หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านกาดหลวง(๔)

Author by 2/08/13No Comments »

ถัดจากอาคารตึกของตระกูล ตียาภรณ์ ไปทางเหนือเป็น ร้านหลักชัย ของตระกูล เฉลิมสุภากุล

ต้นตระกูลเดิมตั้งร้านค้าอยู่ตรงข้ามร้านเตี่ยเส็ง  ถัดไปทางทิศเหนือ ชื่อ ร้านกวางเซ้ง เดิมเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว ประกอบอาชีพขายผ้า

เจ้าของ คือ นายหยิกกวง  แซ่เตีย ภรรยา ชื่อ นางมอย  ชลัย  มีบุตรสาวชื่อ นางเง็กลั้ง   แซ่เตีย

ต่อมากรรมสิทธิ์ตกสู่ลูกสาว คือนางเง็กลั้ง ซึ่งแต่งงานกับนายวิชาญ เฉลิมสุภากุล

นายวิชาญ  เฉลิมสุภากุลและนางเง็กลั้ง แซ่เตี่ย มีบุตรธิดา  ๓  คน ภายหลังนายซูเฮียง เปลี่ยนอาชีพไปค้าขายข้าวเปลือกส่งขายกรุงเทพฯ แยกไปซื้อตึกแถวอยู่ถนนเจริญเมือง ย่านสันป่าข่อยอีกแห่งหนึ่ง ใช้เป็นสถานที่ค้าขายข้าวเปลือกและส่งขายกรุงเทพฯ  ส่วนทางร้านกวางเซ้งเปลี่ยนจากขายเสื้อผ้าเป็นขายกระดาษ

รุ่นลูก ๓ คน คือ นายบริบูรณ์(เอี๊ยเกียง)  เฉลิมสุภากุล

นายบุญเรือง  เฉลิมสุภากุล

และ น.ส.สุ่เฮียง  เฉลิมสุภากุล

ลูกชายคนโตคือ นายบริบูรณ์ รับกิจการร้านกวางเซ้งและต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “ร้านบริบูรณ์บรรณาคาร” เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๔ ร้านนี้เลิกกิจการเมื่อนายบริบูรณ์ เสียชีวิต คือ ปี พ.ศ.๒๕๓๒ กรรมสิทธิ์ตกสู่บุตรหญิงคนเดียวของครอบครัว ภายหลังเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาบวชเป็นแม่ชีที่วัดแห่งหนึ่งที่จังหวัดสกลนคร  ร้านค้าเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ไป

ส่วนบริเวณร้านหลักชัย เดิมเป็นของนายวิชาญ  เฉลิมสุภากุลที่ซื้อไว้และให้คนอื่นเช่าค้าขาย  ต่อมาเป็นมรดกตกทอดสองพี่น้อง คือนายบุญเรือง  เฉลิมสุภากุลและ น.ส.สู่เฮียง  เฉลิมสุภากุล ได้รับกรรมสิทธิ์คนละครึ่ง สองพี่น้องมีความรักใคร่กันตกลงกันว่าหากใครเสียชีวิตก่อน ขอยกกรรมสิทธิ์ให้คนที่เหลือครอบครองต่อไป  ปรากฏว่านายบุญเรือง เสียชีวิตก่อนเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๓๗ กรรมสิทธิ์ตกสู่ น.ส.สู่เฮียง ซึ่งไม่มีครอบครัว จึงยกให้บุตรธิดาของนายบุญเรืองรวม ๒ คน ที่เป็นหลาน

น.ส.สู่เฮียง  เฉลิมสุภากุล เสียชีวิตลงเมื่อกลางเดือนเมษายน ๒๕๕๖ ขณะอายุ ๘๑ ปี(น.ส.สู่เฮียง  เฉลิมสุภากุลเคยให้สัมภาษณ์ไว้)

น.ส.สู่เฮียง  เฉลิมสุภากุล เคยกล่าวถึงย่านถนนวิชยานนท์แห่งนี้ว่า  เคยฟังจากย่าว่า อพยพมาอยู่เมืองเชียงใหม่ตั้งแต่อายุ ๘ ขวบ มาพร้อมกับพ่อแม่ อาชีพค้าขายเกลือ สมัยนั้นบริเวณนี้เป็นที่ว่าง  ก็เอาไม้ปักจับจองเขตทำเป็นที่อยู่อาศัยและทำเป็นร้านค้ากัน  และย่าได้เคยกล่าวถึงฮ่อธงดำ ซึ่งอาละวาดปล้นฆ่าชาวจีนย่านวัดเกตการาม จนต้องย้ายกันมาอยู่ฝั่งด้านตะวันตกของแม่น้ำปิงกัน  ซึ่งฮ่อธงดำนี้ ไม่แน่ว่าจะเกี่ยวข้องกับกบถพญาผาบ หรือไม่

