หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านกาดหลวง (๒๙)

Author by 24/01/14No Comments »

ร้านเฮงเฮงและร้านภิรมย์เภสัช ในอดีตก่อนไฟไหม้ เคยเป็นร้านโค้วจินหมง สกุล คุณาศิรินทร์

ปัจจุบันรุ่นลูก คือ คุณบัณฑิต  คุณาศิรินทร์ เปิดร้านอยู่ที่ตรอกเล่าโจ๊ว ชื่อ ร้านคุณากิจ

คุณบัณฑิต  คุณาศิรินทร์ให้ข้อมูลเกี่ยวกับร้านโค้วจินหมงว่าเริ่มจากรุ่นพ่อ คือ นายตงอุ้ย  แซ่โค้ว อพยพมาจากประเทศจีนมาอยู่ที่เมืองเชียงใหม่สมัยวัยหนุ่ม มาทำงานเป็นเสมียนที่ร้านนิ่มหมงฮวด เจ้าของคือ นายซ้ง  แซ่นิ้ม เป็นต้นสกุลนิมมลรัตน์

ร้านนิ่มหมงฮวด อยู่ที่ตลาดวโรรสใกล้ร้านตันตราภัณฑ์ จำหน่ายสินค้านานาชนิด

นายตงอุ้ย ทำงานอยู่ที่ร้านนิ่มหมงฮวดระยะหนึ่ง จนพอมีทุนจึงได้ออกมาค้าขายเองโดยเช่าแผงขายของอยู่ในตลาดวโรรส  ระหว่างนั้นได้พบกับภรรยา คือคุณอรชุน  จันทรปัญญา ซึ่งมาช่วยป้าค้าขายอยู่ในตลาดวโรรสเช่นเดียวกันต่อมาจึงได้แต่งงานสร้างครอบครัวร่วมกัน

คุณอรชุน  จันทรปัญญา เป็นบุตรหญิงของนายไหล่หมง  แซ่แต่และนางบัวแก้ว  จันทรปัญญา เช่าห้องแถวอยู่ที่ถนนช้างม่อยบริเวณที่เป็นร้านขายยาจิบอังตึ๊งในปัจจุบัน มีร้านค้าขายชื่อ ร้านแต่หมงหลี  นายไหล่หมงและนางบัวแก้ว มีบุตรธิดา ๔ คน คือ นางอรชุน  คุณาศิรินทร์, นางเหล็กเฮียะ  ตรีตราพันธ์, นางเซ่งถ่าย  แซ่แต่และนางบัวผัน  วรรณศิริ

ต่อมานางบัวแก้ว  จันทรปัญญา ได้เสียชีวิตลง ด.ญ.อรชุน ในขณะนั้นจึงไปอยู่ในการอุปการะของป้า คือ นางอ๊อบ  จันทรปัญญา มีบ้านอยู่ที่บ้านฮ่อม ละแวกถนนท่าแพ โดยบ้านดังกล่าวเป็นบ้านของหลวงขจัดจันฑนิกร ซึ่งเป็นพี่ชายของนางอ๊อบ มีตำแหน่งเป็นยกระบัตรมณฑลพายัพ ภายหลังเป็นนายอำเภอเมืองเชียงใหม่  ในวัยเด็ก ด.ญ.อรชุน เข้าเรียนที่โรงเรียนวัดดอกเงิน จนจบชั้นประถมปีที่ ๓ ได้ออกมาช่วยนางอ๊อบ ค้าขายในตลาดวโรรสเรื่อยมา

น.ส.อรชุน  จันทรปัญญา ค้าขายอยู่ในตลาดวโรรส จนได้พบกับนายตงอุ้ย  แซ่โค้ว ซึ่งขณะนั้นเปิดแผงลอยค้าขายอยู่ในตลาดวโรรสเช่นเดียวกัน จนเกิดความรักและแต่งงานสร้างฐานะร่วมกัน

