่ง  ห้องเช่าของครอบครัวผมติดร้านซิมชุ่ยไช้ของตระกูล      บูรณุปกรณ์ และติดร้านแสงเจริญ  ที่ร้านขายปลาเค็ม พ่อรับปลาเค็มมาจากอำเภอบางมูลนาค จังหวัดพิจิตร  มีเพื่อนพ่อที่นั่นส่งปลามาให้เรา มักเป็นปลาช่อนแห้งที่เรียกว่าปลาบ่วง  เมื่อจะทำเป็นกับข้าวก็นำมาทอดกินกับข้าวเหนียวได้ สมัยก่อนนิยมกันมาก งานรดน้ำดำหัวคนสูงอายุมักนำปลาบ่วงไปมอบหรือจะจีบลูกสาวบ้านไหนเขาก็นำปลาบ่วงไปเป็นของฝาก นอกจากนี้ที่ร้านขายปลาทูเค็ม มีปลาเยอะมาเป็นเข่งๆ  ปลาแห้งจะส่งมาทางรถไฟ พ่อจะปั่นสามล้อแดงไปรับที่สถานีรถไฟ  ต่อมาให้ลูกจ้างปั่นไปรับแทน

“ร้านค้าอยู่ฝั่งตลาดวโรรส  ฝั่งตรงข้ามพ่อเช่าห้องไว้ให้ครอบครัวอยู่อาศัย เช่นเดียวกับตระกูลบูรณุปกรณ์ที่เช่าห้องอยู่ข้างเคียงห้องเรา

“ผมเข้าเรียนโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัยตั้งชั้นประถมจนถึงมัธยมต้นแล้วไปเรียนต่อโรงเรียนเตรียมอุดมที่กรุงเทพฯ ๒ ปี และสอบเข้าแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ แต่ปีแรกพ่อผมเสียชีวิต ต้องดรอปไว้ก่อนและออกมาช่วยครอบครัวค้าขาย  เรียนจบแพทย์ปี พ.ศ.๒๕๒๐ เรียนแบบใช้ทุนส่วนตัวเรียนเงินจากครอบครัว จบแพทย์แล้วไม่ต้องทำงานราชการใช้ทุน  ปกติต้องทำงานใช้ทุน ๓ ปี  ผมจบรุ่น ๑๒ ในรุ่นเดียวกันมี ๖๕ คน จบแพทย์มาแล้วออกมาเปิดคลินิกส่วนตัวที่ถนนราชวงศ์  ตึกนี้พ่อซื้อไว้ให้  แม้จบแพทย์แต่ผมชอบค้าขายแบบรุ่นพ่อแม่ ชอบเก็บเงินซื้อที่ดินเพราะคิดว่าราคาจะเพิ่มขึ้นทุกวัน  สมัยก่อนที่ดินถูก  ที่ดินสายอำเภอหางดงไร่ละ ๕,๐๐๐ บาท ติดถนนไร่ละ ๑๐,๐๐๐ บาทเท่านั้นเอง ผมซื้อเก็บไว้บ้าง”

นอกจากนี้ในอดีตร้านค้าร้านหนึ่งที่เคยเริ่มต้นสร้างฐานะที่นี่ คือ ร้านซิมชุ่ยไช้ ตระกูล บูรณุปกรณ์

ร้านซิมชุ่ยไช้ เริ่มจากเถ้าแก่ไช้  แซ่ซิ้ม ภรรยาคือ แม่จิตรา  แซ่เฮ้ง เป็นชาวลำพูน  เถ้าแก่ไช้ เกิดที่จังหวัดสมุทรปราการ รุ่นพ่ออพยพมาจากประเทศจีน วัยหนุ่มเถ้าแก่ไช้เดินทางมาเริ่มสร้างฐานะที่เมืองเชียงใหม่ เริ่มจากการเป็นลูกจ้างร้านค้าอื่นระยะหนึ่ง  เมื่อพอมีทุนได้แยกออกมาเช่าแผงขายของอยู่ที่ตลาดวโรรส ต่อมาจึงเปลี่ยนมาเช่าห้องแถวไม้อยู่ตรอกเล่าโจ๊ว ใช้อยู่อาศัยและเปิดหน้าร้านขายของชำ นอกจากนี้ได้เช่าตึกแถวด้านหน้าติดตลาดวโรรส เปิดขายของชำ

รุ่นลูกรวม ๑๑ คน คือ

๑.นายชัยทัศน์     บูรณุปกรณ์                  ๒.นายพรทัศน์    บูรณุปกรณ์

๓.นางสมจิตร      บูรณุปกรณ์                 ๔.นางสมพร      สุวรรณธนาทิพย์

๕.นางสมร        พาณิชย์พิศาล               ๖.นายประพันธ์   บูรณุปกรณ์

๗.นางอารีย์       อุดมศิริธำรง                ๘.นายวิชิต         บูรณุปกรณ์

๙.น.ส.วิไล          บูรณุปกรณ์  ๑๐.นายบุญเลิศ  บูรณุปกรณ์  ๑๑.นายปกรณ์   บูรณุปกรณ์

นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์  เคยให้ข้อมูลไว้ในหนังสือผู้จัดการเกี่ยวกับการเริ่มต้นสร้างฐานะของตระกูลบูรณุปกรณ์ว่า  เล่าความเป็นมาของธุรกิจครอบครัวที่กว่าจะก้าวย่างมาถึงทุกวันนี้ว่า เริ่มต้นมาจากครอบครัวคนจีนที่มีฐานะยากจน มีต้นตระกูลคือ “นายใช้” ผู้เป็นพ่อที่เดินทางจากเมืองจีนมาปักหลักอยู่เชียงใหม่เปิดร้านขายของชำชื่อ “ซิมชุ่ยไช้” อยู่ย่านกาดหลวง กับ นางจิตราผู้เป็นแม่ และมีลูกๆ อีก ๑๑ คน ช่วยเหลือกิจการของร้านเล็กๆ แห่งนั้น คือ

