หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านกาดหลวง (๑๙)

Author by 11/12/13No Comments »

               ตึกแถวเดิมที่ตลาดวโรรส ด้านหน้าติดถนนวิชยานนท์ ก่อนเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่เมื่อต้นปี พ.ศ.๒๕๑๑ เคยมีร้านค้าหลายร้านสร้างฐานะ ณ ตึกแถวแห่งนี้

 

             ร้านหนึ่ง คือ ร้านซิงกวง ตระกูล “อาภาวัชรุตม์”

                ร้านซิงกวง จำหน่ายรองเท้าหลากหลายชนิด โดยเฉพาเป็นตัวแทนจำหน่ายรองเท้ายี่ห้อนันยางที่ได้รับความนิยมมาก

ร้านซิงกวง เริ่มต้นจากนายอาวเอี่ยงค่ายหรือนายค่าย  อาภาวัชรุตม์ อพยพมาจากประเทศจีนเมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๑ ขณะอายุ ๑๙ ปี เริ่มต้นทำงานที่ร้านของพี่ชาย ชื่อร้านจินเฮงฮวด ค้าขายข้าวสาร ยาสูบและสุรา  ต่อมานายค่ายแต่งงานกับนางพยงค์ สกุลเดิม ตียพันธ์ บุตรหญิงของนายเชียงปู่และนางหนึ้ง เจ้าของร้านเตียจี้เซ้ง(ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นร้านวัฒนภัณฑ์) หลังแต่งงานแล้ว ๓ ปี นายค่ายและนางพยงค์ แยกครอบครัวออกมาเซ้งตึกแถว ๓ ชั้นอยู่หน้าตลาดวโรรส ถนนวิชยานนท์ ประกอบอาชีพค้าขายรองเท้า ตั้งชื่อร้านว่า “ร้านซิงกวง” ซึ่งแปลงว่าแสงแห่งวันใหม่หรือรุ่งอรุณ

นายค่าย  อาภาวัชรุตม์ ได้ช่วยเหลืองานสาธารณประโยชน์ของสังคมเมืองเชียงใหม่ไว้หลายด้าน ส่วนหนึ่งเป็นกรรมการก่อตั้งมูลนิธิเชียงใหม่สามัคคีการกุศล(ซิ่วเต็กเซี่ยงตึ้ง) เป็นกรรมการก่อตั้งมูลนิธิช่องฟ้าซิวเซิงวาณิชบำรุง เป็นต้น  เสียชีวิตลงเมื่อกลางปี พ.ศ.๒๕๔๐ ขณะอายุ ๗๘ ปี(หนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ,นายค่าย อาภาวัชรุตม์,๒๕๔๐)

รุ่นลูกรวม ๘ คน แต่ละคนได้รับการศึกษาสูงและส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับราชการ คือ

๑.รศ.ดร.พิมพ์ใจ  อาภาวัชรุตม์ จบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ อดีตอาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

๒.รศ.ดร.สุภาภรณ์  อาภาวัชรุตม์ จบปริญญาเอกทางภาษาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยปารีส ประเทศฝรั่งเศส อดีตอาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

๓.นายธงชัย  อาภาวัชรุตม์(สมรสกับนางเสาวลักษณ์ สกุลเดิม เดชดำรงวุฒ)

๔.นางเรืองชัย  อาภาวัชรุตม์(สมรสกับนางพวงทอง  สกุลเดิม วาทิน)

๕.รศ.พูลสุข  ตันพรหม(สมรสกับนายพงศ์พันธุ์  ตันพรหม)

๖.ดร.ดวงจันทร์  อาภาวัชรุตม์ เจริญเมือง(สมรสกับดร.ธเนศวร์  เจริญเมือง) จบปริญญาเอกจากประเทศญี่ปุ่น อดีตนักวิจัย(ชำนาญการ)สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ดร.สุภาภรณ์  อาภาวัชรุตม์ เขียนความทรงจำเกี่ยวกับร้านซิงกวงไว้ในหนังสือเรื่องเล่าจาวกาดเล่ม ๒ ส่วนหนึ่งว่า

