หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านกาดหลวง(๖)

Author by 2/08/13No Comments »

ต้นถนนวิชยานนท์ ฝั่งด้านทิศตะวันตกติดกับถนนท่าแพ เดิมเป็นที่ดินของตระกูล กิติบุตร

เจ้าของ คือนายจรัลและนางบู่ทอง กิติบุตร คหบดีของเมืองเชียงใหม่ในสมัยนั้น

นายจรัล  กิติบุตร เป็นบุตรของนายกิติ  กิติบุตรและนางสุ่น สกุลเดิมวังสุนทร มีพี่น้อง ๓ คน คือ นายเทพ(เจี๊ยว) กิติบุตร, นางทองทราย กิติบุตรและนายจรัล กิติบุตร

ส่วนภรรยาคือ นางบู่ทอง สกุลเดิม ทิพยมณฑล เป็นบุตรหญิงของนางบัวผัน ทิพยมณฑลและนายเฮง  แซ่โค้ว มีพี่น้องรวม ๓ คน คือ นางบู่ทอง กิติบุตร, นายสุพจน์  ทิพยมณฑลและน.ส.เรียงพันธ์  ทิพยมณฑล

นายจรัล กิติบุตรและนางบู่ทอง  กิติบุตร หลังแต่งงานแล้วพักอาศัยอยู่บ้านใกล้แยกกลางเวียง เป็นบ้านไม้หลังใหญ่ถัดจากแยกกลางเวียงไปทางสถานีตำรวจกองเมืองเชียงใหม่ ด้านหลังติดรั้ววัดเจดีย์หลวง

บริเวณบ้านหลังนี้ นายจรัล ทำโรงงานขนาดเล็กทำน้ำหวานอัดลมขายที่เรียกว่า น้ำมะเน็ด นอกจากนี้มีรถยนต์เปิดประทุนให้เช่าอีกด้วย ต่อมาได้ย้ายไปอยู่บ้านถัดจากแยกกลางเวียงไปทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นบ้านเก่าของเจ้าพงษ์เจริญ  ณ เชียงใหม่ที่แม่สุ่น  กิติบุตรได้ซื้อไว้เป็นกรรมสิทธิ์

นายจรัลและนางบู่ทอง  กิติบุตร มีบุตรธิดา คือ

๑.นางจิตรวรรณ  บุญญวิทย์ แต่งงานกับ น.ต.อาทิตย์ บุญญวิทย์

๒.นายจุลเทพ  กิติบุตร แต่งงานกับนางอรทัย กิติบุตร

๓.นางพรรณจิตร เจริญกุศล แต่งงานกับนายสมศักดิ์ เจริญกุศล

๔.นางเบญจา สวัสดิโอ แต่งงานกับนายแพทย์กำจัด สวัสดิโอ

๕.นายจุลทัศน์     กิติบุตร

๖.นายจีรพันธ์     กิติบุตร

นายจรัล  กิติบุตร เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๘ ส่วนนางบู่ทอง กิติบุตร เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๑(นางเบญจา สวัสดิโอ,สัมภาษณ์)

ที่ดินบริเวณต้นถนนวิชยานนท์ นายจรัลได้สร้างห้องแถวให้ผู้อื่นเช่า ภายหลังขายเปลี่ยนแปลงการถือครองกรรมสิทธิ์

ร้านหนึ่งที่ซื้อเป็นกรรมสิทธิ์ คือ ร้านถ่ายรูปฉายาแสงอรุณ อาจเป็นร้านถ่ายรูปร้านเดียวของเมืองเชียงใหม่ที่มีอายุการดำเนินกิจการนานที่สุดก็ว่าได้

ร้านฉายาแสงอรุณ รุ่นลูกใช้นามสกุล “ลออชัยรังษี”

รุ่นลูกคนหนึ่ง คือ นายอรุณ  ลออชัยรังษีปัจจุบันอายุ ๘๑ ปี เล่าความเป็นมาว่า เริ่มเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๘๐  พ่อคือ นายก๊กเอง แซ่ล้อ(ล่อก๊กเอง) อพยพมาจากมณฑลซัวเถา ประเทศจีนมาเริ่มต้นสร้างฐานะที่เมืองเชียงใหม่ ระหว่างอยู่ที่ประเทศจีนได้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยหมอฟัน จึงนำความรู้ด้านการรักษาโรคฟันมาเปิดทำการรักษาที่เมืองเชียงใหม่โดยเช่าห้องแถวอยู่ที่ถนนท่าแพ บริเวณดังกล่าวปัจจุบันคือ ธนาคารไทยพาณิชย์ นอกจากนี้ยังประกอบอาชีพรับถ่ายรูปควบคู่กันด้วย

