หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านกาดหลวง(๒)

Author by 2/08/13No Comments »

ตลาดวโรรสเริ่มโดยเจ้าแก้วนวรัฐ สมัยที่มีบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าราชวงศ์ สร้างเป็นตลาดเล็กๆ มักเรียกกันว่าตลาดข่วงเมรุ ต่อมาปี พ.ศ.๒๔๕๓ พระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้ย้ายสุสานเจ้านายฝ่ายเหนือไปยังวัดสวนดอกและขยายพัฒนาตลาดวโรรสให้ทันสมัย    ยิ่งขึ้น

ตลาดที่คู่กันมากับตลาดวโรรส คือตลาดต้นลำไย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของตลาดวโรรสมีเพียงถนนวิชยานนท์คั่นกลาง

ตลาดต้นลำไยอาจเรียกได้ว่าเป็น ตลาดเปี้ยดน้อย  คือ พ่อค้าแม่ค้ามักจะหาบเปี้ยด หรือ กระบุง ตะกร้า นำสินค้าพื้นบ้าน เช่น ผัก ปลา มาวางขาย

ว่ากันว่าสมัยก่อนนั้น ก่อนเป็นตลาด เป็นเพียงที่ว่างขนาดสัก ๕ ไร่  มีต้นลำไยใหญ่อยู่ ๔ – ๕ ต้น ให้ร่มเงาแก่ผู้ผ่านไปมา  ต่อมาเริ่มมีพ่อค้าแม่ค้าหาบสินค้ามาวางขายและกลายเป็นตลาดใหญ่ในที่สุด

ส่วนสำคัญที่ทำให้ ตลาดติด  และเติบโตเจริญขึ้นมา คือ เมื่อเริ่มมีรถโดยสารคอกหมูจากต่างอำเภอแล่นมาจอดที่บริเวณตลาดต้นลำไย และถือตลาดต้นลำไยเป็นคิวรถประจำเมืองเชียงใหม่  จึงทำให้มีพ่อค้าแม่ค้าจากอำเภอรอบนอกเดินทางมาค้าขายเพิ่มขึ้น

คุณยายซิวเฮียง   โจลานนท์ เจ้าของร้านวิศาลบรรณาคาร ปัจจุบันอายุ ๙๐ ปีเศษ คนเก่าแก่ของตลาดย่านนั้น  เคยเล่าว่า

“ตลาดต้นลำไย  เมื่อโตมาก็เห็นแล้ว(เกิด ปี พ.ศ.๒๔๕๙)  แต่ก็เป็นตลาดเล็กๆ คนไม่มาก  เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดวโรรสแล้ว ตลาดต้นลำไยเกิดขึ้นภายหลัง  ด้านหนี่งติดถนนวิชยานนท์ ด้านหนึ่งติดแม่น้ำปิง และติดเขตศาลเจ้าปุงเถ่ากง  ด้านหลังศาลเจ้าปุ่นเถ่ากงนั้น เดิมมีธาตุหรือเจดีย์ใหญ่ขนาดเกือบเท่าเจดีย์วัดเกตการาม เชื่อว่าเป็นวัดเก่าและร้าง  เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๗๕  ระหว่างนั้นชาวบ้านต่างพากันแอบขุดหาพระทำให้เจดีย์พังทลายลงเสียงดังครืน ขณะนั้นอายุประมาณ ๑๗ ปี ฝุ่นฟุ้งไปทั่วเลยจึงวิ่งมาดู  ที่ใต้ฐานเจดีย์พบกรุพระ  คนแย่งกันส่วนใหญ่เป็นพระแบบพระขุนแผน พวกที่พบก็นำเร่ขายองค์ละ ๑๐ – ๒๐ บาท  ต่อมาเจ้าคณะภาคฝ่ายสงฆ์มาจากจังหวัดแพร่ มาอยู่ที่วัดพระสิงห์และรื้อปรับเจดีย์ลง…”

