หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านกาดหลวง(๑๘)

Author by 16/11/13No Comments »

          จากปากตรอกเล่าโจ๊วด้านถนนวิชยานนท์ไปทางตะวันออกเป็นทางเข้าตลาดวโรรสด้านทิศใต้

          ตึกแถว ๓ ชั้นริมตลาดวโรรส  มีประวัติว่าสร้างเสร็จในปี พ.ศ.๒๔๘๔  ก่อนที่ทหารญี่ปุ่นจะเดินทางมาถึงเชียงใหม่เพื่อเป็นเส้นทางเข้าประเทศพม่าอยู่ไม่กี่เดือน  แม้บางคนจะกังวลเรื่องสงครามโลกครั้งที่๒ ที่เพิ่งเริ่มต้น  แต่การจับจองเช่าห้องแถวตลาดวโรรสก็ยังคึกคัก ไม่กี่วันตึกแถวด้านตะวันออกก็มีคนเช่าเต็มหมด

ตึกแถวเป็นอาคารคอนกรีตผสมไม้ เสาเป็นคอนกรีต ฝาเป็นไม้

ผู้ที่เป็นผู้จัดการสมัยนั้น คือ เจ้าพงษ์อินทร์  ณ เชียงใหม่

ต่อมาเมื่อกลุ่มตระกูล “นิมมานเหมินท์” ได้ซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของตลาดวโรรสทำให้มีสิทธิ์เข้าบริหารตลาดวโรรสแทนตระกูล ณ เชียงใหม่

ถัดจากร้านวิมลนาฬิกาไปทางตะวันออกเป็น ร้านทองย่งฮงล้ง ใช้นามสกุล “ติยะวรบุญ”

          ร้านนี้เริ่มเมื่อ ปี ..๒๔๙๗ โดยนายสุจิตร  ติยะวรบุญ และภรรยา แยกมาเซ้งตึกสองชั้นที่ถนนวิชยานนท์และตั้งร้านทอง ชื่อ “ย่งฮงล้ง”

ก่อนหน้านี้ค้าขายทองอยู่ร่วมกับรุ่นพ่อแม่อยู่ที่ถนนช้างม่อย ชื่อ ร้านทองย่งไท้ฮวด

ส่วนอาชีพค้าขายทองนั้นเริ่มมาจากรุ่นพ่อ คือ นายซือเม้ง  แซ่เตี๋ย อพยพจากเมืองจีนมาอยู่เมืองลำปาง ประกอบอาชีพค้าขาย ต่อมาแต่งงานกับนางเพ็กลั้ง และระยะเวลาต่อมาครอบครัวได้โยกย้ายมาค้าขายอยู่เมืองเชียงใหม่ โดยเปิดร้านขายทองที่ถนนวิชยานนท์ ตรงข้ามโรงแรมไท้เผ็งในอดีต ใช้ชื่อว่า “ร้านย่งไท้ฮวด” ส่วนนายซือเม้ง ยังคงเดินทางไปคุมการค้าขายที่เมืองลำปางอยู่  รุ่นลูกมี ๖ คน

ต่อมาร้านขายทอง ย่งไท้ฮวด ย้ายไปอยู่ที่ถนนช้างม่อย ใกล้ธนาคารกสิกรไทยในปัจจุบัน  ผู้ที่สืบทอดร้านทองต่อมาคือ นายสุจิตร  ติยะวรบุญ

นายสุจิตร ติยะวรบุญ ปัจจุบันอายุ ๘๔ ปี วัยเด็กบิดาส่งไปเรียนหนังสือที่ประเทศจีน ต่อมากลับมาช่วยครอบครัวค้าขายอยู่เชียงใหม่ และแต่งงานกับนางสุรางค์  สกุลเดิม สุวรรณพัฒนา ชาวอำเภอสันป่าตอง

