หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านกาดหลวง(๒๑)

Author by 24/01/14No Comments »

หลังเหตุการณ์ไฟไหม้ปี พ.ศ.๒๕๑๑  มีการก่อสร้างตลาดวโรรสและตลาดต้นลำไยขึ้นใหม่  รวมทั้งอาคารพาณิชย์ด้านหน้าตลาดวโรรส ตลาดต้นลำไย  ผู้จัดการตลาดวโรรส คืออาจารย์ไกรศรี  นิมมานเหมินท์ ให้สิทธิ์ผู้ที่เคยเช่าอยู่ก่อนไฟไหม้  มีสิทธิ์ซื้อก่อน  แต่หากสละสิทธิ์จึงเปิดขายให้กับคนทั่วไป

เนื่องจากราคาค่อนข้างสูง คือ ห้องละ ๗๕๐,๐๐๐ บาท ทำให้ร้านค้าเดิมส่วนใหญ่สละสิทธิ์การซื้อ  ส่วนผู้ซื้อเปิดร้านรายใหม่มักเป็นร้านขายทอง

จากตรอกเล่าโจ๊วด้านทิศใต้ของตลาดวโรรส  ร้านที่มาซื้อเปิดร้านหลังไฟไหม้ คือ ร้านวิมลนาฬิกา ถัดมาเป็นประตูตลาดด้านทิศใต้ ถัดมาเป็นร้านทองย่งฮงล้งและร้านทองเซ่งเฮงล้งใช้สิทธิ์ซื้อและเปิดร้านอยู่ที่เดิม

ถัดไปคือ ร้านไทยวาณิชย์เชียงใหม่ ตระกูล “ลีรพันธ์”

ร้านแห่งนี้เริ่มจากนางสงวน  ลีรพันธ์ อพยพจากประเทศจีนมาอยู่เชียงใหม่ตั้งแต่วัยหนุ่ม เริ่มต้นมาพักอาศัยอยู่กับญาติเจ้าของร้านขายยาชื่อ ลีชุนเซ้งหรือวิชยานนท์โอสถ ตั้งอยู่ใกล้โรงแรมไท้เผ็ง ปัจจุบันคือใกล้ห้างวรวัฒน์

ต่อมาเมื่อเก็บเงินเป็นทุนได้จึงแยกออกมาเริ่มต้นค้าขายเสื้อผ้า โดยนำเสื้อผ้าบรรทุกรถจักรยานไปขายตามต่างอำเภอ  ต่อมาได้แต่งงานกับนางพิมพ์พรรณ  บุตรสาวของเถ้าแก่เกียมไถ่(นายเคียง แซ่พัว) เจ้าของร้านพัวไท่กี่ ขายอุปกรณ์ก่อสร้างที่ถนนวิชยานนท์ พวกเหล็กเส้น ตะปู ปูนซิเมนต์  หลังแต่งงานได้แยกครอบครัวมาสร้างฐานะที่ห้องแถวไม้ถัดมาทางทิศตะวันออกของร้านพัวไท่กี่ ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของพ่อภรรยา (ปัจจุบันคือ ร้านศรทอง)  เปิดร้านจำหน่ายเครื่องเขียนแบบเรียน และขายยา ใช้ชื่อว่า ร้านลีง่วนฮง ต่อมาเมื่อมีเงินมากขึ้นนายสงวน ได้รื้ออาคารเรือนไม้และสร้างเป็นตึกสองชั้น  ร้านนี้ภายหลังกรรมสิทธิ์คืนเป็นของร้านพัวไท่กี่และต่อมาเจ้าของร้านวินัยพานิช ซื้อไว้เป็นกรรมสิทธิ์  ปัจจุบันแบ่งให้เช่า

นอกจากค้าขายที่ร้านลีง่วนฮงแล้ว  นายสงวน ลีรพันธ์ ได้นำเงินทุนไปค้าขายพืชไร่ที่ย่านสันป่าข่อย โดยเช่าห้องอยู่ข้างโรงเลื่อยทวีพรรณ ถนนเจริญเมือง มักซื้อกะเทียม ถั่วเหลืองและส่งขายกรุงเทพฯ เมื่อราคาสูงขึ้น

