หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านกาดหลวง(๙)

Author by 13/08/13No Comments »

ร้านเชียงใหม่ฟ้าใสเซ็นเตอร์หรือเชียงใหม่พลาสติก ในอดีตเคยเป็นบ้านของนางน้อย  นิมมลรัตน์เป็นบ้านไม้ชั้นเดียวมีใต้ถุน ส่วนด้านหน้าสร้างเป็นห้องแถวไม้ชั้นเดียวที่เรียกว่า เฮือนแป ให้เช่า

เจ้าของคือ นางน้อย นิมมลรัตน์  ห้องแถวของนางน้อยมี ๔ ห้อง บางห้องแบ่งให้เช่า ร้านที่มาเช่าในอดีต คือ ร้านดีไทย ๑ ห้อง ร้านแซ่เอ็ง ๑ ห้อง และร้านไทยจำเริญ ๑ ห้องขายเสื้อผ้า

ต่อมานางน้อย รื้อห้องแถวไม้เดิมและสร้างเป็นตึก ๔ ห้อง แบ่งให้รุ่นลูกที่ชาวกาดหลวงจำได้ เช่น เฮียชิ้ง เฮียเตี๋ย เจ๊ลั้ง(แต่งงานกับพ่อเลี้ยงจันทร์ ชนะนนท์)

ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์และเปลี่ยนเป็นร้านฟ้าใสหรือเชียงใหม่พลาสติกปัจจุบันควบคุมกิจการโดย คุณจิตรา  ตันตาคมและรุ่นลูก

คุณจิตรา เดิมครอบครัวค้าขายอยู่อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ต่อมาจึงย้ายมาค้าขายอยู่ในเมืองเชียงใหม่ เล่าเรื่องการค้าขายสมัยก่อนว่า

“พ่อแม่มีร้านที่อำเภอบ้านโฮ่ง สมัยนั้นสินค้าต่างๆ มักมาซื้อที่เชียงใหม่ ส่วนตัวจังหวัดลำพูนไปมาลำบากยังไม่มีถนน สมัยก่อนตำรวจบ้านโฮ่งจะไปรับเงินเดือนที่เมืองลำพูน ต้องเดินทางไปเชียงใหม่ก่อนและนั่งรถจากเชียงใหม่มารับเงินเดือนที่ลำพูน ภายหลังจึงมีการตัดถนนจากบ้านโฮ่งตัดเข้าลำพูนทำให้การคมนาคมสะดวกขึ้น

“การเดินทางจากบ้านโฮ่งมาเชียงใหม่ ต้องขี่จักรยานมาบ้านท่าลี่ เขตอำเภอป่าซางและข้ามแม่น้ำปิงมายังฝั่งอำเภอจอมทอง หลังจากนั้นนั่งรถโดยสารเข้าเชียงใหม่ สมัยนั้นรถยนต์ใช้ฟืน จำได้ว่าคราวหนึ่งจะกลับบ้านโฮ่ง ผ่านทุ่งเสี้ยวไป เลยอำเภอสันป่าตอง เลยบ้านสามหลัง ระหว่างอยู่กลางป่ารถเกิดเสีย ต้องนอนกันกลางป่า

“สมัยก่อนคนต้องทำงานหนัก ส่วนคนสมัยนี้ทำงานน้อย ทันได้เห็นนายบุญเท่ง ทองสวัสดิ์ อดีต ส.ส.ลำปาง นำเกลือบรรทุกเกวียนตระเวนขายที่อำเภอบ้านโฮ่ง ลำพูนและเขตจังหวัดเชียงใหม่ นายบุญเท่ง ทองสวัสดิ์เก่งค้าขาย ฐานะดี ได้ภรรยาคนเป็นคนบ้านโฮ่งด้วย

“พ่อขี่จักรยานจากบ้านโฮ่ง มีลูก ๒ คนนั่งมาด้วยด้านหน้า ๑ คน หลัง ๑ คน มาท่าลี่ ลงเรือข้ามมาจอมทองและขึ้นรถโดยสารมาเชียงใหม่ ส่วนจักรยานฝากบ้านญาติไว้

“ป้า(จิตรา)มาอยู่เชียงใหม่เมื่ออายุ ๒๐ ปีเศษ มาอยู่บ้านคุณชวน  เป็นน้องของแม่ เขาเป็นเจ้าของร้านยนต์ศิลป์ หน้าตลาดสันป่าข่อย คุณชวน เรียนเก่ง เรียนที่ลำพูน เคยได้พาสชั้น จะไปสอบนายร้อยตำรวจ แต่ญาติพี่น้องบอกว่าเงินเดือนน้อย ขณะนั้นเงินเดือนประมาณ ๘๐๐ บาท ญาติแนะนำงานให้เป็นผู้จัดการโรงน้ำแข็งดีกว่า เพราะรู้หนังสือจีน หนังสือไทย และรู้ภาษาฝรั่งด้วย  มีโรงน้ำแข็งอยู่ที่ย่านวัดเกตการาม ปัจจุบันคือ ตรงข้ามร้านอาหารกู๊ดวิว สมัยนั้นตรงกับช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ รัฐบาลไล่คนจีนออกจากเชียงใหม่ทำให้ขาดผู้จัดการ  คุณชวนมาเป็นผู้จัดการโรงน้ำแข็ง