ปี พ.ศ.๒๔๙๗ นายสุจิตร  ติยะวรบุญ และภรรยา แยกมาเซ้งตึกสองชั้นที่ถนนวิชยานนท์และตั้งร้านทอง ชื่อ “ย่งฮงล้ง” รุ่นลูกมี ๖ คน เป็นชาย ๓ คนและหญิง      ๓ คน

นายสุจิตร เล่าว่าสมัยนั้นตึกเก่าก่อนไฟไหม้เป็นตึกสองชั้น แถวเดียวกันนี้มี ๖ ห้อง ร้านทองย่งฮงล้งของนายสุจิตรเซ้งรวม ๒ ห้อง ร้านพรหมชนะ ๒ ห้องและร้านฉั่วเป่งฮวด ๒ ห้อง เลยไปเป็นห้องแถวที่ชั้นล่างเป็นตึก ชั้นบนเป็นไม้ การจ่ายเงินสมัยนั้น จ่ายกับเจ้าพงษ์อินทร์  ณ เชียงใหม่ มีสำนักงานอยู่ในตลาด  ต่อมาเกิดเพลิงไหม้ใหญ่เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑  เจ้าของตลาดได้สร้างอาคารขึ้นใหม่ ขายให้คนที่เคยอยู่เดิม ห้องติดประตูตลาดราคาห้องละ ๘ แสนบาทและห้องถัดมาราคา ๗ แสน ๕ หมื่นบาท ซึ่งนายสุจิตร  ติยะวรบุญได้ซื้อไว้ ๒ ห้องและเปิดร้านทองเช่นเดิม

          ถัดไปทางทิศเหนือเคยเป็น “ร้านพรหมชนะ”

          ร้านพรหมชนะ เจ้าของคือ แม่เขียวและบุตรสาว ๒ คน คือ นางพิมพ์พรรณ  พรหมชนะ(ต่อมาแต่งงานกับนายแพทย์ระเบียบ  ฤกษ์เกษม)และนางพิมพ์พินันท์  พรหมชนะ(ต่อมาแต่งงานกับนายวินิจ  ตันสุหัช) ขายเสื้อผ้าพื้นเมือง ผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้าซิ่น ร่ม ของบที่ระลึก เครื่องไม้สักแกะสลักทำเป็นขันน้ำ พานรอง พวงกุญแจ ช้างไม้  ร้านพรหมชนะมักส่งสาวงามเข้าประกวดนางสาวเชียงใหม่และนางสาวถิ่นไทยงาม  หลังจากนั้นจะให้สาวงามมาประจำที่ร้านคอยทักทายลูกค้า  ทำให้มีลูกค้าทั้งหนุ่มชาวเชียงใหม่และนักท่องเที่ยวเข้ามาในร้านและซื้อของมากขึ้น  เมื่อครบปีก็จะเปลี่ยนนำสาวงามที่ได้รางวัลคนใหม่มาประจำที่ร้านแทนคนเก่า

          ต่อมาปี ..๒๕๐๕ ร้านพรหมชนะเลิกกิจการ  เซ้งต่อให้กับนายสนั่น  สุวรรณพัฒนา เปิดร้านทองชื่อ “ร้านทองเซ่งเฮงล้ง”

ร้านทองเซ่งเฮงล้ง เริ่มเปิดเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๕ รวม ๒ ห้องที่ถนนวิชยานนท์แห่งนี้ โดยนายสนั่น  สุวรรณพัฒนาและภรรยาชื่อ อุ๊ยน้อย สกุลเดิม ไชยทองศรี  เปิดร้านทองให้บุตรชาย ๒ คนดำเนินกิจการ คือนายสุธีร์  สุวรรณพัฒนาและน้องชาย คือ นายสุทิน  สุวรรณพัฒนา