“ร้านซิงกวงขายรองเท้าอยู่ระหว่างร้านทองไท้ฮงล้งกับร้านบุญส่งพานิชซึ่งขายสินค้าหลายๆ อย่างทางขวา

“ช่วงโรงเรียนใกล้จะเปิดต้นพฤษภาคมเป็นต้นมา ร้านซิงกวงจะขายรองเท้าดีมาก  สมัยนั้นร้านของเราได้ชื่อว่าเป็นคลังรองเท้า เพราะคนซื้อจะเลือกรองเท้าได้ทุกชนิด  อาปา-แม่และลูกๆ ทุกคนต้องช่วยกันหยิบรองเท้าให้ลูกค้าลอง เพื่อนบ้าน “ปุ๊ย” ร้านไท้ฮงล้ง มีน้ำใจมาช่วยรับเงินและทอนสตางค์ลูกค้าด้วย เราจึงมีความรู้สึกต่อกันยิ่งกว่าเพื่อนบ้านธรรมดา

“ร้านซิงกวง ตอนเปิดร้านใหม่ๆ ขายของจิปาถะ เช่น แว่นตา น้ำมันผม ไฟแช็ก ดินสอ ปากกา มีตู้โชว์เล็กๆ สวยงามทันสมัย ส่วนดินสอที่ขายในยุคแรกยี่ห้ออาซาฮีซึ่งเหลาหัก เหลาหัก จำได้ว่าร้านซิงกวงยังเคยขายหนังสือนิทานพื้นบ้านประเภทปลาบู่ทองและอื่นๆ ดูเหมือนจะเป็นของบริษัทประชาช่าง

“ร้านซิงกวงเริ่มขายรองเท้าโดยไปรับมาจากร้านบ่วนเฮง สันป่าข่อย ร้านบ่วนเฮงจะขายสินค้าหลายอย่าง ส่วนใหญ่จะเป็นพวกรองเท้า ต่อมามีผู้นำรองเท้านันยางตราช้างดาวที่ผลิตในสิงคโปร์มาจำหน่าย และเสนอให้ทางร้านจัดจำหน่าย เมื่อตระกูลซอโสตถิกุล ตั้งโรงงานผลิตรองเท้าในประเทศไทยเห็นว่าร้านซิงกวงจำหน่ายรองเท้านันยางของสิงคโปร์อยู่แล้ว  จึงมาติดต่อให้เป็นผู้แทนจำหน่าย(เอเยนต์) นับเป็นเอเยนต์นันยางแห่งแรกในจังหวัดเชียงใหม่

“มีสินค้าอีกอย่างที่ร้านของเราขายและมีชื่อคือ น้ำผึ้ง ซึ่งมีคุณภาพดีมาก เพราะเป็นน้ำผึ้งป่าเดือน ๕ ซึ่งเป็นเดือนที่แล้ง น้ำผึ้งจะบริสุทธิ์ไม่มีน้ำเจอปน

“นอกจากขายรองเท้าแล้ว ร้านซิงกวงเป็นเจ้าแรกในเชียงใหม่ที่นำสายเบ็ดไนล่อนมาจำหน่าย หน้าร้านในตู้โชว์จะมีเบ็ดฝรั่งทันสมัยวางโชว์อยู่ แม้สมัยนี้กลายเป็นของธรรมดาไปแล้ว แต่ในยุคนั้นผู้คนเดินผ่านไปมาตื่นตาตื่นใจ สายเบ็ดขายดีมาก เราต้องวัดและพันใส่หลอดตอนกลางคืนเพื่อจะขายเช้า  อาปาได้คิดวิธีวัดสายเบ็ดโดยกรอใส่หลอดด้วยเครื่องมอเตอร์ที่หมุนด้วยแรงจักรยานที่เราผลัดกันขึ้นไปถีบ กิจการสายเบ็ดดำเนินไปด้วยดี แต่เมื่อคุณนายกี ภริยาของหลวงจงจิตหิรัญรักษ์ อดีตคลังจังหวัด ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่อาปา-แม่ เคารพนับถือมาเห็นเข้า จึงขอให้เลิกขายสายเบ็ดซึ่งเป็นการสนับสุนนการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ผิดศีลข้อหนึ่ง  ร้านซิงกวงจึงเลิกขายสายเบ็ดไนล่อนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