“หลังจากแต่งงานแล้ว ป้าเข้ามาอยู่ที่บ้านของสามีที่ร้านตันย่งฮง ทำงานบ้านหลายอย่าง ซักผ้า รีดผ้า เป็นครอบครัวใหญ่อยู่กันหลายคน ต่อมาแยกครอบครัวไปอยู่บ้านข้างร้านเจี่ยท่งเฮง ที่ดินเราซื้อไว้ ลูกคนเล็กมาเกิดที่บ้านหลังนี้ ส่วน ๕ คนเกิดที่ร้านตันย่งฮง ย้ายไปอยู่ที่โน่น สามียังต้องมาช่วยค้าขายที่ร้าน ส่วนป้าทำหน้าที่เลี้ยงลูก

“ต่อมาสามีได้รับมรดกตึกแถว ๑ ห้อง ที่ตรอกข่วงเมรุ จึงมาค้าขายอยู่ที่ตึกแถว  ขายพลาสติก จึงตั้งชื่อร้านว่าเชียงใหม่พลาสติก เป็นร้านแรกของเชียงใหม่ที่ทำขวดพลาสติก

“เริ่มแรกนั้นคนกรุงเทพฯ นำยากันยุงมาให้ขายและนำตลับพลาสติกมาให้ขายด้วย ต่อมาจึงได้เรียนรู้ด้านการผลิตตลับพลาสติก ขวดพลาสติกและฝาจุก โดยซื้อเม็ดพลาสติกมาเป็นถุง มาใช้ความร้อนหลอมรวมกันและใช้เครื่องมือที่ใช้แรงคนอัดเป็นตลับพลาสติก สมัยนั้นเชียงใหม่ยังไม่มีใครคิดทำขาย ลุงประยูร เริ่มคนแรก ลูกค้ามาซื้อตลับพลาสติกไปใช้บรรจุยาแผนโบราณชนิดผงและชนิดที่เป็นขี้ผึ้ง

“ขณะนั้นจ้างลูกจ้าง ๒ คน ช่วยงาน ทำจุกขวดด้วย ทำเป็นแผงและใช้มือบิดแยกออก

“ต่อมาซื้อที่ด้านหลัง  ตรงนี้เป็นหลังตึกร้านบุญส่ง(ปัจจุบันคือร้านเจียงฮะ สมัยนั้นเขาจะขาย ๓ ล้าน ๕ แสนบาท แต่เราไม่มีเงินเพียงพอที่จะซื้อได้ เจ้าของร้านเจียงฮะซื้อไว้ เดิมเป็นของภรรยาเสี่ยฮวด(นายชาญ ปัทมอดิสัย)

“ที่ดินที่ซื้อเพิ่ม เดิมเป็นสวนลิ้นจี่ สวนลำไย จึงซื้อสวนไว้ ราคาหลายแสนแต่ไม่ถึงล้าน ก่อสร้างร้านเพิ่มเติมเพื่อให้วางสินค้าได้มากขึ้น

“ต่อมาด้านติดถนนวิชยานนท์ได้ซื้อต่อจากเจ้าของร้านแฟชั่นสโตร์ และสร้างอาคารเชื่อมต่อมาด้านหลัง ส่วนที่ว่างถนนท่าแพข้างร้านรัตนผล เจ้าของเดิมเป็นตระกูลพงษ์พิพัฒน์  เราไปติดต่อขอซื้อ เจ้าของขายจึงซื้อไว้เพราะหลังร้านเชียงใหม่พลาสติกติดกับที่ดินนี้ อนาคตอาจสร้างเชื่อมไปออกถนนท่าแพ”

นายประยูร ตันตาคมและนางจิตรา ตันตาคม มีบุตรธิดา ๖ คน คือ

๑.นางนภาพร  ปุญปัน แต่งงานกับนายชัชวาล  ปุญปัน รับราชการอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บุตรธิดา คือ น.ส.ชมเดือน ปุญปัน, นายณัฐ  ปุญปันและ น.ส.ฟ้าใส  ปุญปัน

๒.ดร.ศิริพรรณ  สายัมพล จบปริญญาเอกจากประเทศเยอรมัน รับราชการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม แต่งงานกับ ผศ.ดร.บุญฤทธิ์ สายัมพล อาจารย์ที่เดียวกัน

๓.น.ส.นันทนา  ตันตาคม ผจก.บริษัทเชียงใหม่พลาสติก จำกัด

๔.นางภาวดี(แดง)  จรัสมนัสกุล แต่งงานกับนายสันติ(เชียง) จรัสมนัสกุล ดูแลกิจการร้านเชียงใหม่พลาสติก

