หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านกาดหลวง (๒๕)

Author by 24/01/14No Comments »

ย่านกาดหลวง ถนนวิชยานนท์ในอดีต เคยมีร้านค้าใหญ่ของตระกูล “ศักดาทร” เจ้าของบริษัทในเครือนิยมพานิชและสหพานิช ร้านเดิมชื่อ ร้านบ้วนฮกเสงเดิมอาคารร้านเป็นห้องแถวไม้  ๑  ห้อง

ร้านนี้เริ่มต้นโดยนายเอียวฮกและนางคำใส มีบุตรธิดา รวม  ๖  คน คือ นางแมว, นายริ้ว ศักดาทร, นางจิ้มลิ้ม, นายกุ่ยศักดาทร, นายเซี่ยมศักดาทรและนายอรุณ(โปคุณ)ศักดาทร

รุ่นลูกที่สืบทอดกิจการค้าขายสืบมา คือ นายริ้ว  ศักดาทร โดยหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒  ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๘๙  นายริ้ว ได้เข้ามาบริหารงาน และปรับปรุงขยายสำนักงานโดยสร้างเป็นตึกแถว  ๒  ชั้น  ๓  คูหา และเล็งความเป็นจำเป็นของเทคโนโลยีสมัยใหม่จึงเริ่มนำสินค้าอุตสาหกรรมมาจำหน่าย เช่น รถจักรยาน นาฬิกา จักรเย็บผ้า วิทยุ เป็นต้น

นายริ้ว  ศักดาทรมีภรรยาคือนางหล้า และนางคาง้อ มีบุตรธิดา  ๔  คน คือ

๑.นางสมศรี  วังทองคำสมรสกับนายเจียร  วังทองคำ บุตรธิดา คือ นายบุญเชิด  วังทองคำ, นางวรรณดา  วังทองคำ, นางรัชนี  รัตนวณิช และนางนารีรัตน์  จันทรมังกร

นางสมศรี  วังทองคำ เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๗ ขณะอายุ ๘๗ ปี  บั้นปลายชีวิตได้ทำบุญกุศลไว้มากมายทั้งสร้างวิหาร ศาลา กุฏิวัดต่างๆเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา สร้างอาคารให้โรงพยาบาลต่างๆ เพื่อช่วยเหลือสงเคราะห์คนที่เจ็บป่วยและสร้างอาคารเรียนเพื่อการศึกษาของเด็กเยาวชน รวมทั้งสิ้นประมาณ ๔๐ รายการ เป็นเงินประมาณ ๑๐๐ ล้านบาท

๒.นางนงนุช  จินดาศิลป์สมรสกับนายมังกร  จินดาศิลป์ เจ้าของธุรกิจหมู่บ้านจินดาศิลป์ สำนักงานแอร์พอร์ตบิสิเนสปาร์ค เป็นต้นบุตรธิดา คือ นางวิมุติ  จินดาศิลป์ , ศ.พญ.วิรัต  ศิริสันธนะและนายสุทธิพงศ์  จินดาศิลป์

๓.นายณรงค์  ศักดาทร(สมรสกับนางจิรภา  ขัมพานนท์)บุตรธิดารวม ๓ คน คือ นางวันเพ็ญ  ศักดาทร, นางเจนจิรา  ศักดาทรและนายภาณุพงศ์  ศักดาทร

๔.นางสุรภี  ลิ้มเล็งเลิศสมรสกับนายศุภฤกษ์  ลิ้มเล็งเลิศ บุตรธิดา ๓ คน คือ นางสุวิมล  ชีวเกรียงไกร, นายสลิล  ลิ้มเล็งเลิศ และนายสงวน  ลิ้มเล็งเลิศ

ต่อมา ปี พ.ศ.๒๔๙๔ เมื่อบุตรชายของนายริ้ว  คือ นายณรงค์  ศักดาทร เรียนจบคณะบัญชี จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้วได้เข้ามาช่วยเหลือกิจการ เมื่อบริษัทมีกิจการใหญ่โตขึ้น ร้านเดิมที่ถนนวิชยานนท์มีสภาพคับแคบ จึงได้ย้ายไปยังถนนราชดำเนินที่กว้างขวางกว่า  ร้านเดิมมีการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์

เจ้าของกรรมสิทธิ์รายใหม่เป็นของพ่อค้าเชื้อสายอินเดีย ว่ากันว่าซื้อขายกันขณะนั้นในราคา ๒๕ ล้านบาท สร้างเป็นร้านจำหน่ายผ้าชื่อ ร้านอินเตอร์เฟรบิค