ต่อมาเมื่อเกิดเพลิงไหม้ตลาดวโรรสครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑ และปี พ.ศ.๒๕๑๕ เจ้าของตลาดวโรรสได้สร้างตึกแถวโดยรอบตลาดวโรรสใหม่ นายสงวน ได้ซื้อตึกแถวไว้รวม ๒ ห้องราคาห้องละ ๗๖๐,๐๐๐ บาทและโยกย้ายครอบครัวมาอยู่ตึกแถวใหม่ เปิดขายเครื่องเขียนแบบเรียนเช่นเดิม ตั้งชื่อว่า ร้านไทยวาณิชย์เชียงใหม่   นายสงวน และนางพิมพ์พรรณ ลีรพันธ์ มีบุตรธิดา ๓ คน คือ

๑.คุณหญิงพรรณี  เนียมทันต์ แต่งงานกับพลอากาศเอกธนนิตย์  เนียมทันต์

๒.นางวีนา  นิมมานเหมินท์(แต่งงานกับนายดุสิต  นิมมานเหมินท์)

๓.นายประมล  ลีรพันธ์                ๔.นายพีชาติ  ลีรพันธ์

นายสงวน  ลีรพันธ์ หลังจากสร้างฐานะมั่นคงแล้วได้ช่วยเหลือสังคม โดยเป็นประธานมูลนิธิเชียงใหม่สามัคคีการกุศล ต่อมาเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ขณะอายุ ๙๑ ปี(นายประมล  ลีรพันธ์,สัมภาษณ์)

ปัจจุบันผู้ที่สืบทอดกิจการค้าขายต่อมา คือ นายประมล  ลีรพันธ์

ถัดไปทางทิศเหนือเป็นร้านขายรองเท้า, ร้านเชียงใหม่เลเธอร์ขายเครื่องหนัง, ร้านนิวเน็ท ขายเสื้อผ้าและร้านเชียงใหม่งามอาภรณ์ขายเสื้อผ้า

ร้านเชียงใหม่งามอาภรณ์ เจ้าของคือ นางวันเพ็ญ  พลินชัยวาณิชและน.ส.วราภรณ์  โออริยกุล น้องสาว  รุ่นพ่อแม่อพยพมาจากประเทศจีน ชื่อนายจุนเลี้ยง  แซ่โอ๊วและนางเง็กง้อ  แซ่โอ๊ว เริ่มต้นค้าขายด้วยการขายเมล็ดพันธุ์ผักของบริษัทเจียไต๋ ต่อมานายจุนเลี้ยงร่วมกับน้องชายเปิดร้านทองที่ริมทางเข้าตลาดวโรรสด้านทิศใต้ ชื่อ “ร้านโอ่วจุ้นล้ง” รุ่นลูกใช้นามสกุล “โออริยกุล”    รุ่นลูกรวม ๖ คน คือ

๑.นางวันเพ็ญ  พลินชัยวาณิช      ๒.นางเอื้อมพร  โออริยกุล ร้านวัฒนาพรโอสถ

๓.น.ส.วราภรณ์  โออริยกุล           ๔.นายวีรพันธ์  โออริยกุล ร้านวัฒนาพรโอสถ๒๕๑๒

๕.น.ส.วิลาวรรณ  โออริยกุล         ๖.นายจิรศักดิ์  โออริยกุล ร้านช้างม่อยเภสัช

ถัดไปเป็นร้านทอง ชื่อร้านทองย่งฮั่วล้ง ตราม้าบิน ตระกูล “เฮงวิทยากุล”

ร้านนี้เริ่มเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๐   คุณวิไลวรรณ เพชรโสภณสกุล เขียนในหนังสือเรื่องเล่าจาวกาดเล่ม ๑,๒ มีข้อมูลว่าเจ้าของ คือ โดยนายเป็งตี่ แซ่เฮง ปัจจุบันอยู่ทางซ้ายทางเข้ากาดหลวง ขณะนั้นมีร้านทองย่งเชียงล้ง ตราม้าคู่ของนายเซ่งลิบ แซ่โอ้ว (ปัจจุบันอยู่ทางขวาของทางเข้าตลาด)

