หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านกาดหลวง(๑๕)

Author by 4/10/13No Comments »

ตรอกข่วงเมรุถัดจากร้านขายผ้าเชียงใหม่ใจดี เคยมีหลายตระกูลมาเริ่มต้นสร้างฐานะที่นี่โดยเช่าห้องแถวค้าขาย

          ร้านหนึ่งคือ ร้านแสงเจริญ ของเถ้าแก่ชิวจั๊ว  แซ่เต็ง เป็นต้นตระกูล “ภัควิภาส”  ก่อนหน้านี้อพยพมาจากประเทศจีนมารับจ้างที่ตลาดประตูเชียงใหม่ ต่อมาเริ่มเปิดร้านค้าขายที่ตลาดประตูเชียงใหม่  เคยให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเริ่มต้นค้าขายสร้างฐานะด้วยความอุตสาหะ ซึ่งข้อมูลเป็นประโยชน์อย่างมากต่อเยาวชนรุ่นหลังที่ควรได้ศึกษา

“ช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒  พ.ศ.๒๔๘๔  สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม  รัฐบาลออกนโยบายห้ามคนจีนอยู่ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยเหตุผลว่าเกรงคนจีนจะรวมตัวกันต่อต้านญี่ปุ่น  ทำให้ต้องอพยพไปอยู่ที่บางลำพู กรุงเทพฯ ขณะนั้นอายุได้ ๒๖ ปี  ขณะนั้นมีเงินเก็บอยู่ ๔,๐๐๐ บาท ราคาทองบาทละ ๑๕๐ บาท   ในช่วงนี้เองที่ได้พบภรรยาและตกลงแต่งงานอยู่กินกัน ค่าสินสอดทองหมั้น เป็นทองรวม ๔ บาท สินสอด ๔๐๐ บาท ค่าเลี้ยงโต๊ะจีน ๓๐๐ บาท เหลือเงินอยู่อีก ๓,๐๐๐ บาทเศษ

“อยู่กรุงเทพฯได้ ๔๑ วัน รัฐบาลอนุโลมให้กลับเชียงใหม่ได้  หลังจากแต่งงานแล้ว ๑๔ วัน จึงพาภรรยากับมาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่  มาค้าขายอยู่ประตูเชียงใหม่เช่นเคย หลังสงครามของขายดีมาก เพราะเงินเยอะ เงินญี่ปุ่น  เรียกว่า เงินโทมัส มีใบละ ๕๐๐ บาทก็มี ขายดีจนไม่มีสินค้า เช่นน้ำปลาไหหนึ่ง ๑๐ บาท ก็ถือว่าแพง ส่วนใหญ่ซื้อมาจากเอเยนต์แถวตลาดสันป่าข่อย แล้วว่าจ้างเกวียนขนมาตลาดต้นลำไย ค่าจ้าง ๒๕ สตางค์ เต็มเกวียนบรรทุกได้ ๑๒ ไห  สมัยนั้นสองข้างถนนเจริญเมือง มีเกวียนจอดรอรับจ้างอยู่มาก  สมัยอยู่ประตูเชียงใหม่นั้น นอนไม่ค่อยหลับ เสียงเกวียนมาส่งข้าวตี ๓ ตี ๔ ส่วนใหญ่ชาวนาจะออกจากบ้านตอนค่ำ บางทีจอดพักนอนก่อนเข้าเชียงใหม่ เนื่องจากเจ้าของบ้านยังไม่ตื่นต้องรอให้เช้า

“การค้าช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อกลับมาเชียงใหม่ ประมาณ พ.ศ.๒๔๘๖  ช่วงนี้จะมีเครื่องบินมาทิ้งระเบิด  โดยมักจะมาตอนบ่าย ดังนั้นการค้าขายจึงเริ่มขึ้นตอนเช้า ขายของเสร็จจะพากันหนีออกไปอยู่นอกเมือง  ผมพาครอบครัวไปเช่ากระท่อมอยู่เขตอำเภอสันทราย ขณะนั้นภรรยาท้องลูกคนแรก(เฮียกวง) จนปี พ.ศ.๒๔๘๗  ลูกชายคนโตเกิด(กวง) ส่วนลูกสาวคนที่สอง(ตุ๊)คลอดที่บ้านประตูเชียงใหม่ สมัยนั้นการคลอดเริ่มทันสมัยแล้ว ผมขี่จักรยานมาตามเจ้าบัวผัด  เป็นหมอทำคลอดบ้านอยู่ด้านเหนือโรงเรียนยุพราชมาช่วยทำคลอด