นายสนั่น และอุ๊ยน้อย  สุวรรณพัฒนา เดิมค้าขายอยู่ที่ตลาดอำเภอสันป่าตอง มีร้านค้าใหญ่ขายของชำ  ก่อนหน้านี้บุตรหญิงของนายสนั่น คือ นางสุรางค์ มาแต่งงานกับนายสุจิตร ติยะวรบุญและเปิดร้านขายทองย่งฮงล้งที่ตลาดวโรรส  หลังจากนั้นนางสุรางค์ ได้ชักชวนนายสนั่น และน้องชายทั้งสองคน มาเปิดร้านทองด้วย

ร้านทองเซ่งเฮงล้ง ดำเนินกิจการโดยนายสุธีร์  สุวรรณพัฒนาและนายสุทิน  สุวรรณพัฒนา  ต่อมานายสุธีร์แต่งงานกับนางสุพร  สกุลเดิม พันธ์เจียรแสง ซึ่งรุ่นพ่อเคยทำงานกับเถ้าแก่โอ๊ว ทำงานโรงต้มกลั่นสุราที่เชียงใหม่ต่อมาย้ายไปเชียงรายและไปตั้งรกรากที่จังหวัดพะเยา เปิดร้านขายทองให้ลูกชายชื่อ ร้านเจริญแสง

หลังแต่งงานเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๘  นางสุพร มาช่วยเหลือด้านการค้าทองที่ร้านเซ่งเฮงล้งเรื่อยมา จนเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑ ร้านทองเซ่งเฮงล้ง ย้ายไปเช่าตึกของหมอจันแดงที่ใกล้แม่น้ำปิงเปิดขายทองชั่วคราว จนเมื่อตลาดวโรรสสร้างอาคารพาณิชย์เสร็จ อาจารย์ไกรศรี  นิมมานเหมินท์ ผู้บริหารได้ให้สิทธิ์คนที่เคยอยู่เดิมมีสิทธิ์ซื้อก่อน  นายสนั่น  สุวรรณพัฒนาจึงซื้อไว้รวม ๒ ห้อง ราคาห้องละ ๗ แสน ๕ หมื่นบาทและเปิดร้านทองใช้ชื่อ เซ่งเฮงล้ง เช่นเดิม

ต่อมาเมื่อนายสุทิน  สุวรรณพัฒนาแต่งงานจึงได้แยกครอบครัวเปิดร้านจำหน่ายเพชรด้านตะวันออกชื่อ ร้านเพชรสุวรรณ

ถัดไปทางทิศตะวันออก  ในอดีตก่อนไฟไหม้เคยเป็นร้านฉั่วเป่งฮวด

          ร้านฉั่วเปงฮวดเริ่มต้นจากนายเจียกกัง  แซ่ฉั่ว อพยพมาจากประเทศจีนมาค้าขายอยู่ที่ตลาดวโรรสต่อมาแต่งงานกับนางเพ็กแช(ชื่อไทย คือ สมพร สกุลเดิม อาภาวัชรุตม์) บุตรหญิงของนายเชียงปู่  แซ่เตียและนางหนึ้ง  แซ่ตั้ง เจ้าของร้านเตี่ยจี่เซ้ง(ปัจจุบันคือร้านเชียงใหม่ใจดี)

ครอบครัวของนายเจียกกัง เช่าตึกแถว ๒ ชั้นอยู่ที่ตลาดวโรรส ถนนวิชยานนท์ เปิดร้านขายของใช้ในบ้านและอุปกรณ์ก่อสร้าง จำพวกตะปูขนาดต่างๆ ฆ้อน เสียม จอบ เชือกป่านมะนิลา ตำเกียงน้ำมันก๊าด กรรไกร มีดเดินป่า มีดดาบ เชี่ยนหมาก ครกตำหมาก เตาไฟ เข็มเย็บผ้า กระดาษสา กระดานชนวน โอ่งน้ำ หมวกชาวนา เคียวเกี่ยวข้าว ผ้าถุง ผ้าขาวม้า

