หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านกาดหลวง (๒๔)

Author by 24/01/14No Comments »

บริเวณห้างสรรพสินค้าวรวัฒน์ ข้างโรงพยาบาลเทศบาลนครเชียงใหม่ เคยเป็นที่ดินของนางบู่ทอง  กิติบุตร สร้างเป็นอาคารให้เช่า

ประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๕  เจ้าของอาคาร คือ นางบู่ทอง  กิติบุตร รื้ออาคารและปรับที่เป็นที่ว่างเตรียมสร้างอาคารพาณิชย์  ต่อมาเปลี่ยนใจต้องการขายเปลี่ยนกรรมสิทธิ์  ปี พ.ศ.๒๕๒๖ นายฮ่งเซียง  แซ่โค้ว  สนใจและติดต่อขอซื้อที่ดินทั้งหมดในราคา  ๘ ล้านบาท เนื้อที่ทั้งหมด  ๑๑๖ ตารางวา ใช้เงินกู้จากธนาคารส่วนหนึ่ง

ประวัติของนายฮ่งเซียง  แซ่โค้ว  มีภรรยาชื่อ นางลั้ง  แซ่ซื้อ อพยพจากประเทศจีน มาอยู่ที่จังหวัดลพบุรี อาชีพรับจ้างเย็บผ้า ต่อมาอพยพมาเชียงใหม่ ไปเริ่มต้นสร้างฐานะที่อำเภอแม่ริมประกอบอาชีพค้าขายพืชไร่และถั่วเหลือง ต่อมาย้ายมาเช่าห้องแถวขายของชำที่ถนนวิชยานนท์ ด้านหลังติดตลาดต้นลำไย ใช้ชื่อว่า “ร้านเชียงฮวด”

นายฮ่งเซียงและนางลั้ง มีบุตร  ๒  คน คือ นายชาตรี และนายวรศักดิ์  อิสรชีววัฒน์  หลังจากซื้อที่ดินของนางบู่ทอง กิติบุตรมาแล้วได้ปล่อยทิ้งไว้ระยะหนึ่งเนื่องจากปี พ.ศ.๒๕๒๕ มีการลดค่าเงินบาท ทำให้เศรษฐกิจไม่ดีจึงไม่สามารถลงทุนได้ จนปี พ.ศ.๒๕๓๒  จึงเริ่มสร้างอาคารเปิดเป็นห้างสรรพสินค้า ชื่อ ห้างวรวัฒน์ ขณะนั้นนายฮ่งเซียง อายุ  ๗๐ ปีเศษแล้ว จึงเป็นผู้ให้กำลังใจ ส่วนผู้ดำเนินกิจการ คือ นายชาตรี และวรศักดิ์(นายวรศักดิ์   อิสรชีววัฒน์,สัมภาษณ์)

ถัดจากห้างสรรพสินค้าวรวัฒน์ไปทางทิศเหนือเป็น ร้านพัวไท่กี่

เจ้าของ คือ นายเคียง  แซ่พัว ต่อมารุ่นลูกมักใช้นามสกุล “ภูวกุล”

ร้านพัวไท่กี่เปิดขายอุปกรณ์ก่อสร้าง พวกเหล็กเส้น ตะปู ปูนซิเมนต์ นายเคียง เดินทางมาจากประเทศจีน ตั้งแต่อายุ ๑๘ ปี แวะทำงานรับจ้างปลูกพริกไทย ที่เกาะซาราวัคประเทศมาเลเซีย ต่อมามารับจ้างทำประมงที่ประเทศสิงคโปร์ หลังจากนั้นมาอยู่ที่กรุงเทพฯ และมาอยู่เชียงใหม่  ด้านครอบครัวแต่งงานกับนางเป๊า  แซ่จัง

