หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านกาดหลวง(๑)

Author by 2/08/13No Comments »

ย่านกาดหลวงนี้ หมายถึงละแวกตลาดวโรรสและตลาดต้นลำไย ซึ่งเป็นย่านการค้าที่สำคัญตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน หลากหลายตระกูลในเมืองเชียงใหม่มักเริ่มต้นสร้างฐานะที่ย่านกาดหลวงแห่งนี้

ย่านกาดหลวงตั้งอยู่ระหว่างทิศตะวันออกของกำแพงเมืองเชียงใหม่กับ      แม่น้ำปิง

บริเวณนี้เดิมเป็นพื้นที่สุสานของเจ้านายฝ่ายเหนือ คราวที่พระเจ้าอินทวิชยานนท์ได้ถึงแก่พิราลัยในปี พ.ศ.๒๔๓๙ ได้มีการเตรียมการพระราชทานเพลิงศพ ณ สุสานข่วงเมรุแห่งนี้ แต่มีปัญหาชาวบ้านได้ปลูกบ้านรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่สุสาน เจ้าแก้วนวรัฐ สมัยที่เป็นเจ้าราชวงศ์ได้นำเงินส่วนตัวซื้อบ้านเรือนที่รุกล้ำจ่ายค่ารื้อถอนและปรับให้เป็นลานกว้างเพื่อใช้เป็นสถานที่พระราชทานเพลิงศพของพระราชบิดา

เมื่อเสร็จงานราชพิธีฯ ในปี พ.ศ.๒๔๔๔ เจ้าแก้วนวรัฐได้จัดพื้นที่ส่วนหนึ่งบริเวณข่วงเมรุ สร้างตลาดสดแม่ข่าหรือตลาดสดข่วงเมรุ เป็นตลาดสดสำหรับชุมชนที่อยู่นอกกำแพงเมือง

ต่อมาเจ้าแก้วนวรัฐ ได้ขายกิจการให้กับเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๘ ปรับปรุงตลาดและใช้ชื่อตลาดตามพระนามของพระองค์ว่า “ตลาดวโรรส”

ต่อมาเมื่อพระราชชายาเจ้าดารารัศมีเสด็จกลับมาเยือนพระนครเชียงใหม่ในปี พ.ศ.๒๔๕๒ เห็นว่าพื้นที่โล่งบริเวณสุสานข่วงเมรุที่อยู่ใกล้ตลาดมีพระอัฐิเจดีย์หรือกู่ที่บรรจุพระอัฐิของอดีตเจ้าหลวงและพระญาติผู้ใหญ่ตั้งไว้กระจัดกระจายไปทั่วดูไม่เป็นระเบียบและไม่เหมาะสม จึงโปรดให้รวบรวมอัญเชิญพระอัฐิไปบรรจุพระอัฐิเจดีย์ใหม่ที่วัดสวนดอก มีการจัดเรียงลำดับพระญาติไว้เป็นหมวดหมู่ พร้อมทั้งประกอบพิธีทางศาสนาครั้งใหญ่ นอกจากนี้โปรดให้มีการจัดงานมหกรรมฉลองพระอัฐิเจดีย์ถึง ๑๕ วัน ๑๕ คืน(ตลาดวโรรสในรอบศตวรรษ,เสรินทร์ จิรคุปต์,เรื่องเล่าจาวกาดเล่ม    ๗,๒๕๕๓)

เมื่อเสร็จสิ้นงานฉลองพระอัฐิ พระราชชายาฯ ตระหนักถึงการปฏิรูปการปกครองของสยามในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งมีผลกระทบต่ออำนาจและรายได้ของเจ้านายฝ่ายเหนือ จึงดำริที่จะขยับขยายตลาดแม่ข่าหรือตลาดข่วงเมรุให้กว้างขวางขึ้นเพื่อจะได้จัดเก็บค่าเช่าตลาดให้มีรายได้พอเลี้ยงชีพแก่วงศาคณาญาติเจ้านายฝ่ายเหนือสืบไป ในปี พ.ศ.๒๔๕๓ พระราชชายาฯ ใช้ทุน ๑,๘๐๐ รูปีที่กู้มาจากพระคลังข้างที่นำมาสร้างตลาดวโรรสและแบ่งหุ้นเป็น ๒,๕๐๐ หุ้น แบ่งให้เจ้านายพระญาติเพื่อให้มีรายได้พอเลี้ยงชีพ(ประวัติศาสตร์ล้านนา,สรัสวดี อ๋องสกุล)