“เดิมร้านทองทั้งสองอยู่ติดกัน แยกกันขาย หลังร้านและชั้นบนเชื่อมต่อถึงกัน กินข้าวกงสีหม้อเดียวกัน ใช้ช่างทองคนเดียวกัน คือเฮียใช้(นายสุรัตน์  ลีเพชรรัตน์)

“นายเป็งตี่  แซ่เฮง อพยพจากประเทศจีนมาเมืองไทยเมื่ออายุประมาณ ๑๕ ปี มาเป็นลูกจ้างของนายซกพวง แซ่โอ๊ว ซึ่งชักชวนมา นายซกพวงเป็นเจ้าของร้านทอง ชื่อ ย่งเซ่งล้ง ตรานกอินทรีเหยียบโลก ซึ่งเป็นร้านทองของเมืองเชียงใหม่ยุคต้นๆ รุ่นลูกคนหนึ่ง คือ นายหิรัญ โอฬารรัตนชัย

“ต่อมาได้กลับไปประเทศจีนและแต่งงาน ซึ่งภายหลังภรรยาได้ติดตามมาอยู่เมืองเชียงใหม่

“เมื่อพอสะสมเงินได้แล้ว นายเป็งตี่  แซ่เฮง จึงเปิดร้านทองโดยร่วมหุ้นกับนายซกพวง แซ่โอ๊วและนายเซ่งลิบ แซ่โอ้ว ใช้ชื่อว่า ร้านทองย่งฮั่วล้ง ตราม้าบิน เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๐   (ต่อมานายเซ่งลิบ ได้แยกไปเปิดร้านทองของตัวเองเพิ่มชื่อ ร้านทองย่งเชียงล้ง ตราม้าคู่ อยู่ติดร้านเดิม)

“ร้านทองในยุคนั้นเป็นชื่อจีนที่ลงท้ายด้วย ล้ง ซึ่งหมายถึงความเจริญรุ่งเรืองและมักจะมีตราประจำร้านเป็นสัตว์เพื่อง่ายต่อการจดจำเนื่องจากชื่อจีนจำยากสำหรับคนท้องถิ่น

“หลังไฟไหม้ต้นปี พ.ศ.๒๕๑๑ นายเป็งตี่  แซ่เฮง แยกมาเปิดร้านทองเป็นของตนเอง ยังคงใช้ชื่อว่า ร้านทองย่งฮั่วล้ง ตราม้าบินมาจนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันมีนายอินทพล และนายสุรเดช เฮงวิทยากุล เป็นผู้สืบทอดต่อมา

“ข้าพเจ้าเห็นเตี่ยกับเฮียใช้ ช่างทำทองของที่บ้าน ตีทองก้อนกลมจนแหลม จากนั้นก็นำไปสอดผ่านรูบนแผ่นเหล็กซึ่งมีรูขนาดต่างๆ เรียงจากใหญ่ไปเล็ก แล้วดึงออกมาให้เป็นเส้น โดยเริ่มสอดจากรูใหญ่ไปเล็ก จนสุดท้ายได้เส้นทองที่ยาวเหมือนเส้นด้าย เสร็จแล้วก็เอาไปพันกับแกนแท่งเหล็กกลมยาวขดจนเหมือนสปริง จากนั้นจึงรูดขดทองออกจากแกนและนำมาตัดทำให้เป็นห่วงเล็กๆ ปลายเปิด พร้อมที่จะนำไปร้อยเป็นโซ่ ถ้ายังไม่ทำก็เก็บใส่ตลับไว้ก่อน

“ชีวิตพวกเราไม่เคยปล่อยให้ว่าง เวลาที่พักผ่อนก็คือการเอาห่วงทองที่ทำเตรียมไว้ขนาดต่างๆ มาร้อยเป็นโซ่ เป็นสร้อยคอหนักสองสลึง หนึ่งบาทขึ้นไป ตามแต่น้ำหนัก ส่วนเส้นขนาดหนึ่งสลึงจะสั่งซื้อจากกรุงเทพฯ ซึ่งมีแรงงานรับจ้างเหลือเฟือและถูกกว่า  ลูกค้าทองเก่าแก่มักจะสั่งทำสร้อยคอที่บ้าน เพราะจะได้คุณภาพดี คงทนและประณีต