เมื่อมาอยู่เชียงใหม่ นำเงินที่สะสมไว้มาเริ่มค้าขายของเล็กๆ น้อยๆ ที่ถนนวิชยานนท์ เมื่อมีทุนมากขึ้นจึงได้เปลี่ยนจากร้านเล็กเป็นร้านใหญ่ขึ้น  ภายหลังได้สร้างเป็นอาคารตึกสองชั้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๑

นายเคียง  แซ่พัว มีภรรยา ๒ คน คือนางเกียงและนางเป๊า  แซ่จัง บุตรธิดารวม ๑๓ คน ส่วนหนึ่งรับราชการ คือ อาจารย์ภัทรา  ณ เชียงใหม่(แต่งงานกับเจ้ากุลวงศ์  ณ เชียงใหม่), อาจารย์จุฑารัตน์  ภูวกุล อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยพลศึกษาฯเชียงใหม่, นายสุจิตต์  ภูวกุล อดีตรองอธิบดีกรมทรัพยากรฯ, นายวิรุฬห์  ภูวกุล อดีตผู้ช่วยผู้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, นางนิตา  คำมะนิต อดีตครูเทศบาลสังกัดกระทรวงมหาดไทย, นางรมณีย์  อดีตอาจารย์วิทยาลัยเทคนิคทุ่งมหาเมฆ กรุงเทพฯ เป็นต้น

บุตรชายที่มีบทบาทในการช่วยเหลืองานสาธารณประโยชน์ของเมืองเชียงใหม่ คือ ดร.ศุภวัฒน์  ภูวกุล ให้ข้อมูลว่าเกิดเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๑  ที่บ้านที่เปิดเป็นร้านพัวไท่กี่แห่งนี้ เกิดมานั้นพ่อสร้างบ้านแล้ว  เป็นลูกคนที่ ๗ ในจำสวน ๑๓ คน ลูกก่อนหน้านี้เป็นหญิงทั้งหมด เมื่อได้ลูกชาย คือ ดร.ศุภวัฒน์ ทำให้พ่อแม่ดีใจ เริ่มการศึกษาที่ ร.ร.ฮั่วเอง ต่อมาเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัยจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ หลังจากนั้นออกมาช่วยค้าขายที่ร้าน ส่วนเตี่ยขณะนั้นอายุมากแล้ว แต่ยังคงค้าขายอยู่ที่ร้านแม้บางครั้งลูกค้าบางคนแอบลักของในร้านบ้างก็ตาม

ภายหลังร้านพัวไท่กี่เปลี่ยนชื่อเป็น “ร้านภูวภัณฑ์” พร้อมกับเปลี่ยนนามสกุลเป็น ภูวกุล

นายเคียง  แซ่พัว เสียชีวิตขณะอายุ ๑๐๐ ปี ๘ เดือน เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๕๓๐

ดร.ศุภวัฒน์  ภูวกุลแต่งงานกับนางปิยะนารถ บุตรสาวของเถ้าแก่ไหล่ชุน ผู้มั่งคั่งย่านวัดเกต เป็นเจ้าของโรงงานย้อมผ้าบริเวณโรงแรมเพชรงาม  เมื่อแต่งงานแล้ว เถ้าแก่ไหล่ชุนสร้างบ้านตึกให้อยู่อาศัย คือ ร้านรัตนผล ถนนท่าแพ

อาคารร้านพัวไท่กี่ปัจจุบัน ดร.ศุภวัฒน์  ภูวกุล ยังคงอนุรักษ์อาคารหลังนี้ไว้ ปัจจุบันให้เช่าด้านหน้าร้านเปิดขายเสื้อผ้า

ถัดจากร้านพัวไท่กี่เป็น “ร้านเตียเส็ง”(ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น ร้านสีทอง) เจ้าของสกุล “เหลี่ยวรุ่งเรือง”

เป็นอาคารไม้ชั้นเดียวหลังคามุงกระเบื้องดินขอ ยังเป็นร้านเดียวในย่านกาดหลวงที่ยังอนุรักษ์รูปแบบเดิมไว้