หลังแต่งงานแล้ว ในปี พ.ศ.๒๔๗๙  ทั้งสองได้เช่าตึกแถวด้านหน้าตลาดวโรรสจำนวน ๒ ห้อง เปิดร้านขายของใช้เบ็ดเตล็ดและเสื้อผ้า ใช้ชื่อว่า ร้านโค้วจินหมง ปัจจุบันอยู่บริเวณร้านไทยวาณิชย์เชียงใหม่ นอกจากนี้นายตงอุ้ย ยังได้รับกระจกจากญาติที่กรุงเทพฯ มาใส่กรอบขายทำให้เพิ่มรายได้มากขึ้นด้วย

นายตงอุ้ย และนางอรชุน  แซ่โค้ว มีบุตรธิดารวม ๕ คน คือ

๑.นางอำภา  ชาญเศรษฐิกุล ประกอบธุรกิจอยู่กรุงเทพฯ

๒.นางอำพัน  ปัทมอดิสัย แต่งงานกับนายชาญ  ปัทมอดิสัย

๓.นายบัณฑิต  คุณาศิรินทร์

๔.นางอำไพ  ณ สงขลา ทำงานสำนักงานคณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ข้าราชการบำนาญ)

๕.นายวาทิน  คุณาศิรินทร์ อดีตอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา วิทยาเขตเจ็ดยอด

(ข้าราชการบำนาญ)

คุณบัณฑิต  คุณาศิรินทร์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของครอบครัวเนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ว่า

“ผมเกิดปี พ.ศ.๒๔๘๑ ที่ร้านโค้วจินหมงที่ตลาดวโรรส มีพี่ชายที่เป็นฝาแฝดคนหนึ่ง พออายุ ๔ ขวบก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ปลายปี พ.ศ.๒๔๘๔  พอถึงต้นปี พ.ศ.๒๔๘๕ รัฐบาลให้คนต่างด้าวออกจากจังหวัดภาคเหนือตอนบนเนื่องจากเกรงจะขัดขวางทหารญี่ปุ่นที่เดินทัพผ่านไปประเทศพม่า ครอบครัวผมต้องย้ายไปอยู่กรุงเทพฯทั้งหมด ร้านเดิมที่ตลาดวโรรสเซ้งต่อให้นายเบี้ยว  ชินวัตร (พี่ชายของนายเชียง  ชินวัตร) เขาเซ้งและเปิดร้านค้าขายแทน ภายหลังรุ่นลูกค้าขายต่อ ชื่อ นายเสถียร  ชินวัตร ต่อมาได้ย้ายไปประกอบการค้าที่อำเภอสันกำแพง  ร้านเดิมเซ้งต่อให้ร้านบุญส่งพานิช  ต้นสกุล ครองบารมี  เช่าต่อ

“ครอบครัวผมโยกย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ รวม ๖ คนและญาติของพ่อ เช่าบ้านอยู่หลังวัดเทพสิรินทร์  พ่อนำทุนไปเปิดร้านค้าขายที่ย่านสำเพ็ง พี่ชายที่เป็นแฝดกับผมไปเสียชีวิตที่กรุงเทพฯในปี พ.ศ.๒๔๘๖ ด้วยโรคคอตีบ สมัยนั้นยารักษาหายาก พอถึงปลายปี พ.ศ.๒๔๘๖ แม่ตัดสินใจพาลูกกลับมาเชียงใหม่ มาเช่าห้องแถวชั้นเดียวที่เรียกว่า เฮือนแปอยู่ริมน้ำปิง เช่าของบริษัทตลาดต้นลำไย ระหว่างนั้นเครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรมาทิ้งระเบิดครั้งใหญ่ที่สถานีรถไฟทำให้มีคนตายเยอะ  ก่อนหน้านี้เครื่องบินบินมายิงปืนกราดใส่ร้านค้าที่ตลาดวโรรส  ร้านทองร้านหนึ่งถูกยิงเป็นเหตุให้ไฟไหม้ชั้นสอง ผมเป็นเด็กวิ่งจากหลังตลาดต้นลำไยไปดู แต่รถดับเพลิงมาดับได้ทัน