ต่อมาเปลี่ยนมาขายเสื้อผ้าพื้นเมือง ผ้าไหม และของที่ระลึก สินค้าในร้านมักไปเลือกและสั่งซื้อที่อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน  ต่อมาประมาณปี พ.ศ.๒๕๐๗ นายเจียกกัง เห็นว่าถนนท่าแพเป็นแหล่งที่นักท่องเที่ยวมาซื้อของที่ระลึกกันมาก จึงย้ายร้านไปเช่าตึกแถวอยู่หน้าธนาคารกรุงไทย ถนนท่าแพ  เปิดร้านชื่อ “ร้านโชติวัฒนา” ขายเสื้อผ้าพื้นเมือง ผ้าไหมและของที่ระลึกอื่นๆ  ภายหลังเมื่อบุตรหญิง คือ ท.พ.หญิงวิภาพร จบคณะทันตแพทย์แล้ว ได้เปลี่ยนร้านค้าเป็นคลินิกทันตลักษณ์  ต่อมาจึงย้ายไปอยู่ซอยเวียงบัว ย่านช้างเผือก

รุ่นลูกที่รับราชการ คือ นายปริญญา  โชติวิศรุต อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคพายัพ,นางพวงรัตน์  ธนตระกูล อดีตนักสังคมสงเคราะห์ที่จังหวัดสงขลา, นางศรีบุศย์  ชูติวัตร เคยรับราชการอยู่ฝ่ายงานคลัง เทศบาลนครเชียงใหม่, ท.พ.หญิงวิภาพร  กุยยกานนท์ อดีตอาจารย์คณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(ชีวิตวัยเด็กที่ตลาด,พวงรัตน์ ธนตระกูล,เรื่องเล่าจาวกาดเล่ม ๑)

ถัดไป คือร้านบุญส่งพานิช เจ้าของคือ นายบุญส่ง แซ่โค้ว แต่งงานกับนางเอมอร(เอ็ง) บุตรหญิงของนายเองล้ง  แซ่เล็กและนางบัวหอม ด้านนางเอมอรเป็นพี่สาวคนโตในจำนวนพี่น้อง ๑๐ คน เล่ากันว่าสมัยที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ นายบุญส่งและนางเอมอรมีธุรกิจค้าขายกับทหารญี่ปุ่นจนสามารถสร้างหลักฐานได้มั่นคง  ร้านบุญส่งพานิชต่อมาได้มอบหมายให้น้องชายของนางเอมอร คือนายชาญ ปัทมอดิศัย ช่วยดูแลกิจการร้านค้า

ถัดมาทางใต้เคยเป็นร้านซิงกวง ตระกูล “อาภาวัชรุตม์”

          ร้านซิงกวง จำหน่ายรองเท้าหลากหลายชนิด โดยเฉพาะเป็นตัวแทนจำหน่ายรองเท้ายี่ห้อนันยางที่ได้รับความนิยมมาก

ร้านซิงกวง เริ่มต้นจากนายอาวเอี่ยงค่ายหรือนายค่าย  อาภาวัชรุตม์ อพยพมาจากประเทศจีนเมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๑ ขณะอายุ ๑๙ ปี เริ่มต้นทำงานที่ร้านของพี่ชาย ชื่อร้านจินเฮงฮวด ค้าขายข้าวสาร ยาสูบและสุรา  ต่อมานายค่ายแต่งงานกับนางพยงค์ สกุลเดิม ตียพันธ์ บุตรหญิงของนายเชียงปู่และนางหนึ้ง เจ้าของร้านเตียจี้เซ้ง(ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นร้านวัฒนภัณฑ์).

 

* ภาพ ร้านทองย่งฮงล้ง ติดประตูเข้าตลาดวโรรสด้านทิศใต้

 

พ.ต.อ.อนุ  เนินหาด

ผกก.สภ.แม่แจ่ม เชียงใหม่