สมัยนั้นจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี มีนโยบายให้ปรับยกเลิกวัดที่มีพระไม่ถึง ๕ องค์ ให้ไปรวมอยู่วัดอื่นและใช้พื้นที่วัดทำประโยชน์  เจ้าคณะภาคองค์ดังกล่าวก็รื้อฐานเจดีย์  ขุดลงไปก็พบพระพุทธรูปฝังอยู่ด้านละ ๒ องค์ทั้ง ๔ ด้าน ขนาดหน้าตักประมาณ ๒ ศอก  อีกองค์หนึ่งอยู่ตรงกลางเจดีย์องค์ใหญ่กว่าองค์อื่น หน้าตักประมาณ ๓ ศอก และพบพระองค์เล็กๆ อีกส่วนหนึ่ง สมัยนั้นนำไปเก็บที่โรงพักแม่ปิงบ้างและเก็บที่วัดพระสิงห์บ้าง ไม่ทราบได้ว่าปัจจุบันอยู่ที่ไหนกันบ้างเพราะนานมาแล้ว หลักฐานต่างๆ คงสูญหายหมดแล้ว ที่ดินหลังศาลเจ้าปุงเถ่ากงบริเวณนั้นชาวบ้านต่างยึดครอบครองกัน

“ตลาดต้นลำไยนั้นอาจเปรียบได้ว่าเป็นตลาดชาวบ้านที่ชาวบ้านจากรอบนอกนำผักปลามาขายก็ว่าได้  ส่วนตลาดวโรรสสมัยนั้นสร้างขึ้นมาก่อนแล้วสมัยที่เจ้าดารารัศมีเสด็จกลับมาอยู่เชียงใหม่และย้ายสุสานเจ้าผู้ครองนครไปที่วัดสวนดอก  สมัยที่เกิดตลาดต้นลำไยนั้น ตลาดวโรรสพัฒนาดีแล้ว มีหลังคา  รอบๆ ที่ติดถนนวิชยานนท์และถนนช้างม่อยก็สร้างเป็นห้องแถว”

ซึ่งหากวิเคราะห์การเริ่มต้นของตลาดต้นลำไย น่าจะเริ่มต้นประมาณ หลังปี พ.ศ.๒๔๖๐ เล็กน้อย

คุณยายซิวเฮียง บอกว่าเจ้าของตลาด คือ หลวงโยฯ

“เจ้าของเดิม คือ หลวงโย  บ้านของหลวงโย คือ บ้านเก่าที่โรงแรมเพชรงาม  คงซื้อไว้ในราคาถูกๆ ในสมัยก่อนหน้านั้น เป็นเพียงที่ว่างเปล่ามีต้นลำไย ๔-๕ ต้นดังที่ว่า  ต่อมาก็มาสร้างห้องแถวให้บริเวณริมแม่น้ำปิง และห้องแถวริมถนนวิชยานนท์ตรงข้ามตลาดวโรรสให้คนเช่า  ห้องแถวรุ่นนั้นถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่ไปเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑  ต่อมาเมื่อคนเข้าตลาดต้นลำไยมากเข้าก็พัฒนาเป็นตลาดแบบยกพื้น ต่อมาพัฒนาทำหลังคา  ภายหลังกรรมสิทธิ์ของตลาดเปลี่ยนมายังตระกูลของหลวงอนุสารสุนทร ตระกูลนิมมานเหมินท์ ซึ่งเดิมแซ่ฉั่ว และนายอุย ตระกูลเลียวสวัสดิพงษ์ เดิมแซ่เหลี่ยว”

หลวงโย เจ้าของตลาดต้นลำไยเดิมที่ป้าซิวเฮียงเอ่ยถึง คือ หลวงโยนการพิจิตร พ่อค้าไม้เชื้อสายพม่าที่เข้ามาทำมาหากินในเมืองเชียงใหม่ ต้นตระกูล “อุปโยคิน”  ผู้เป็นศรัทธาใหญ่ของวัดแสนฝาง