“หลังไฟไหม้ ร้านทองย่งฮั่วล้งของเตี่ยยังคงเปิดกิจการอยู่ที่เดิม เตี่ยวางมือให้กับพี่ชาย ๒ คนรับช่วงต่อ คือนายอินทพล และนายสุรเดช เฮงวิทยากุล

“งานอีกอย่างหนึ่งของแม่ คือช่วยเตี่ยขัดทองและย้อมทอง ไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอ สร้อยข้อมือ แหวน ล็อคเก็ตเมื่อทำเสร็จแล้วจะต้องนำไปกัดต้มด้วยดินประสิวและขัดให้ขึ้นเงา  สิ่งที่ข้าพเจ้าเห็นจนชินตาก็คือน้ำบะซัก(ปะคำดีควาย) ครึ่งกะละมังสีขาว ขนาดกว้างราวฟุตครึ่ง น้ำบะซักประกอบด้วยลูกบะซัก เม็ดกลมๆ สีน้ำตาลดำ ขนาดเท่าลำไยแห้ง แช่ในน้ำร้อนหรือต้มให้บานนิ่ม จะเห็นมีฟองคล้ายผงซักฟอกบนกะละมังจะถูกพาดด้วยท่อนไม้สี่เหลี่ยมตัน ขนาดใกล้เคียงกับหลอดนีออนยาวเพียงแต่เป็นทรงเหลี่ยม สร้อยที่ถูกนำไปวางบนไม้โดยมีขอของสร้อยคอเกี่ยวกับตะปูที่ตอกบนไม้เพื่อยึดสร้อยไว้เวลาขัดทอง  แม่จะใช้แปรงทองเหลืองชุบน้ำบะซักแปรงคร่าวๆ เกิดฟองอ่อนๆ จากนั้นจึงใช้เหล็กหน้าตาคล้ายมีดแต่ไม่มีความคมถูไปมาบนเนื้อทองโดยลงน้ำหนักให้พอดีจนทองเกิดเงา  คนจีนเรียกว่า การแหง่เส็ก  สร้อยคอเส้นเล็กๆ ใช้เวลาขัดเงาประมาณ ๑๐-๑๕ นาที บางคราวเด็กๆ อย่างพวกเราก็ช่วยเตี่ยกับแม่ขัดทองด้วยความเบื่อหน่าย เพราะอยากให้เตี่ยเสร็จงานเร็วๆ สมัยนี้สะดวกมาก ใช้เครื่องจักรขัดกันหมดแล้ว

“เมื่อขัดทองจนขึ้นเงาแล้ว  จึงนำไปย้อมสีให้ออกแดงๆ อร่ามในน้ำมะนาวดองหรือน้ำบ๊วยที่ฝนกำมะถันใส่เล็กน้อย  คนเชียงใหม่สมัยนั้นนิยมใส่ทองที่ย้อมสีแดง อาจจะเห็นว่าทำให้ดูเป็นของใหม่  ในขณะที่คนกรุงเทพฯ นิยมทองอร่ามสีธรรมชาติ ดังนั้นถ้าซื้อทองจากกรุงเทพฯ มาขายก่อนที่จะนำออกโชว์ในตู้กระจกจะต้องไปผ่านกระบวนการย้อมให้มีสีออกแดงๆ ก่อน”

หลังเหตุการณ์ไฟไหม้ปี พ.ศ.๒๕๑๑ ร้านทองย่งฮั่วล้งยังเปิดกิจการอยู่ที่เดิม โดยนายเป็งตี่  แซ่เฮง วางมือมอบให้ลูกชาย ๒ คน คือ นายอินทพล และนายสุรเดช  เฮงวิทยากุล ดำเนินกิจการแทนเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน.

***ภาพ ร้านทองย่งฮั่วล้ง ที่ตลาดวโรรส

พ.ต.อ.อนุ  เนินหาด ผกก.สภ.แม่แจ่ม