ร้านเตียเส็ง เป็นเรือนไม้ชั้นเดียวที่เรียกว่า เรือนแพหรือเฮือนแป หลังคามุงกระเบื้องดินขอ ฝาด้านหน้าบ้านเป็นบานพับ  สร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๐ อายุประมาณ ๙๖ ปี ด้านหลังเป็นอาคารไม้สองชั้นใช้เป็นที่อยู่อาศัยโดยมีชานบ้านเชื่อมต่อกับเรือนแพด้านหน้าที่เปิดด้านหน้าร้านค้าขายเสื้อผ้าพื้นเมือง

ร้านเตียเส็ง เริ่มต้นมาตั้งแต่รุ่นปู่ ชื่อ นายจัก  แซ่เหลี่ยวและภรรยา ชื่อ นางจู  แซ่ปึง อพยพโดยทางเรือมาจากจังหวัดสิงห์บุรี ก่อนหน้านี้ นายจัก มีภรรยาที่ประเทศจีน ชื่อ นางเหมี่ยวสก  แซ่ฉั่ว มีบุตรธิดารวม ๙ คน เหตุผลที่อพยพจากจังหวัดสิงห์บุรีเนื่องจากขณะนั้นทางละแวกนั้นมีโจรผู้ร้ายชุกชุมโดยเฉพาะโจรจับตัวเรียกค่าไถ่

มาเริ่มต้นสร้างฐานะโดยประกอบอาชีพค้าขายผ้าอยู่ที่ร้านเตียเส็ง ถนนวิชยานนท์แห่งนี้

นายจัก และนางจู  แซ่เหลี่ยวมีบุตรธิดาร่วมกัน ๗ คน เป็นชาย ๓ คนและหญิง ๔ คน  นอกจากนี้นายจักมีภรรยาที่เมืองจีน บุตรธิดา ๒ คน ต่อมาได้นำบุตรธิดาจากเมืองจีนมาอยู่เชียงใหม่ด้วย

รุ่นลูกที่สืบต่อกิจการค้าขายที่ถนนวิชยานนท์ คือ นายเหลี่ยวกือ(นายวงศ์)  แซ่เหลี่ยว

นายเหลี่ยวกอ แต่งงานกับนางมาลี บุตรธิดารวม ๖ คน คือ

๑.นายมิ่งชอ  เหลี่ยวรุ่งเรือง

๒.นางจรัสศรี  เหลี่ยวรุ่งเรือง หลังแต่งงานมีกิจการอยู่จังหวัดขอนแก่น

๓.นางมณีวรรณ  มีครอบครัวและกิจการอยู่จังหวัดลำปาง

๔.นางวิภา

๕.คุณพาณี   เหลี่ยวรุ่งเรือง

๖.นางเน้ย  พูนศิริวงศ์(แต่งงานกับนายเชาวลิต พูนศิริวงศ์) บุตรชาย คือ นายชัยยา  พูนศิริวงศ์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่(ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๒๓-๒๕๓๐) และนายวารินทร์  พูนศิริวงศ์ ผู้บริหารหนังสือพิมพ์แนวหน้า, นางสินธุ คุณากรและนางเยาวลักษณ์  สารภีปทุม

รุ่นที่ ๓ ที่สืบต่อการค้าขาย คือ นายมิ่งชอ  บุตรชายคนโต วัยเด็กถูกส่งไปเรียนที่ประเทศจีน ต่อมากลับมาค้าขายที่ร้าน  นายมิ่งชอ  เหลี่ยวรุ่งเรือง แต่งงานกับนางฮุ่ยยู้  แซ่ตั้ง บุตรธิดารวม ๔ คน คือ นายชัยบุญ  เหลี่ยวรุ่งเรือง, นายชัยอยู่ เหลี่ยวรุ่งเรือง, นพ.ชัยชาญ เหลี่ยวรุ่งเรืองและผศ.บุษบรรณ  เหลี่ยวรุ่งเรือง อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีศรีวิชัย จังหวัดสงขลา