ถัดจากร้านนิยมพานิชเดิม เป็นทางเข้าที่รับฝากรถของร้านไพบูลย์

คนรุ่นเก่าเล่าว่าเดิมเป็น “ร้านเที่ยงธรรม” ลักษณะเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวหลังคามุงดินขอ ลักษณะเดียวกับร้านสีทองที่อยู่ใกล้ๆ ด้านหลังสร้างเป็นสองชั้น เจ้าของเป็น ๓ สาวพี่น้อง ชื่อนางแดง, นางตุ่นและนางขาว ต่อมาเปลี่ยนกรรมสิทธิ์เป็นของร้านไพบูลย์

ถัดจากที่จอดรถร้านไพบูลย์ไปเคยเป็นของนายวินัย  แซ่โอ้ว รุ่นลูกใช้สกุล เลิศวิราม  เป็นเจ้าของร้านศรีฟ้าที่เปิดร้านอยู่ฝั่งตรงกันข้าม  หลังได้กรรมสิทธิ์เปิดเป็นร้านชื่อร้านศรทอง ปัจจุบันเจ้าของให้ผู้อื่นเช่าค้าขาย

ถัดไปทางเหนือเป็นร้านไพบูลย์ ขายชุดนักเรียนและอุปกรณ์  ชาวเมืองเชียงใหม่ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันมักต้องมาซื้อเครื่องแบบนักเรียนที่ร้านนี้

อาคารร้านไพบูลย์ สร้างประมาณปี พ.ศ.๒๔๗๖ อายุประมาณ ๘๐ ปี

ร้านไพบูลย์ เจ้าของตระกูล “พงษ์ไพบูลย์” คือ นายอุดมและนางอุไร พงษ์ไพบูลย์ ก่อนหน้านี้เปิดร้านไพบูลย์โอสถ ขายยาและต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๐๑ เปลี่ยนมาขายเสื้อผ้าเครื่องแบบนักเรียน เครื่องแบบลูกเสือเป็นแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่

ตระกูลพงษ์ไพบูลย์เริ่มจากนายทึ่ง แซ่โจ คนแต้จิ๋ว อพยพจากประเทศจีนมาอยู่เมืองเชียงใหม่ เล่าสืบมาถึงลูกหลานว่าสมัยนั้นได้ถวายตัวทำงานรับใช้เจ้าอินทวิชยานนท์ จนได้รับพระราชทานที่ดินติดถนนวิชยานนท์ ด้านหลังจรดศาลเจ้าปุนเถ่ากง นายทึ่ง แซ่โจ ได้สร้างบ้านไม้ชั้นเดียว เปิดร้านชื่อ “โจวเซ่งฮวด” ขายของเบ็ดเตล็ด

รุ่นลูก คือ นายบุ่นติ๊ด แซ่โจ(หรือโจวเซ่งฮวด) ดำเนินกิจการของร้านต่อจากรุ่นพ่อและขยายกิจการค้าขายทางเรือ ส่งสินค้าจากภาคเหนือไปขายภาคกลางและซื้อสินค้าจากกรุงเทพฯมาขายที่เชียงใหม่สร้างฐานะมั่นคงยิ่งขึ้น

นายบุ่นติ๊ด สมรสกับนางฟัก ชลัย มีบุตรธิดา ๔ คน คือ

๑.นายอุดม  พงษ์ไพบูลย์                                     ๒.นายสมบูรณ์  โจชูศรี

๓.นางเตือนจิต  ติยายน(แต่งงานกับนายเซี่ยมเฮียง ร้านเอียะเซ่งฮวด เลขที่ ๙๖ หน้าตลาดต้นลำไย)                  ๔.นางเรืองรอง  อธิกชัย(แต่งงานกับนายสิทธิชัย  อธิกชัย เจ้าของร้านสิทธิชัย)

เดิมร้านไพบูลย์เป็นอาคารไม้ชั้นเดียว ต่อมานางฟัก ได้ต่อเติมเป็นอาคารไม้สองชั้นเพื่อเปิดกิจการค้าขายผ้าด้านหน้า ด้านหลังบ้านมีบริเวณกว้างขวาง ตรงกลางเป็นลานโล่ง ปัจจุบันลานนี้ให้บริการจอดรถ

ผู้ที่สืบทอดร้านโจวเซ่งฮวดต่อมา คือ บุตรชายคนโต  นายอุดม พงษ์ไพบูลย์

ส่วนน้องๆ ของนายอุดม ได้รับพื้นที่ด้านหลังของร้านไพบูลย์เป็นที่อยู่อาศัยและค้าขาย

นายอุดม  พงษ์ไพบูลย์ สมรสกับนางเซงไล้หรืออุไร เทียนประสิทธิ์(บุตรหญิงของนายจือ-นางหุ่น แซ่เตีย ค้าขายอยู่อำเภอป่าซาง)