“การค้าในช่วงนี้  เนื่องจากเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒  ทางรถไฟถูกระเบิดทำลายเสียหาย  การเดินทางค้าขายระหว่างเชียงใหม่-กรุงเทพฯ จึงต้องใช้โดยทางเรือ  ผมนำลำไยแห้ง, ยาสูบ, เหล้าตราช้าง  ล่องเรือไปกรุงเทพฯ  ใช้เรือเล็กเป็นเรือแจวจากเชียงใหม่ รวมกันไปประมาณ ๑๐ ลำ  รวมกลุ่มกันไป  ของผมครั้งละ ๒ ลำไปเปลี่ยนเรือใหญ่ที่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์  ต้องนอนค้างคืนระหว่างทางประมาณ  ๑๔ คืน แวะนอนระหว่างทาง  เมื่อมีกำไรจะหุ้นกับเพื่อน ซื้อธนบัตรของรัฐบาลจีนกักตุนไว้เพื่อเก็งกำไร  แต่ปรากฎว่าระยะต่อมาธนบัตรราคาตกและหมดคุณค่า ทำให้ขาดทุน

“สมัยอยู่ประตูเชียงใหม่ ทำงานเกือบ ๒๔ ชั่วโมง นอนเที่ยงคืน ตื่นตี ๓ ขณะนั้นอายุ ๒๒-๒๓ ปี มุ่งมั่นว่าจะแต่งงานตอนอายุ ๓๐ ปี  ไม่เคยเที่ยวเตร่  เคยมีคนมาติดต่อขอแต่งงานด้วย ๓ ราย แต่ไม่ตกลง จนแม่เคยบ่นว่า ลื้อนึกว่าหนุ่มเหรอ คิ้วเหี่ยวแล้วนะ  ขายของชำ เช่น เข็ม กะปิ น้ำปลา เกลือ ปลาร้า ไข่เค็ม  วันหนึ่งจะต้มไข่เค็ม ๑ กาละมัง โดยแม่ทำไข่เค็มเอง  ตอนเช้าขายของ สายแม่ค้ามาจ่ายเงินเสร็จแล้วไปซื้อของสันป่าข่อย ใส่เกวียนมา เสร็จก็ออกไปตระเวนซื้อมะขามเปียกที่บ้านสันป่าสัก บ้านเบอะ แม่เหียะ  ใส่เข่งฝากไว้ ครบ ๒-๓ เกวียน ก็ขนมาไว้ที่บ้าน ประมาณคราวละ ๒๐๐ กิโล(กรัม)ได้กำไรกิโลละ ๒ สตางค์  คราวหนึ่งได้กำไร ๔ บาท

“ร้านที่ตลาดประตูเชียงใหม่ให้ภรรยาและแม่ดูแล ส่วนผมต่อมาร่วมหุ้นกับน้า ขายฝ้าย ของชำ โดยเปิดร้านที่ตลาดต้นลำไย  ต้องนั่งเครื่องบินที่กองบิน ๔๑ไปสั่งของที่กรุงเทพฯ เดือนละ ๑ ครั้ง และของส่งมาทางเรือมาถึงจังหวัดนครสวรรค์ และลงเรือเล็กมาส่งที่เชียงใหม่

“เครื่องบินสมัยนั้น ประมาณ พ.ศ.๒๔๘๙ เป็นเครื่องบินที่เรียกว่า เครื่องแองโกล่า บินกรุงเทพ-เชียงใหม่ ประมาณอาทิตย์ละ ๒-๓ ครั้ง ค่าโดยสารคนละ ๔๐๐ บาท