หลวงโยนการพิจิตร ชื่อเดิม คือ ปันโหย่  สร้างฐานะจากอาชีพทำไม้ โดยรับสัมปทานต่อจากบริษัทบอมเบย์เบอร์ม่า ด้วยความขยันหมั่นเพียรทำให้สร้างฐานะจนร่ำรวยและเป็นผู้นำของชาวพม่าในเมืองเชียงใหม่  ช่วงที่เกิดกบฏที่เมืองแพร่ในปี พ.ศ.๒๔๔๕  นายปันโหย่ได้ช่วยเหลือราชการคราวนั้นจนได้รับบรรดาศักดิ์เป็น “หลวงโยนการพิจิตร”  “หลวงโย” มีภรรยา ๓ คน บุตรธิดารวม ๑๔ คน รุ่นหลานคนหนึ่งทำชื่อเสียงเป็น ส.ส.เชียงใหม่ คือ นายสุมิน            อุปโยคิน(เพ็ชรล้านนา,ปราณี  ศิริธร,๒๕๐๗)

ตลาดต้นลำไยเมื่อเจริญขึ้น จากพ่อค้าแม่ขายขายผัก ขายปลา ขายเมี่ยงแบบพื้นบ้าน  เริ่มมีสินค้าสมัยใหม่ขายเพิ่มขึ้น เช่น น้ำแข็ง  ก๋วยเตี๋ยว ผู้คนเริ่มหนาแน่นขึ้น  ต่อมาต้นลำไยถูกตัดฟันทิ้งทีละต้นสองต้น  คงเหลือไว้เป็นอนุสรณ์เพียงต้นเดียว

หลังจากหลวงโยนการพิจิตรเสียชีวิตแล้ว  กรรมสิทธิ์ตลาดต้นลำไยตกมาถึงตระกูลแซ่ฉั่ว และ ตระกูลแซ่เหลี่ยว  คือ หลวงอนุสารสุนทร และนายอุย หรือที่เรียกกันว่า จีนอุย หรือแปะอุย

ทั้งสองตระกูลเป็นตระกูลใหญ่ของเมืองเชียงใหม่ ลูกหลานมากมายบางคนแต่งงานเกี่ยวดองกัน

ตามประวัติแล้ว หลวงอนุสารสุนทร หรือนายสุ่นฮี้  แซ่ฉั่วกับนายอุย  แซ่เหลี่ยวนั้นค้าขายทางเรือและสร้างฐานะในรุ่นเดียวกัน  ต่างเป็นศรัทธาวัดเกตการาม เมื่อครั้งที่วัดเกตการามมีการสร้างวิหาร หอธรรมและเจดีย์ครั้งใหญ่ในปี พ.ศ.๒๔๖๔ ที่ศรัทธาพ่อค้าชาวจีนย่านวัดเกตต่างร่วม “ฮอม” เงินกันนั้น ป้ายผู้บริจาคในพิพิธภัณฑ์วัดเกต ระบุว่า  “อันดับห้า ขุนอนุสาร-แม่เที่ยง บริจาค ๒๐๐ รูเปีย อันดับสิบห้า จีนอุย นางไหล่ชุน บริจาค ๑๐๐ รูเปีย”

นายสุ่นฮี้  แซ่ฉั่ว นั้น เกิดและเติบโตที่อำเภอเมืองลำพูน  บิดามารดา ชื่อ นายน้อย  แม่แว่น ชุติมา  ย้ายครอบครัวมาอยู่เมืองเชียงใหม่ ขณะอายุได้ ๑๖ ปี  เริ่มอาชีพค้าขาย ต่อมาหุ้นกับนายหมา  นิกรพันธ์(ต่อมาเป็นหลวงนิกรจีนกิจ) เป็นร้านชื่อ “ห้างย่งไท้เฮง” ที่ถนนท่าแพ  ภายหลังได้แยกมาเปิดร้าน “ชัวย่งเสง”  ที่ถนนวิชยานนท์ ขายของเบ็ดเตล็ด  เป็นพ่อค้าคนหนึ่งที่แตกต่างจากพ่อค้าอื่น คือ มีความสามารถพิเศษที่สร้างรายได้เพิ่มขึ้นโดยรับถ่ายภาพและรับซ่อมกล้องถ่ายรูป  ได้ช่วยเหลือสังคมหลายครั้ง ครั้งใหญ่ คือการสร้างโรงพยาบาลนครเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๘ ครั้งนั้นหลวงอนุสารสุนทร มีตำแหน่งเป็นกรมการพิเศษ รับสร้างโรงพยาบาลนครเชียงใหม่ด้วยทุนส่วนตัวเป็นเงิน  ๗,๓๒๗ รูเปีย ๘ สตางค์(๑ รูเปียหรือรูปีค่าเงินประมาณ ๘๐ สตางค์) ใช้ชื่อว่าตึกอนุสาร