“ครอบครัวจึงอพยพไปอยู่บ้านบวกครกหลวง ทางไปอำเภอสันกำแพง ไปกันหลายครอบครัวโดยได้รับความช่วยเหลือจากเถ้าแก่โอ่งอ๋า  ชวพันธ์ เขาเป็นคหบดีมีสวนลำไยกว้างอยู่ที่บ้านบวกครกหลวง  เถ้าแก่โอ่งอ๋า มีลูกชายชื่อ นายเจียกกัง  แซ่ฉั่ว ภรรยาชื่อนางสมพร  ตียพันธ์    ชื่อ ร้านชัวเป็งฮวด  ตั้งอยู่ถนนวิชยานนท์ ฝั่งตลาดวโรรส สมัยเกิดสงครามหลายครอบครัวไปปลูกกระต๊อบชั่วคราวอยู่ นอกจากครอบครัวผมแล้วมีครอบครัวสกุลทักษอุดม, ครอบครัวติยายน, ครอบครัวอาภาวัชรุตม์ด้วย  ผมไปเข้าเรียนที่โรงเรียนศรีวิทยา ตั้งอยู่บริเวณใกล้วัดบวกครกหลวง ตรงบริเวณโรงแรมดาราเทวีในปัจจุบันนี้  หลบภัยสงครามอยู่ที่บ้านบวกครกหลวงรวม ๒ ปี จนสงครามเลิกเมื่อปลายปี พ.ศ.๒๔๘๘ ฝ่ายญี่ปุ่นแพ้สงคราม ครอบครัวเราจึงย้ายกลับมาค้าขายในเมืองเชียงใหม่ ตอนนั้นพ่อกลับมาอยู่ด้วยแล้วเพราะสงครามเลิก  พ่อแม่มาเช่าห้องแถวหน้าตลาดต้นลำไย ๒ ห้อง เดิมเป็นบริษัทญี่ปุ่น ชื่อ บริษัททามูระโกมา จำกัด  หลังแพ้สงครามเขาเลิกกิจการ  เรามาเช่าต่อเปิดร้านค้าขายใช้ชื่อ ร้านโค้วจิงหมง เหมือนเดิม ค้าขายของใช้เบ็ดเตล็ด เครื่องสำอาง หมวก เสื้อกันหนาว ไฟฉาย สินค้าเหล่านี้พ่อซื้อมาจากย่านสำเพ็ง กรุงเทพฯ มักเป็นสินค้าที่ส่งมาจากสิงคโปร์และฮ่องกง  พอปลายปี พ.ศ.๒๔๘๙ พ่อผมเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวาย ขณะนั้นอายุเพียง ๔๒ ปี ภาระตกหนักอยู่ที่แม่ต้องเป็นหลักในการค้าขายโดยมีพี่สาวช่วยเหลือ ส่วนผมยังเรียนหนังสือ”

คุณบัณฑิต  คุณาศิรินทร์ กลับมาเรียนที่โรงเรียนสุวรรณศิลป์ ที่ถนนราชวงศ์ ต่อมาย้ายไปเรียนที่โรงเรียนชิงหัว ที่บริเวณไนท์บาซ่า ไม่นานนักโรงเรียนถูกรัฐบาลสั่งปิด จึงย้ายไปเรียนที่โรงเรียนซินเซิงใกล้เทศบาลนครเชียงใหม่ หลังจากนั้นย้ายไปเรียนที่โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัยจนจบชั้นมัธยมปีที่ ๖ และไปต่อที่อัสสัมชัญพาณิชย์  จบการศึกษาแล้วทำงานที่กรุงเทพฯ ระยะหนึ่ง ต่อมาจึงกลับมาช่วยครอบครัวค้าขายเนื่องจากพี่สาวแต่งงานแยกครอบครัวไป

“ขณะนั้นแม่กับน้องของพ่อช่วยค้าขายที่ร้าน  ขาดคนช่วยเหลือผมจึงกลับมาช่วยงานที่ร้าน จนเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ตลาดวโรรสและตลาดต้นลำไยเมื่อต้นปี พ.ศ.๒๕๑๑ ร้านเราถูกไฟไหม้ด้วย จึงได้ย้ายร้านไปอยู่ที่ตรอกเล่าโจ๊ว แม่ผมซื้อไว้ช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ เดิมเป็นห้องแถวไม้ให้เขาเช่า ด้านหลังเป็นโรงบิลเลียดและสร้างบ้านเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๘  จึงมาเปิดร้านค้าขายใช้ชื่อว่า ร้านคุณากิจ ที่ร้านนี้ผมดำเนินกิจการเอง ต่อมาเมื่ออายุมากขึ้นจึงมอบให้ลูกชายคนโตรับผิดชอบต่อ”