ความรู้ด้านการถ่ายรูปของนายก๊กเองนั้น นายก๊กเองขอศึกษาเรียนรู้มาจากขุนบัญชา ซึ่งเป็นทหารกรมแผนที่สมัยรัชกาลที่ ๕ ที่มาถ่ายภาพทำแผนที่อยู่ที่เมืองเชียงใหม่ โดยฝากตัวเป็นลูกศิษย์เมื่อได้ความรู้แล้วนายก๊กเองก็ใช้รถจักรยานตระเวนรับจ้างถ่ายรูปตามอำเภอต่างๆ เมื่อพอมีเงินสะสมแล้วจึงมาเช่าห้องแถวเปิดร้านถ่ายรูปที่ถนนท่าแพ ตั้งชื่อว่า “ร้านฉายาแสงอรุณ”

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ มีเหตุการณ์สำคัญ คือประเทศจีนเปิดสงครามรบกับประเทศญี่ปุ่น สมัยนั้นชาวจีนที่อพยพไปอยู่นอกประเทศได้รวบรวมเงินเพื่อส่งไปช่วยเหลือที่ประเทศจีน ด้านรัฐบาลไทยผูกมิตรกับประเทศญี่ปุ่นจึงออกกฎหมายห้ามการรวบรวมเงินและมีการจับกุมผู้กระทำผิดลงโทษโดยเนรเทศกลับประเทศจีน นายก๊กเองเป็นคนหนึ่งในเมืองเชียงใหม่ที่ถูกลงโทษในครั้งนั้นและเมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ สงบแล้วจึงขอกลับมาอยู่กับครอบครัวที่เมืองเชียงใหม่เช่นเดิม

ต่อมาประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๐ นายก๊กเองและครอบครัวย้ายร้านจากถนนท่าแพมาเช่าห้องแถวอยู่ที่ถนนวิชยานนท์ ใกล้โรงพยาบาลเทศบาลนครเชียงใหม่ ปัจจุบันคือบริเวณห้างสรรพสินค้าวรวัฒน์

บริเวณดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของนายจรัลและนางบู่ทอง กิติบุตร สร้างห้องแถวสองชั้นหลายห้องให้เช่า ผู้เช่ารายหนึ่งเปิดกิจการโรงแรมที่รู้จักทั่วไป คือ โรงแรมไท้เผ็ง ร้านใหม่ของนายก๊กเองอยู่ข้างโรงแรมไท้เผ็ง

ต่อมาเมื่อบริเวณนี้รื้ออาคาร  นายก๊กเองจึงได้ย้ายไปเช่าอยู่ต้นถนนวิชยานนท์ซึ่งเป็นของนายจรัลและนางบู่ทอง กิติบุตรเช่นเดียวกัน  ภายหลังจึงได้ซื้อไว้เป็นกรรมสิทธิ์มอบให้บุตรชายคนโตดำเนินกิจการ นอกจากนี้นายก๊กเองยังได้ซื้อห้องแถวไม้ตรงข้ามโรงแรมไท้เผ็งจำนวน ๑ ห้องซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์เดิมของเถ้าแก่แดง วิบุลสันติมี ๔ ห้อง และนายก๊กเองเปิดร้านรับทำฟัน ชื่อ ร้านเชียงใหม่แพทย์สถาน

นายก๊กเอง สมรสกับนางอยู่เฮียง แซ่โจ บุตรธิดารวม ๕ คน คือ

๑.นายอรุณ       ลออชัยรังสี                ๒.นางจุรีย์        ลออชัยรังษี

๓.นางอังคณา      ลออชัยรังสี               ๔.นายจงรัก       ลออชัยรังษี

๕.นายภักดี        ลออชัยรังษี

นายก๊กเอง เสียชีวิตเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๓๐

นายอรุณ ลออชัยษี เล่าบรรยากาศของต้นถนนวิชยานนท์สมัยเด็กว่า

“สมัยก่อนรู้จักกันหมด ไปมาหาสู่กัน บ้านใหญ่มุมถนน สมัยสงครามให้เช่า มีร้านศรีประเสริฐมาเช่ารับซ่อมวิทยุ สมัยนั้นวิทยุยังราคาแพงไม่ได้มีทุกบ้าน เจ้าของร้านศรีประเสริฐมักเปิดวิทยุหันลำโพงมาถนนให้ชาวบ้านได้มีโอกาสฟังด้วย สมัยนั้นมักนิยมฟังเรื่องสถานการณ์บ้านเมืองของนายมั่นนายคงกัน ใกล้ๆกัน บริเวณทางแยกที่เรียกว่าแยกวัดอุปคุต จะมีแท่นอยู่กลางถนน มีตำรวจจราจรไปยืนบนแท่นและให้สัญญาณจัดการจราจร  แยกวัดอุปคุตย้อนไปเมื่อ ๖๐-๗๐ ปีก่อนถือว่าเจริญที่สุด มีรถพลุกพล่านส่วนใหญ่เป็นรถจักรยาน รถสามล้อ ระยะต่อมาจึงมีรถจักรยานยนต์และรถยนต์  จากแยกวัดอุปคุตถึงหน้าวัดแสนฝางถือว่าเป็นย่านเศรษฐกิจการค้า ตรงข้ามวัดอุปคุตเคยมีโรงหนังตงก๊ก(ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นศรีวิศาล) ส่วนตรงห้างตันตราภัณฑ์ท่าแพเดิมเคยมีโรงหนังตงเฮง คนมักมาเที่ยวดูหนัง พ่อค้าแม่ค้าจึงมาตั้งแผงขายของกันสนุกสนาน”