การช่วยเหลือราชการรับบรรดาศักดิ์เป็น ขุนอนุสารสุนทร และหลวงอนุสารสุนทร ในปี พ.ศ.๒๔๕๓

ด้านครอบครัว สมรสกับแม่คำเที่ยง  บุรี มีบุตรธิดา ๒ คน คือแม่กิมฮ้อ  นิมมานเหมินท์และนายแพทย์ยง  ชุติมา ต่อมาสมรสกับแม่อโนชา  สุวรรณรังษี บุตรธิดา ๕ คน คือ นายสงัด  บรรจงศิลป์ , นายเชื้อ  อนุสารสุนทร , น.ส.กรองทอง  ชุติมา , นายวิพัฒน์  ชุติมา และนายชัชวาล  ชุติมา(หนังสือซ้อ-หงส์  แซ่แต่,อเนก  มังตรีสรรค์และวรวิมล  ชัยรัต เรียบเรียง)

โดยเฉพาะนายชัชวาล  ชุติมา เคยเป็น ส.ส.เชียงใหม่ ในปี พ.ศ.๒๕๑๙

เดิมหลวงอนุสารสุนทร นั้นแซ่ฉั่ว ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นชุติมา  บุตรหญิงคนหนึ่ง คือ แม่กิมฮ้อ  ชุติมา แต่งงานกับนายกี  นิมมานเหมินท์ รุ่นที่สามจึงมักใช้สกุลนิมมานเหมินท์เป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ลูกๆ ของแม่กิมฮ้อ แต่ละคนเรียนหนังสือแก่งและมีหน้าที่การงาน สร้างชื่อเสียงและทำประโยชน์ให้สังคม  ชาวเชียงใหม่จึงคุ้นเคยกับตระกูลนิมมานเหมินท์ในรุ่นนี้

บุตรธิดาของแม่คำเที่ยง  ที่ว่ามี  ๖  คน คือ นายไกรศรี  นิมมานเหมินท์ , นายพิสุทธิ์  นิมมานเหมินท์ , นายอัน  นิมมานเหมินท์ , นายเรือง  นิมมานเหมินท์ , นางแจ่มจิตต์  เลาหวัฒน์(สมรสกับนายวิชัย  เลาหวัฒน์) และนางอุณห์  ชุติมา(สมรสกับนาย บวรชุติมา) แต่ละคนสร้างชื่อเสียงและทำประโยชน์ให้สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายไกรศรี  นิมมานเหมินท์ ได้รับการยกย่องเป็นผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรม ในปี พ.ศ.๒๕๒๕  บุตรชายคนหนึ่ง คือ นายธารินทร์  นิมมานเหมินท์ เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

อีกหุ้นส่วนหนึ่งของตลาดต้นลำไย คือ นายอุย  แซ่เหลี่ยว

“แปะอุย” อพยพมาจากเมืองจีน มาตั้งรกรากอยู่ย่านวัดเกตการาม อาชีพค้าขายโดยล่องเรือรับสินค้าจากกรุงเทพฯ  ต่อมาเมื่อการค้าย่านวัดเกตซบเซาลง ได้ย้ายมาตั้งร้านค้าที่ถนนท่าแพ ชื่อ ร้านเหลี่ยวหย่งง้วน

รุ่นลูกหลานของแปะอุย  มักใช้นามสกุลเลียววิริยะ, เลียวสวัสดิพงษ์, สุจริตรักษ์, เรี่ยวเธียรชัย เป็นต้น.

พ.ต.อ.อนุ  เนิดหาด

ผกก.สภ.แม่แจ่ม