นายบัณฑิต แต่งงานกับนางชวนเพลิน เจียรวิริยะพันธ์ บุตรธิดา ๓ คน คือ นายธัชชัย  คุณาศิรินทร์, น.ส.ณิศรา  คุณาศิรินทร์และน.ส.นิธิกานต์  คุณาศิรินทร์

จากประตูตลาดด้านทิศเหนือ มีร้านชัยเรืองวิทย์ ขายเสื้อผ้า

ร้านชัยเรืองวิทย์เดิมก่อนเกิดเพลิงไหม้เป็นร้านเหลี่ยวหล่งฮวด เมื่อเกิดไฟไหม้ตลาดต้นลำไยได้โยกย้ายไปอยู่แหล่งอื่น เมื่อมีการก่อสร้างอาคารพาณิชย์หน้าตลาดต้นลำไยขึ้นใหม่ ผู้ที่มาซื้อและเปิดร้านค้า คือ นางชูศรี  โตวิจิตรและนายกิตติ  ชัยเรืองวิทย์

นางชูศรี  โตวิจิตร เป็นบุตรหญิงของนายลิกไล้  แซ่โต๋วและนางเอี่ยมจวง  แซ่ฉั่ว รุ่นลูก ๖ คนคือ

๑.นายนคร  โตวิจิตร ขายเสื้อผ้าอยู่ที่ชั้นสองตลาดวโรรส

๒.นางชูศรี  โตวิจิตร(แต่งงานกับนายกิตติ  ชัยเรืองวิทย์)

๓.นายวิศักดิ์ โตวิจิตร                  ๔.นายสิงห์  โตวิจิตร

๕.นายกวี  โตวิจิตร                      ๖.นายทวี  โตวิจิตร

ก่อนไฟไหม้ พ่อแม่อยู่ร้านไทยสวัสดิ์ ที่ถนนช้างม่อย ขายเสื้อผ้า ตั้งอยู่ใกล้ประตูตลาดวโรรส เจ้าของเป็นรุ่นพ่อแม่ คือ นายลิกไล้  แซ่โต๋ว และนางเอี่ยมจวง  แซ่ฉั่ว

คุณชูศรี  โตวิจิตร ปัจจุบันอายุ ๗๙ ปี เล่าว่า พ่อแม่มีร้านค้าอยู่ที่ถนนช้างม่อย ใกล้ประตูตลาดวโรรส ชื่อ ร้านไทยสวัสดิ์ ขายเสื้อผ้า ต่อมาแต่งงานนายกิตติ  ชัยเรืองวิทย์ อยู่ร้านศรีทอง ถนนวิชยานนท์ โดยนายกิตติ มีอาชีพทำโรงย้อมผ้าฝ้าย โดยเช่าพื้นที่ของหลวงอนุสารซึ่งปัจจุบันคือ โรงแรมเพชรงาม หลังแต่งงานเช่าบ้านอยู่อาศัยที่ใกล้โรงย้อมผ้า ต่อมาเมื่อมีการก่อสร้างอาคารพาณิชย์แล้วได้มาซื้อจากอาจารย์ไกรศรี  นิมมานเหมินท์ ในราคา ๗ แสน ๕ หมื่นบาท

นางชูศรี และนายกิตติ  ชัยเรืองวิทย์มีบุตรธิดารวม ๕ คน.

***ภาพ อาคารพาณิชย์ด้านหน้าตลาดต้นลำไย(ด้านซ้ายของภาพ) สร้างเสร็จก่อนอาคารพาณิชย์ด้านตลาดวโรรสซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้าง(ด้านขวา ของภาพ) ถ่ายภาพโดยคุณบุญเสริม  สาตราภัย

พ.ต.อ.อนุ  เนินหาด ผกก.สภ.แม่แจ่ม