“บางครั้งก็นำสินค้าจากเชียงใหม่ไปขายกรุงเทพฯด้วย เช่น ลำไยแห้ง,เหล้าตราช้างแดง

ในช่วงนี้เองการค้าทำกำไรได้ดี มีโอกาสไปเยี่ยมญาติที่ประเทศจีน ประมาณ ปี พ.ศ.๒๔๙๐ เสียค่าใช้จ่ายไปประมาณ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท  ขึ้นเครื่องบินจากดอนเมือง ไปลงเมืองซัวเถา  ใช้เวลาประมาณ ๗ ชั่วโมง ขากลับเนื่องจากไม่มีพาสปอร์ต กลับทางเครื่องบินไม่ได้ ต้องกลับทางเรือ ใช้เวลาถึง ๗วัน

“สมัยก่อนได้เงินมาก็ไม่กล้านำเงินไปฝากธนาคาร  ใช้วิธีการเก็บโดยใส่กระป๋องปิดฝา และขุดหลุมทำห้องใต้ดิน  ทำถังใหญ่ไว้และนำกระป๋องเงินซ่อนไว้”

โยกย้ายมาค้าขายที่ตรอกข่วงเมรุ

“ต่อมาประมาณ พ.ศ.๒๔๙๖ ย้ายมาเช่าตึกแถวอยู่ตรอกข่วงเมรุ เปิดร้านค้าขาย ตั้งชื่อว่าร้านแสงเจริญ สมัยนั้นค่าเซ้ง ๑๐,๐๐๐ บาทเศษ ต่อมา ๑ ปีเศษ มีการรื้อสร้างใหม่ ต้องเซ้งใหม่ ๕๐,๐๐๐ บาท ขายของชำ เน้นขายสินค้าส่ง ในช่วงนี้เริ่มสร้างโรงงานกระดูกป่นแล้ว

“การทำโรงงานกระดูกป่น เริ่มซื้อที่ดินที่อำเภอหางดง จำนวน ๑๒ ไร่ ราคา ๒๐,๐๐๐ บาทเศษ ใกล้แยกทางไปทางกฤษดาดอย สมัยนั้นไปมาโรงงาน ต้องขี่จักรยานไป  หลังจากนั้นสั่งซื้อเครื่องจักรไอน้ำ ถังต้ม ตระเวนซื้อกระดูกวัว ควาย ทั้งในเขตเชียงใหม่ เชียงราย ราคากิโลกรัมละ ๒๕ สตางค์  โดยใช้รถบรรทุกคอกหมูยี่ห้อ เชฟโรเลต ขนส่ง ซื้อมาราคาประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาท

“เมื่อซื้อรถมาใหม่ๆ ก็หัดขับเอง โดยไม่มีคนสอน จนชำนาญ ตระเวนซื้อกระดูกแถวช้างคลาน, สันป่าตอง, หนองตอง, ฮอด ส่วนใหญ่จะเป็นโรงฆ่าสัตว์เถื่อนที่ไม่ได้รับใบอนุญาต เจ้าของจะเก็บไว้บนห้างเพื่อรอไว้ขาย  การออกไปหาซื้อกระดูก ต้องออกไปทุกวัน ตั้งแต่เช้ากลับตอนเย็น สายใต้ตระเวนซื้อด้านอำเภอสันป่าตอง จอมทองเรื่อยไปบ้าง หรือสายเหนือ จากแม่ริมเรื่อยไปบ้าง เลยไปถึงอำเภอเวียงแหง แม้แต่เชียงราย, พะเยาก็เคยไป ซึ่งในช่วงนั้นต้องใช้ถนนสายเก่า ไปทางจังหวัดลำปาง

“การทำโรงงานกระดูกป่น  ปัญหาคือ กลิ่นเหม็นรบกวนชาวบ้านในละแวกนั้น  ดังนั้นต้องใช้ความสามารถพิเศษ คือ ความมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับชาวบ้านในละแวกนั้น เพื่อไม่ให้ร้องเรียนกับทางการ ดังนี้ต้องเข้าทำความรู้จัก และ ร่วมงานกิจกรรมกับชาวบ้านไม่ว่าจะงานทำบุญ งานศพ ขึ้นบ้านใหม่ ต้องไปร่วม