“ร้านซิงกวงขายรองเท้าทั้งปลีกและส่ง คนอายุรุ่น ๔๐-๖๐ ปีในเชียงใหม่ส่วนใหญ่เมื่อเป็นนักเรียนก็จะเป็นลูกค้าของเรา

“รองเท้านันยางส่งจากกรุงเทพฯ มาทางรถไฟ ครั้งละประมาณ ๑๕-๒๐ กระสอบ การคมนาคมทางถนนยังไม่สะดวกเหมือนสมัยนี้ เราต้องขอให้ ร.ส.พ.(องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์) เอามาถึงตอนเย็นตอนกาดเลิก จะได้ที่ลงสินค้า แล้วพวกเราก็ช่วยกันขนขึ้นชั้นสามซึ่งใช้เป็นโกดัง

“ลูกค้ารองเท้านันยางมีตั้งแต่ฝาง(สมัยยังมีกองทัพก๊กมินตั๋ง) แม่สะเรียง ขุนยวม แม่ฮ่องสอน สมัยการคมนาคมยังไม่สะดวก มีรถบรรทุกสองแถวรับไป ลูกค้าพวกนี้จะชำระค่ารองเท้าเป็นเงินแถบ(เงินรูปีอินเดีย) แล้วแม่ก็บอกให้พวกเราเอาไปขายที่วัวลาย บางทีก็ให้เอาเงินแถบไปทำสลุงมาไว้ขายอีก

“ร้านซิงกวงเป็นร้านจำหน่ายรองเท้าฟองน้ำแบบคีบของญี่ปุ่นเป็นเจ้าแรกของเชียงใหม่ ยี่ห้อ Swallow นกนางแอ่น  ต่อมามีแบบสวม  รองเท้ายี่ห้อนี้มีคุณภาพดีและราคาค่อนข้างสูง ศัพท์วัยรุ่นสมัยนี้ก็คงจะบอกว่า ไฮโซ ก่อนหน้านี้คนนิยมใช้รองเท้ายางสวมตราอีแปะ พื้นสีน้ำตาล สายไขว้กันสีขาว ทนทานมาก  รองเท้าฟองน้ำญี่ปุ่น Swallow บรรจุอยู่ในถุงไนล่อนใส เป็นครั้งแรกที่เราเห็นวัสดุชนิดนี้ ปกติรองเท้ายี่ห้ออื่นๆ จะบรรจุอยู่ในถุงกระดาษสีน้ำตาล

“รองเท้าของร้านเรามีการโฆษณาในโรงหนังด้วย เช่น โรงหนังศรีนครพิงค์ รูปและข้อความโฆษณาจะเขียนบนกระจกใสรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดประมาณ ๓.๕ คูณ ๓.๕ นิ้ว จะฉายเป็นภาพนิ่งก่อนฉายหนังตัวอย่างที่เขียนไว้ว่า Coming soon พวกเราจึงมีตั๋วหนังฟรีบ่อยๆ