สำหรับร้านเตี่ยเส็ง ทางญาติพี่น้อง ยืนยันว่าจะอนุรักษ์ร้านหลังนี้ไว้ให้เป็นอนุสรณ์ของตระกูลและให้รุ่นต่อๆ ไปได้ศึกษาสภาพความเป็นอยู่ของบรรพบุรุษ

ถัดจากร้านเตียเส็ง  เคยเป็นร้านค้าใหญ่โตของถนนวิชยานนท์ คือ ร้านบ้วนฮกเสง ของตระกูล “ศักดาทร” เจ้าของบริษัทนิยมพาณิช จำกัด, บริษัทสหพาณิชย์ จำกัดและบริษัทในเครือ

ร้านบ้วนฮกเส็ง  เริ่มจากนายเอียวฮก  แซ่เองและนางคำใส  สร้างฐานะด้วยการค้าขายระหว่างเชียงใหม่กับประเทศพม่า สมัยที่การเดินทางค้าขายใช้ช้างเป็นพาหนะและใช้บรรทุกสินค้าโดยเข้าออกทางอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก สินค้าที่นำมาจากพม่ามักเป็นเครื่องอัญมณี ทัมทิม พลอย นอกจากนี้ยังค้าขายพืชไร่โดยเดินทางทางเรือระหว่างเชียงใหม่และกรุงเทพฯ อีกด้วย

ร้านที่ถนนวิชยานนท์ตั้งชื่อว่า “บ้วนฮกเสง” เดิมอาคารร้านเป็นห้องแถว  ๑  ห้อง

นายเอียวฮกและนางคำใส มีบุตรธิดา รวม  ๖  คน คือ นางแมว, นายริ้ว  ศักดาทร, นางจิ้มลิ้ม, นายกุ่ย  ศักดาทร, นายเซี่ยม  ศักดาทรและนายอรุณ(โปคุณ)  ศักดาทร

รุ่นลูกที่สืบทอดกิจการค้าขายสืบมา คือ นายริ้ว  ศักดาทร โดยหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒  ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๘๙  นายริ้ว ได้เข้ามาบริหารงาน และปรับปรุงขยายสำนักงานโดยสร้างเป็นตึกแถว  ๒  ชั้น  ๓  คูหา และเล็งความเป็นจำเป็นของเทคโนโลยีสมัยใหม่จึงเริ่มนำสินค้าอุตสาหกรรมมาจำหน่าย เช่น รถจักรยาน นาฬิกา จักรเย็บผ้า วิทยุ เป็นต้น  ต่อมาวันที่  ๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๒  จึงเริ่มจดทะเบียนตั้งเป็นบริษัท นิยมพานิช จำกัด มีนายริ้ว  ศักดาทร เป็นกรรมการผู้จัดการคนแรก

นายริ้ว  ศักดาทร มีภรรยาคือนางหล้า และนางคาง้อ มีบุตรธิดา  ๔  คน คนโตคือ นางสมศรี  วังทองคำ บั้นปลายของชีวิตได้สร้างบุญกุศลไว้มากมายทั้งสร้างวิหาร ศาลา กุฏิวัดต่างๆ สร้างอาคารโรงพยาบาลหลายแห่ง รวมทั้งสร้างอาคารเรียนเพื่อการศึกษาของเด็กเยาวชน คำนวณเงินประมาณถึง ๑๐ ล้านบาท

เป็นการสร้างบุญกุศลครั้งยิ่งใหญ่ด้วยจิตใจที่เสียสละต้องการช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากที่ด้อยโอกาสและเพื่อสืบสานต่อพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

***ภาพ อาคารร้านเตียเส็งหรือร้านสีทอง ของตระกูล เหลี่ยวรุ่งเรือง 

พ.ต.อ.อนุ  เนินหาด ผกก.สภ.แม่แจ่ม