๕.นางดวงรัตน์  อริยสันติชัย แต่งงานกับนายวิชัย  อริยสันติชัย บุตรธิดา ๓ คน มีกิจการร้านค้าอยู่กรุงเทพฯ

๖.ดร.ภัทราพร  กมลเพ็ชร ปริญญาเอกจากประเทศสหรัฐอเมริกา แต่งงานกับ ดร.ปฏิวัติ กมลเพ็ชร บุตร ๑ คน คือ ด.ช.ฐปนนท์(นนว์) กมลเพ็ชร

(จากหนังสือ ความทรงจำ จากอดีตถึงปัจจุบัน, รังสี  ต.เจริญ,๒๕๕๐)

นายประยูร  ตันตาคม เสียชีวิตเมื่อกลางปี พ.ศ.๒๕๕๓

นอกจากนี้ตึกแถวเดิมของนางน้อย  นิมมลรัตน์ ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ เป็นของร้านศรีฟ้า ๒ ห้อง, ร้านศรีชัยและร้านวินัยการแว่น

ร้านศรีฟ้า ตระกูล สุขสมมโนกุล

ร้านศรีฟ้า เริ่มจากนายเจน  แซ่เล้า อพยพมาจากประเทศจีนมาค้าขายร่วมกับพี่ชายที่กรุงเทพฯระยะหนึ่ง  ต่อมาได้แยกตัวออกมาสร้างฐานะเองโดยโยกย้ายมาเริ่มต้นที่เมืองเชียงใหม่พร้อมกับภรรยา คือนางประยูร เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๐

ที่เมืองเชียงใหม่นายเจน  แซ่เล้าและภรรยาเริ่มเช่าห้องพักอาศัยอยู่หน้าวัดหนองคำ ถนนช้างม่อยและประกอบอาชีพค้าขาย โดยหาบรองเท้า กระเป๋า เครื่องหนังอื่นๆ มาขายที่ตลาดวโรรส สินค้าเครื่องหนังดังกล่าวแม่ของภรรยาส่งมาให้จากกรุงเทพฯ ประมาณ ๒ ปีต่อมาจึงได้ย้ายมาเช่าห้องอยู่ที่ถนนวิชยานนท์ ค้าขายรองเท้าและเครื่องหนัง ใช้ชื่อว่า “ร้านศรีฟ้า” ต่อมาปี พ.ศ.๒๕๐๔ ซื้อไว้เป็นกรรมสิทธิ์

นายเจน และนางประยูร  แซ่เล้า มีบุตรธิดารวม ๔ คน คือ

๑.นายนิทัศน์  สุขสมมโนกุล อาชีพวิศวกร

๒.นายนิพนธ์  สุขสมมโนกุล ธุรกิจส่วนตัว

๓.นางเยาวดี  สุขสมมโนกุล

๔.นางเยาวพรรณ  สุขสมมโนกุล

คุณนิพนธ์  สุขสมมโนกุล ปัจจุบันอายุ ๕๙ ปี เล่าบรรยากาศสมัยที่เริ่มค้าขายที่ย่านกาดหลวงว่า

“ผมเกิดและโตที่ร้านที่ถนนวิชยานนท์  เตี่ยโยกย้ายมาเชียงใหม่เพราะเห็นว่าเป็นเมืองเล็กกว่ากรุงเทพฯ การแข่งขันต่ำ โอกาสที่จะสร้างฐานะได้ง่ายกว่าอยู่กรุงเทพฯ หลังจากเช่าอยู่ใกล้วัดหนองคำระยะหนึ่ง จึงย้ายมาเล่าอยู่ถนนวิชยานนท์ รวม ๒ ห้อง เลขที่ ๘๗ และ ๘๙ เจ้าของห้อง คือพ่อเลี้ยงจันทร์  ชนะนนท์ เขามีห้องให้เช่าอยู่ประมาณ ๗ ห้อง สมัยนั้นร้านแฟชั่นสโตร์ก็เช่าของพ่อเลี้ยงจันทร์

“เตี่ยตั้งชื่อร้านว่า ศรีฟ้า ขายเครื่องหนังที่ส่งมาจากกรุงเทพฯ ทางแม่ผมมีฐานะดีอยู่กรุงเทพฯ ยายส่งสินค้ามาให้ขาย ต่อมาประมาณปี พ.ศ.๒๕๐๔ เตี่ยซื้อไว้เป็นกรรมสิทธิ์ทั้งสองห้อง ราคาสมัยนั้น ๕ แสนบาท เป็นอาคารห้องแถวโบราณ ๒ ชั้น เราใช้อยู่อาศัยและขายของหน้าร้าน ซื้อห้องแถวไว้ด้านหลังเขาแถมที่เปล่าให้ด้วย เตี่ยสร้างเป็นอาคารตึก ๓ ชั้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๒  สินค้าเครื่องหนังที่ร้านเรา  ที่ขายเหมือนกัน คือร้านกวงฮั่วหลงและร้านแฟชั่นสโตร์”.

 

พ.ต.อ.อนุ  เนินหาด

ผกก.สภ.แม่แจ่ม เชียงใหม่