ปลายปี พ.ศ.๒๔๕๒ พระราชชายาเจ้าดารารัศมีเสด็จกลับพระนคร เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๘ ได้ถึงแก่พิราลัย ตลาดวโรรสเป็นมรดกตกทอดสู่เจ้าเลาแก้ว ตำแหน่งเจ้าราชบุตร ผู้เป็นทายาท

ล่วงผ่านมา ๑๐ ปี ในปี พ.ศ.๒๔๖๒ เจ้าทิพเนตร พระมารดาของเจ้าเลาแก้ว ซึ่งขณะนั้นมีตำแหน่งเป็นเจ้าราชวงศ์ได้ถึงแก่อนิจกรรม เจ้าเลาแก้วประสงค์ที่จะจัดงานศพให้สมเกียรติ จึงขอให้เจ้าแก้วนวรัฐ นำเอาตลาดวโรรสไปจำนองไว้กับขุนอนุสารสุนทรกิจ(บรรดาศักดิ์ในขณะนั้น) ต่อมาเมื่อครบกำหนดการไถ่ถอนไม่สามารถนำเงินมาไถ่ถอนได้ตามกำหนด

ขณะนั้นพระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้เสด็จกลับมาประทับที่เชียงใหม่แล้ว เมื่อทรงทราบแล้วจึงแก้ไขปัญหาด้วยการทูลขอกู้ยืมเงินจากรัชกาลที่ ๖ เป็นเงินจากกระทรวงพระคลังมหาสมบัติเป็นเงิน ๒๕๐,๐๐๐ บาทเพื่อรับซื้อตลาดวโรรสไว้เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนพระองค์ หลังจากนั้นได้เข้าบริหารตลาดวโรรส ได้ปรับปรุงสภาพตลาดโดยถมดินให้สูงขึ้น ยกพื้นก่ออิฐให้ผู้ค้าสามารถนั่งขายและสร้างทางเดินให้ผู้ซื้อ สร้างโรงตลาดมุงหลังคาให้ผู้ค้าขายเสื้อผ้าและสินค้าเบ็ดเตล็ดและสร้างห้องแถวให้ผู้ค้าเช่ารอบๆ ตลาด ส่งผลให้ตลาดวโรรสที่เคยเป็นแค่ตลาดขายเฉพาะช่วงเช้าเปลี่ยนมาเป็นขายได้ตลอดวัน

พระราชชายาฯ ได้จัดทำพินัยกรรมเฉพาะส่วนตลาดวโรรสระบุไว้ส่วนหนึ่งว่า “ผลประโยชน์ที่เก็บได้จากตลาดนี้แบ่งเป็นแปดส่วน คือ ให้แก่พวก ณ เชียงใหม่ ๖ ส่วน ไว้สำหรับบำรุงพระธาตุดอยสุเทพ ๑ ส่วน สำหรับบำรุงโรงเรียน ๑ ส่วน”

พระราชชายาฯสิ้นประชนม์เมื่อปลายปี พ.ศ.๒๔๗๖

ปี พ.ศ.๒๔๗๗ ทายาทสายสกุล “ณ เชียงใหม่” ผู้รับมรดกตลาดวโรรส ได้ร่วมกันจัดตั้งตลาดวโรรสในรูปบริษัท ใช้ชื่อว่าบริษัทเชียงใหม่พาณิชย์ จำกัด โดยจ้างนายคิวริเปิล ชาวอังกฤษ อดีตผู้จัดการบริษัทบอมเบย์เบอร์มา เป็นผู้จัดการ ขณะนั้นมีผู้ถือหุ้นเป็นคนตระกูล ณ เชียงใหม่ทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น ๓๒๕,๐๐๐ บาท    แบ่งเป็น ๓,๒๕๐ หุ้น

ต่อมาระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ปี พ.ศ.๒๔๘๔-๒๔๘๘ เจ้านายฝ่ายเหนือบางคนได้โอนขายหุ้นให้แก่ห้างหุ้นส่วนฯ อนุสารเชียงใหม่ ของหลวงอนุสารสุนทร ตระกูลนิมมานเหมินท์-ชุติมาเพื่อให้เข้าไปถือหุ้นร่วมพัฒนาบริหารตลาดวโรรส

ตลาดวโรรสมีการปรับปรุงครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๒ โดยทางห้างหุ้นส่วนฯอนุสารเชียงใหม่ติดต่อกรมโยธาธิการเทศบาลให้ทำการออกแบบตลาดวโรรสซึ่งได้มอบหมายให้ศาสตราจารย์อัน นิมมานเหมินท์ ทำการศึกษาออกแบบและร่วมก่อสร้างตลาดวโรรสแบบทันสมัย ในครั้งนั้นได้มีการออกแบบและก่อสร้างตลาดต้นลำไยในคราวเดียวกันด้วย

ต่อมาเมื่อต้นปี พ.ศ.๒๕๑๑ เกิดเพลิงไหม้ใหญ่ตลาดวโรรสและตลาดต้นลำไย รัฐบาลได้เวนคืนพื้นที่บางส่วนทำการขยายถนนวิชยานนท์และทางเท้า ทำให้พื้นที่ตลาดวโรรสจากเดิม ๖ ไร่คงเหลือเพียง ๔ ไร่ ส่วนตลาดต้นลำไยถูกเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างถนนเลียบแม่น้ำปิง พื้นที่เดิม ๕ ไร่เหลือเพียง ๓ ไร่เศษ

ระหว่างนั้นห้างหุ้นส่วนฯอนุสารเชียงใหม่และบริษัทอนุสาร จำกัดได้ซื้อหุ้นตลาดวโรรสของเจ้านายฝ่ายเหนือสกุล “ณ เชียงใหม่” ไว้เกินครึ่งของจำนวนหุ้นทั้งหมด คือ ๑,๗๒๐ หุ้น ในจำนวน ๓,๒๕๐ หุ้น หลังจากนั้นมีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อแจ้งฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่และถอดถอนกรรมการชุดเก่าออก แต่งตั้งนายไกรศรี นิมมานเหมินท์ เป็นประธานกรรมการบริษัทคนใหม่  เจ้าพงษ์อินทร์ ณ เชียงใหม่ ผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งได้ร้องต่อศาลให้สั่งให้การประชุมครั้งนั้นเป็นโมฆะเพราะไม่มีการลงมติในที่ประชุม

คดีความสิ้นสุดลงในปี พ.ศ.๒๕๑๒ เมื่อศาลตัดสินประนีประนอมให้เจ้าพงษ์อินทร์  ณ เชียงใหม่และกลุ่มเจ้านายฝ่ายเหนือขายหุ้นที่มีอยู่ให้แก่ฝ่ายผู้ถือหุ้นรายใหญ่ คือ ตระกูลนิมมานเหมินท์และชุติมา (นายทุนพ่อค้ากับการก่อและขยายตัวของระบบทุนนิยมในภาคเหนือของไทย พ.ศ.๒๔๖๔-๒๕๒๓,ปลายอ้อ  ชนะนนท์,๒๕๓๐)

การก่อสร้างตลาดวโรรสและตลาดต้นลำไยใหม่หลังเหตุการณ์เพลิงไหม้ใหญ่ มีการหาทุนโดยการก่อสร้างตึกแถวสูง ๓ ชั้นครึ่งรอบตลาดขาย นำเงินมาเป็นค่าสร้างตลาด นอกจากนี้มีการออกแบบตลาดให้สูงหลายชั้นเพื่อให้มีพื้นที่เพียงพอ การออกแบบก่อสร้างโดยศาสตราจารย์อัน นิมมานเหมินท์(บทความเรื่องตลาดวโรรส ตลาดต้นลำไย เชียงใหม่,ศาสตราจารย์อัน นิมมานเหมินท์,เรื่องเล่าจาวกาดเล่ม ๑,๒๕๔๗)

ส่วนตลาดต้นลำไย  ด้านหนึ่งติดถนนเลียบแม่น้ำปิง อีกด้านหนึ่งติดถนนวิชยานนท์

ตลาดต้นลำไยอาจเรียกได้ว่าเป็น ตลาดเปี้ยดน้อย  คือ พ่อค้าแม่ค้ามักจะหาบเปี้ยด หรือ กะบุง ตะกร้า นำสินค้าพื้นบ้าน เช่น ผัก ปลา มาวางขาย  ว่ากันว่าสมัยก่อนนั้น ก่อนเป็นตลาด เป็นเพียงที่ว่างขนาดสัก ๕ ไร่  มีต้นลำไยใหญ่อยู่ ๔ – ๕ ต้น ให้ร่มเงาแก่ผู้ผ่านไปมา  ต่อมาเริ่มมีพ่อค้าแม่ค้าหาบสินค้ามาวางขายและกลายเป็นตลาดใหญ่ในที่สุด.

พ.ต.อ.อนุ  เนิดหาด

ผกก.สภ.แม่แจ่ม