เรื่องการเล่าเรียนของเด็กสมัยนั้น น.ส.สู่เฮียง เล่าว่าพ่อแม่ที่เป็นคนจีนสมัยก่อนส่วนใหญ่ ไม่นิยมให้ลูกเรียนหนังสือ  มักบอกว่า  เงินเดือนบ่ะคุ้มซิ่นค่อม  หมายถึงเรียนไปก็เท่านั้น ไปทำงานเงินเดือนน้อยไม่พอค่าผ้าถุง  ต้องหัดค้าขายถึงจะร่ำรวย

ถัดจากร้านหลักชัยไปทางทิศเหนือ ในอดีตเคยเป็นบ้านไม้สองชั้นของครอบครัวนายลู้  แซ่เตี๋ย ภรรยาชื่อ นางเต่า  มีอาชีพทำขนมจันอับที่บ้านและนำไปขายที่ตลาด           วโรรส      ต่อมาเปลี่ยนเป็นเปิดร้านขายข้าวสารที่บ้านใช้ชื่อว่า “ร้านเตี๋ยย่งสง”

รุ่นลูกประมาณ ๑๐ คน คนหนึ่งคือ นางหน้อย แต่งงานกับนายเอ็กฮ้อ  แซ่นิ้ม รุ่นลูกใช้นามสกุล นิมมานวัฒนา กิจการหลักคือ โรงเลื่อยไชยปราการ

รุ่นลูกคนหนึ่ง คือนายประชา  เดชะกุล ย้ายไปอยู่ย่านตลาดสมเพ็ชร  อีกคนหนึ่งย้ายไปค้าขายอยู่ตลาดประตูเชียงใหม่ เรียกกันว่าเจ๊กเก้า ลูกคนอื่นๆ โยกย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด

ต่อมาให้เช่า มีผู้มาเช่าเปิดร้านรับตัดเสื้อผ้าชื่อ ร้านแมน

ต่อมาเปลี่ยนกรรมสิทธิ์เป็นของนายอัชระ  ศรีชวาลา เปิดเป็นร้านจำหน่ายผ้าม่าน ชื่อร้านไอเอสผ้าม่าน

นายอัชระ  ศรีชวาลา มีเชื้อสายอินเดียซึ่งเริ่มมาจากรุ่นปู่ คือนายห้างยีวันซิงห์  ชวาลา อพยพมาค้าขายที่เมืองเชียงใหม่ตั้งแต่อายุ ๒๔ ปี รุ่นลูก ๓ คน คือนายมาฮันซิงห์  ชวาลา, นายรัตตันซิงห์  ชาวลาและนายเอนก  ศรีชวาลา

นายอัชระ  ศรีชวาลา เป็นบุตรของนายอเนก  ศรีชวาลา เปิดร้านขายผ้าม่านชื่อ ไอเอสผ้าม่าน ปัจจุบันร้านเดิมหยุดกิจการชั่วคราว ย้ายไปเปิดร้านใหญ่ที่ย่านบิสิเนสปาร์ค สายเชียงใหม่-ลำปาง

ถัดมาทางทิศเหนือเป็นบ้านของครอบครัวหลวงอนุสารสุนทรกิจ คนทั่วไปเรียกว่า หลวงอนุสาร ต้นตระกูลนิมมานเหมินท์และชุติมา

คนในครอบครัวเรียก บ้านนี้ว่า “บ้านตึก”

เป็นอาคารตึกยุคแรกๆ ของเมืองเชียงใหม่ที่บ่งบอกสถานะความมั่งคั่งด้านเศรษฐกิจ อาคารนี้ปลูกสร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ.๒๔๔๐-๒๔๔๕

หลวงอนุสารสุนทร นามเดิมคือ นายสุ่นฮี้  ชัวย่งเสง เกิดที่ตำบลปากบ่อง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เป็นบุตรของนายต้อยและนางแว่น  แซ่ฉั่ว วัยเด็กกำพร้าจึงอยู่ในอุปการะของพี่สาวชื่อ นางบัวจันทร์ วัยเด็กนายสุ่นฮี้ต้องเลี้ยงน้องและค้าขายไปด้วย  เมื่ออายุ ๑๖ ปีย้ายมาอยู่ย่านวัดเกตการาม เริ่มทำการค้าเล็กๆ น้อยๆ ต่อมาขยายกิจการใหญ่ขึ้น หลังจากแต่งงานกับนางคำเที่ยงแล้ว ได้ย้ายมาค้าอยู่ที่ถนนท่าแพ ขณะอายุ ๒๐ ปี ตั้งร้านค้าขายชื่อ “ร้านชัวย่งเสง” ปัจจุบันคือ ห้างหุ้นส่วนฯอนุสารเชียงใหม่