จนกระทั่งต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๑๒ พ่อเห็นว่ากิจการร้านขายของชำมีแนวโน้มไม่ดี จึงตัดสินใจขยายกิจการด้วยเปิดร้านขายผ้าพื้นเมืองชื่อ “ทัศนาภรณ์” ย่านถนนท่าแพ รับผ้าพื้นเมืองจากแหล่งต่างๆ เช่น ป่าซาง(ลำพูน) หรือสันกำแพง(เชียงใหม่) มาขาย ซึ่งนับว่าเป็นจุดเปลี่ยนหนึ่งที่ทำให้ครอบครัวมีฐานะดีขึ้นตามลำดับและมีเงินที่ได้จากการค้าขายมากพอสำหรับที่จะนำไปลงทุนต่อยอดธุรกิจเพิ่มเติม

ทั้งนี้ในปี พ.ศ.๒๕๑๘ ซึ่งเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง ภายในครอบครัวได้มีการหารือกันว่าเป็นโอกาสที่ดีทางธุรกิจที่จะเปลี่ยนแนวการขายสินค้า ซึ่งเวลานั้นเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้เริ่มเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างมาก จึงได้ตัดสินใจเปลี่ยนจากร้านขายผ้ามาร่วมกันตั้งโรงงานเฟอร์นิเจอร์ไม้ขึ้นในนาม “เชียงใหม่ทัศนาภรณ์” ย่านถนนเชียงใหม่-สันกำแพง เพื่อจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูง

ปรากฏว่าผลประกอบการดีเกินคาด สามารถจำหน่ายได้เป็นจำนวนมากและกำไรสูง เพราะไม่มีคู่แข่ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเป็นเจ้าแรกของเชียงใหม่ด้วย ส่งผลทำให้กิจการของตระกูลบูรณุปกรณ์เติบโตอย่างรวดเร็ว รวมทั้งการเข้าเทคโอเวอร์ บริษัทเชียงใหม่สุดาลักษณ์ จำกัด โรงงานเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ใหญ่กว่าของตัวเองถึง ๓ เท่าในปี พ.ศ.๒๕๓๕ ทำให้แทบจะเรียกได้ว่าตระกูลบูรณุปกรณ์ได้ผูกขาดธุรกิจนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับการประกาศตัวเป็นผู้ส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไม้สักอันดับหนึ่งของประเทศ

ในระหว่างที่ธุรกิจของครอบครัวเติบโตอย่างต่อเนื่องนี้เอง กลุ่มพี่น้องจึงได้ทำการขยายโรงงานเพิ่มเติมอีก ๔-๕ แห่งในย่านถนนเชียงใหม่-สันกำแพงเช่นเดียวกัน เพื่อทำการผลิตเครื่องเขิน เครื่องทองเหลือง เครื่องเงิน ทำร่ม รวมทั้งทำร้านจำหน่ายของที่ระลึกในย่านเดียวกันภายใต้แนวความคิดที่ว่านักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวเชียงใหม่ทุกคนจะต้องเอาเงินมาซื้อสินค้าที่ผลิตโดยกลุ่ม “บูรณุปกรณ์”

หลังจากทำรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำจากธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ไม้ส่งออกแล้ว

ในปี พ.ศ.๒๕๓๘ กลุ่มบูรณุปกรณ์ที่นำโดย “บุญเลิศ” ได้กระโดดเข้าสู่ธุรกิจโรงแรม ด้วยการสร้างโรงแรมขนาด ๔๐๐ ห้อง ย่านถนนช้างคลาน ชื่อ “ดิ เอ็มเพรส” ซึ่งเมื่อเห็นว่ากิจการไปได้ดีจึงลงทุนสร้างโรงแรมเพิ่มอีกหนึ่งแห่ง ชื่อ “เดอะปาร์ค” ตั้งอยู่บนถนนเส้นเดียวกันนี้เอง รวมทั้งยังได้ทำการปรับปรุงตึกแถว ๕ ชั้นที่มีอยู่บริเวณไนท์บาซาร์เป็นโรงแรมด้วยในชื่อ “ดาวน์ทาวน์อินน์” ซึ่งมาถึงจุดนี้เองที่เรียกได้ว่าธุรกิจของกลุ่มบูรณุปกรณ์เป็นแพ็จเกจครอบคลุมการท่องเที่ยวอย่างครบวงจรแล้ว

นอกจากนี้ธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ยังเป็นอีกหนึ่งธุรกิจสำคัญของตระกูลบูรณุปกรณ์ในนามของ “บริษัทช้างคลานพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด” ทำธุรกิจบ้านจัดสรร และค้าที่ดิน แต่ปัจจุบันอาจจะไม่ใช้ธุรกิจที่ร้อนแรงทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำแต่อย่างใด เพราะเป็นธุรกิจที่ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและจังหวะโอกาส(ผู้จัดการรายสัปดาห์,๓๐ ก.ย.๒๕๔๘).

 

**ภาพ ตรอกเล่าโจ๊วด้านติดตลาดวโรรสที่หลายตระกูลเริ่มต้นและสร้างฐานะได้ที่นี่

 

พ.ต.อ.อนุ  เนินหาด

ผกก.สภ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่