นายอุดมและนางอุไร พงษ์ไพบูลย์ ได้เปิดร้านไพบูลย์โอสถ ขายยาและต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๐๑ เปลี่ยนมาขายเสื้อผ้าเครื่องแบบนักเรียน เครื่องแบบลูกเสือเป็นแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ รุ่นลูกรวม ๕ คน คือ

๑.นายณัฏฐ์พงษ์ไพบูลย์ ดำเนินกิจการร้านไพบูลย์ต่อจากรุ่นพ่อแม่และมีอาคารอีก ๒ ห้องด้านข้างร้าน  แบ่งให้เช่า

๒.รศ.จิตราภรณ์พงษ์ไพบูลย์ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

๓.ดร.ญาณีพงษ์ไพบูลย์ อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

๔.นายนริศ พงษ์ไพบูลย์ กิจการรับฝากรถลานจอดรถหลังร้านไพบูลย์

๕.นายพัทยา พงษ์ไพบูลย์ เจ้าของโรงแรมเดอะริเวอร์วิว ด้านหลังจวนผู้ว่าฯเชียงใหม่ (บทความร้านไพบูลย์,เสรินทร์  จิระคุปต์,เรื่องเล่าจาวกาดเล่ม ๓)

ถัดจากร้านไพบูลย์มาทางเหนือเคยเป็น “ร้านชัวย่งเฮง”

ร้านชัวย่งเฮงมี ๓ ห้องขายวัสดุก่อสร้างเล็กๆ น้อยๆ เช่น ลวด ตะปู เจ้าของ คือนายติ๊ดหยูชัวย่งเฮง

นายติ๊ดหยู เป็นบุตรของนางแดง  แซ่โจ๊ว รุ่นลูกมีลูกชาย ๒ คน คือนายติ๊ดหยูและนายติ๊ดล้งแซ่โจ๊ว

นายติ๊ดหยู เป็นเจ้าของร้านชัวย่งเฮง ส่วนน้องของนายติ๊ดหยู คือนายติ๊ดล้ง รุ่นลูกใช้นามสกุล เฉลิมสุภากุล

นายติ๊ดหยู แต่งงานกับนางบัวผัด สกุลเดิม สุทธิปรีดา รุ่นลูกมี ๓ คน คือ

๑.นางอาภา ร้านพัวเซ่งหลี ใกล้สี่แยกสันป่าข่อย                  ๒.น.ส.อรุณ  ชัวย่งเฮง

๓.ซิสเตอร์วิมล  สุทธิปรีดา

ซิสเตอร์วิมล สุทธิปรีดา อายุ ๗๐ ปีเศษ เล่าว่า ร้านชัวย่งเฮง อยู่ติดร้านไพบูลย์ทางด้านทิศเหนือ  เป็นญาติกับร้านไพบูลย์เจ้าของร้านไพบูลย์ เป็นน้องของพ่อ(ตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง)

ร้านเปิดมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ ก่อนปี พ.ศ.๒๔๘๔  สมัยซิสเตอร์วิมลเป็นเด็กเข้าเรียนที่โรงเรียนดาราวิทยาลัย ใกล้สะพานนวรัฐฝั่งตะวันออก ต่อมาไปเข้าเรียนชั้นมัธยมปีที่ ๒ ที่โรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัย สมัยนั้นหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เลิกแล้ว เพื่อนรุ่นเดียวกันแถวกาดหลวงคือ ลูกเจ้าของร้านบุญอยู่พานิช ชื่อ พี่หมู หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมแล้วไปเรียนต่อโรงเรียนการเรือนที่เปิดสอนที่โรงเรียนคำเที่ยงอนุสสรณ์รวม ๒ ปี หลังจากนั้นได้กลับมาช่วยงานค้าขายของครอบครัว ต่อมาอายุ ๓๐ ปีเศษ(เมื่อย่าแดงเสียชีวิตแล้ว) ได้บวชเป็นซิสเตอร์ที่อารามโรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัย หลังจากนั้นไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ปัจจุบันกับมาอยู่อารามโรงเรียนเรยีนาเชลีฯ

ร้านชัวย่งเฮงต่อมาย้ายไปอยู่ย่านสันป่าข่อย  บริเวณอาคารแห่งนี้ให้เช่า มีผู้เช่าเปิดร้านจำหน่ายเสื้อผ้า.

  ***ภาพ ร้านบ้วนฮกเสงเดิม ต่อมาเปลี่ยนเป็นบริษัทนิยมพานิช ก่อนย้ายไปที่ถนนราชดำเนิน

พ.ต.อ.อนุ   เนินหาด ผกก.สภ.แม่แจ่ม