ถัดจากร้านถ่ายรูปฉายาแสงอรุณมาทางทิศเหนือ เคยเป็นร้านวรศิริพานิช ขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ปิดมาประมาณ ๑๐ ปี

ก่อนหน้านั้นเคยเป็น ร้านกวงฮัวหลง จำหน่ายสรรพสินค้านานาชนิด

เจ้าของคือนายฉัน  แซ่หลิว ภรรยาชื่อนางจันทร รุ่นลูกใช้นามสกุล “เหล่ากุลดิลก”

นายฉัน  แซ่หลิว อพยพมาจากประเทศจีนมาสร้างฐานะที่เมืองเชียงใหม่ มีบ้านอยู่ที่ถนนช้างคลานบริเวณไนท์บาซ่า เมื่อมีทุนได้มาเช่าอาคารชั้นเดียวของนายจรัล  กิติบุตรที่ถนนวิชยานนท์ เปิดขายสรรพสินค้ามีทั้งเสื้อผ้า เครื่องใช้ รองเท้า เครื่องใช้เครื่องประดับ เครื่องสำอาง หมวกกะโล่ โดยนายฉัน มักทำงานอยู่ที่ร้าน ส่วนภรรยาคือ นางจันทร มักเดินทางไปกรุงเทพฯ สั่งซื้อสินค้ามาขายที่ร้าน

รุ่นลูกรวม ๗ คน เช่น นายวิวัฒน์  เหล่ากุลดิลก, แพทย์หญิงดวงสุดา  ธรรมศักดิ์ เคยรับราชการอยู่โรงพยาบาลกลางที่กรุงเทพฯ, นางเอมอร  จันทร์สุขเศรษฐ์ ต่อมาแยกครอบครัวเช่าห้องด้านข้างเปิดร้านขายรองเท้าใช้ชื่อ “ร้านแดนทอง” , นางอรชร  เหล่ากุลดิลก โยกย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ , นายสุทิน  เหล่ากุลดิลก  เป็นต้น

รุ่นลูกที่สืบทอดกิจการค้าขายของ “ร้านกวงฮัวหลง” คือนายวิวัฒน์  เหล่ากุลดิลก แต่งงานกับนางผุสดี รุ่นลูกมี ๔ คน คนหนึ่งคือ คุณเปรมวดี  เอื้องสวัสดิ์(แต่งงานกับนายอร่าม  เอื้องสวัสดิ์) อดีตทำงานธนาคารกรุงเทพ จำกัด ปัจจุบันอายุ ๖๕ ปี เล่าเกี่ยวกับร้านกวงฮัวหลง ว่า

“ร้านกวงฮัวหลงมาจากรุ่นอากง(ปู่-นายฉัน  แซ่หลิว) อากงซื้อบ้านอยู่อาศัยที่ตรงข้ามโรงแรมช่องฟ้าในสมัยก่อน ปัจจุบันคือย่านไนท์บาซ่า เป็นบ้านไม้ ต่อมาสร้างเป็นบ้านตึก ด้านหน้าเคยทำห้องแถวให้เช่า ต่อมาทำเป็นตึกแถวให้เช่า และแบ่งขายบางส่วน ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์กาแล

“ครอบครัวอากงพักอาศัยอยู่ที่นั่น เช้าก็มาเปิดร้านที่ถนนวิชยานนท์ ดิฉันเป็นเด็กที่วิ่งแล่นอยู่แถวนั้น ต้นถนนเคยมีร้านของคุณจินดา สุกัณศีล ถัดมาเป็นร้านแดนทอง(ร้านฉายาแสงอรุณย้ายมาภายหลัง) ถัดมาเป็นร้านกัวฮัวหลงของอากง ถัดไปเคยเป็นร้านมิ่งฟ้า ขายของพื้นเมือง ถัดไปเป็นร้านกรุงเทพ รับถ่ายรูป ถัดไปเป็นร้านฮั่วเฮง ขายสินค้าพื้นเมือง เลยไปเป็นร้านเต๊กหยู ขายวิทยุ ถัดไปเป็นร้านชูนารีหัตถกิจ, ร้านสมบูรณ์โอสถ”.

พ.ต.อ.อนุ  เนิดหาด

ผกก.สภ.แม่แจ่ม