“หลังเกิดเหตุไฟไหม้เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๑ ร้านต้นเพลิงอยู่เยื้องร้านซิงกวง ไม่มีใครคาดคิดว่าไฟไหม้ครั้งนี้จะลุกลามไหม้ไปทั้งสองตลาด จาวกาดทังหลายต้องแยกย้ายกันไปไม่ได้พบหน้าค่าตากันนานจนถึงงาน “จาวกาดบะเก๋าปะกั๋น ครั้งที่ ๑ ในปี พ.ศ.๒๕๔๖ นับเป็นการเริ่มต้นรื้อฟื้นสายสัมพันธ์ที่มีต่อกันอีกครั้งหนึ่ง”.(ชีวิตชาวกาด,สุภาภรณ์  อาภาวัชรุตม์,เรื่องเล่าจาวกาดเล่ม ๒,๒๕๔๘)

หลังเหตุการณ์ไฟไหม้ตลาดวโรรสเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑  เจ้าของร้านซิงกวงย้ายไปอยู่ที่ถนนราชวงศ์ ต่อมาเลิกกิจการเนื่องจากเจ้าของอายุมากและรุ่นลูกแยกย้ายกันประกอบอาชีพอื่น

ถัดจากร้านซิงกวงไปทางใต้เป็นร้านทองไท้ฮงล้ง

ถัดไปเป็นร้านตันร้อยกี่ สกุล “ตนานุวัฒน์”

ร้านตันร้อยกี่ เริ่มต้นจากนายสกใจ๋(หรือสุดใจ) แซ่ตั้ง อพยพมาจากประเทศจีนมาทำงานเป็นเสมียนบัญชีกับบริษัทเดินรถ ชื่อบริษัทหลี่เซียง จำกัด ต่อมาแต่งงานกับนางบัวผัน  หลังแต่งงานได้มาตึกแถวอยู่หน้าตลาดวโรรส เปิดร้านขายเครื่องก่อสร้างขนาดเล็ก  สีน้ำมัน  สีกระป๋อง ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนทำร่มที่บ้านบ่อสร้าง อำเภอสันกำแพง ตั้งชื่อร้านว่า ร้านตันร้อยกี่    บุตรธิดารวม ๘ คน คือ

๑.นายอิ่วซิว  แซ่ตั้ง                            ๒.นางสุดาพร  แซ่เตียว(สมรสกับนายเซี่ยมติ่ง  แซ่เตียว)

๓.นายอภิสิทธิ์  ตนานุวัฒน์(สมรสกับนางจรรยา สกุลเดิม โตแสงชัย)

๔.ด.ช.ชุนเซ็น  แซ่ตั้ง(เสียชีวิตตั้งแต่เด็ก)

๕.นางพิมพรรณ  สุจริตรักษ์(สมรสกับนายณัฏฐพร สุจริตรักษ์ ร้านสุจริตพานิช)

๖.นายอภิชาติ  ตนานุวัฒน์    ๖.นายสุรศักดิ์  ตนานุวัฒน์(สมรสกับนางวนิดา สกุลเดิม ชวพันธุ์)

๗.นางภัทรนี  จุฑานนท์(สมรสกับอาจารย์โอภาส  จุฑานนท์)

บุตรชายคนที่ ๒ คือ นายอภิสิทธิ์  ตนานุวัฒน์ ได้แยกไปตั้งร้านผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ที่ถนนช้างม่อย ใช้ชื่อว่า ร้านตนานุวัฒน์  รุ่นลูก คือ นพ.รักษ์  ตนานุวัฒน์, นายณรงค์  ตนานุวัฒน์, นางจงกลรัตน์  เสริมพานิชและนายพัฒนพงศ์  ตนานุวัฒน์ (หนังสืออนุสรณ์พิธีรับมอบศพอุทิศร่างกายนายอภิสิทธิ์  ตนานุวัฒน์,๒๕๕๒)

*** ภาพประกอบ ตึกแถวด้านหน้าตลาดวโรรส เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๕ ก่อนไฟไหม้ ถ่ายภาพโดยคุณบุญเสริม สาตราภัย

 

พ.ต.อ.อนุ   เนินหาด

ผกก.สภ.แม่แจ่ม เชียงใหม่