การซื้อที่ดินที่เป็นที่ตั้งร้านแห่งนี้ของหลวงอนุสารซึ่งเป็นทำเลเหมาะกับการทำการค้า หลวงอนุสารซื้อได้ในราคาถูกเมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๐ ขณะเมื่ออายุ  ๒๐ ปี ขณะนั้นไม่มีใครกล้าซื้อเนื่องจากเจ้าของบ้านที่พักอาศัยอยู่เสียชีวิตจากการตายโดยผิดธรรมชาติหลายคนในคราวเดียวกัน หลังจากซื้อแล้วหลวงอนุสารย้ายครอบครัวจากย่านวัดเกตการามมาพักอาศัยและเปิดร้านค้า ต่อมาจึงก่อสร้างเรือนแถวและอาคารตึกหลวงเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๔๐-๒๔๔๕  ระยะต่อมาได้สร้างตึกแถวขึ้นด้านติดถนนท่าแพเพื่อยกให้บุตรสาว(นางกิมฮ้อ) อาคารนี้สร้างเสร็จพร้อมๆ สะพานนวรัฐสมัยที่เป็นสะพานเหล็ก เมื่อสร้างเสร็จ นางกิมฮ้อ(สามีคือ นายกี นิมมานเหมินท์)และครอบครัวได้พักอาศัยอยู่อาคารหลังนี้เรื่อยมา ระยะต่อมาจึงได้สร้างอาคารตึกขาวเพื่อให้บุตรชายคือ นายแพทย์ยงค์ ชุติมา อยู่อาศัย และสร้างครัวไฟขนาดใหญ่พร้อมหอถังสูงเก็บน้ำไว้ใช้

ห้างชัวย่งเส็ง ของหลวงอนุสารสมัยก่อนนั้นเป็นห้างใหญ่มีสินค้านานาชนิดจำหน่าย

นางสาวกรองทอง  ชุติมา บุตรสาวเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือเรื่องเล่าจาวกาดเล่ม ๓ ว่า บิดาคือหลวงอนุสาร เป็นพ่อค้าที่มีความมานะอุตสาหะเป็นอย่างยิ่ง เป็นคนมีวิสัยทัศน์กว้างไกลทางด้านการค้า ทำการค้าขายโดยล่องเรือจากเชียงใหม่ไปกรุงเทพฯ ด้วยเรือหางแมงป่องซึ่งเป็นเรือขนาดเล็ก ล่องจากลำน้ำปิงผ่านปากน้ำโพนำสินค้าเกษตรจากล้านนาบรรทุกเรือค้ำถ่อหางแมงป่องไปยังกรุงเทพฯ ไปจอดแถวบางกอกน้อย ธนบุรี หลวงอนุสารฯ เดินทางไปกับกลุ่มพ่อค้าคนจีน ขากลับได้ซื้อของหลายอย่างมาขายในเชียงใหม่ มีทั้งรถยนต์ซึ่งจะถอดเครื่องยนต์ออก่อนลงเรือแล้วนำมาประกอบกลับคืนเมื่อถึงเชียงใหม่

ในปี พ.ศ.๒๔๖๐ หลวงอนุสารฯ ทำกิจการรถเมล์วิ่งระหว่างลำพูน-เชียงใหม่ โดยใช้รถยนต์สองคัน คนหนึ่งตั้งชื่อว่า พญาผาบ อีกคันหนึ่งชื่อ เจริญเมือง ส่วนตัวหลวงอนุสารฯ เองได้ซื้อรถ ROVER รุ่น ค.ศ.๑๙๐๖(พ.ศ.๒๔๔๙) มาใช้ในครอบครัว รถคันนี้เป็นรถคันที่ ๓ ของเชียงใหม่ คันแรกเป็นของพระยาเจริญราชไมตรี คันที่สอง เป็นของเจ้า           อินทวโรรสฯ เจ้าหลวงองค์ที่ ๘

รถ ROVER คันนี้ได้รับเกียรติในงานฉลองกรุงเทพฯ ๒๐๐ ปี ให้นำหน้าขบวนพาเหรดรถโบราณเป็นคันแรก โดยได้รับการยกย่องว่าเป็นรถโบราณเก่าที่สุดในประเทศไทยที่ยังวิ่งได้

นอกจากค้าขายแล้ว หลวงอนุสารได้ช่วยเหลือราชการหลายด้าน ต่อมาจึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ขุนอนุสารสุนทร และต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น หลวงอนุสารสุนทรกิจ

การแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ หลวงอนุสารสุนทรกิจ ค้นพบในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๔๑ ลงวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๖๗ ข้อความตอนหนึ่งว่า

ให้ขุนอนุสารสุนทรกิจ(ฮี้) เปนหลวงอนุสารสุนทรกิจ กรมการพิเศษจังหวัดเชียงใหม่ ถือศักดินา ๖๐๐

หลวงอนุสารสุนทรกิจ เสียชีวิตเมื่อปลายปี พ.ศ.๒๔๗๗ ขณะอายุ ๖๗ ปี.

พ.ต.อ.อนุ  เนิดหาด

ผกก.สภ.แม่แจ่ม