“กระดูกที่นำมาป่นสามารถทำเป็นปุ๋ยและอาหารสัตว์ได้ โดยเมื่อป่นแล้วนำบรรจุกระสอบส่งไปกรุงเทพฯ จะมีบริษัทรับซื้อและส่งต่อไปประเทศญี่ปุ่น  ในขณะนั้นในเชียงใหม่มีโรงงานผมแห่งเดียว ไม่มีเจ้าอื่น  นอกจากนี้บริเวณพื้นที่ใกล้โรงงานกระดูกป่นก็ไม่ปล่อยให้ว่างเปล่า  สร้างประโยชน์โดยทดลองปลูกส้มเขียวหวานบ้าง มันฝรั่งบ้าง แตงโมบ้าง  แต่ครั้งหนึ่งเจอลูกเห็บตกเสียหายไปทั้งหมด

“นอกจากทำโรงงานกระดูกป่นแล้ว  ที่ทำด้วยกันคือ การค้าลิ้นจี่ ลำไย ผลไม้ตามฤดูกาล โดยรับซื้อจากขาวบ้านและนำขายทำกำไรอยู่ตลอดเวลา ทำโรงงานกระดูกป่นประมาณ ๓๖ ปี มอบหมายให้บุตรชายคนเล็กทำแทน แต่ต่อมามีปัญหาถูกชาวบ้านร้องเรียนจึงต้องขายโรงงานไปในที่สุด

“ส่วนร้านที่ตรอกข่วงเมรุนั้น ให้ภรรยาดูแล ขายของชำและต่อมาขายอาหารสัตว์

“ต้นปี พ.ศ.๒๕๑๑ เกิดไฟไหม้ตลาดวโรรส  ร้านผมถูกไฟไหม้บางส่วน จำเป็นต้องทุบทิ้ง  ส่วนโกดังเก็บสินค้าไม่ไหม้ แต่มีชาวบ้านถือโอกาสอ้างมาช่วยเหลือ  บอกว่าจะขนไปไว้ที่วัดอุปคุต แต่ขนของสูญหายไปเกือบหมด  จำเป็นต้องสร้างใหม่ และทำสัญญาเซ้งใหม่ สัญญา ๑๐ ปี ราคา ๕๐,๐๐๐ บาท

“ตอนหลังผมไปลงทุนเลี้ยงปลา ประมาณ พ.ศ.๒๕๒๔  ซื้อที่ดินทำบ่อปลาจำนวนประมาณ ๔๐ ไร่ๆ ละ ๑๑,๐๐๐ บาทที่เขตติดต่ออำเภอสารภีและจังหวัดลำพูน  ทำบ่อปลา ๑๘ บ่อ  เลี้ยงปลาสวาย ๑ บ่อเนื้อที่ ๑๐ ไร่ นอกนั้นเลี้ยงปลานิล ปลายี่สก ปลาตะเพียนและทำสวนปลูกมะม่วง ลำไยด้วย”

          เถ้าแก่จั๊ว ร้านแสงเจริญ ให้ข้อคิดด้านการค้าว่า “คนจีนในเชียงใหม่สมัยก่อนที่ร่ำรวยแบ่งเป็น ๒ พวก คือ พวกหนึ่งร่ำรวยเพราะใช้แรง ความขยัน อีกพวกหนึ่งร่ำรวยเพราะใช้หัวคิด พวกที่ร่ำรวยเพราะใช้หัวคิด ดังเช่น เถ้าแก่โอ้ว ที่สำคัญคือ ต้องทำงานหนัก วันละ ๒๐ ชั่วโมง นอนให้น้อย

          เถ้าแก่ชิวจั๊ว(นายเจริญ  ภัควิภาส) แต่งงานกับแม่อำนวย  แซ่ตั้ง บุตรธิดา ๗ คน คือ

          ๑.นายอดิศร(กวง) ภัควิภาส          ๒.นางวไล (ตุ๊) นิมมลรัตน์ ๓.นางวิมลมาศ(น้อย)         ปิติสันต์  ๔.นางวัชนีย์(เงาะ) ภัควิภาส ๕.นายทวีศักดิ์(จู๋)    ภัควิภาส ๖.นายธวัชชัย(อี๊ด) ภัควิภาส ๗.นายอดิสัย(เกี้ย) ภัควิภาส เถ้าแก่ชิวจั๊ว เสียชีวิตเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๕๐.

 **รูปอาคารพาณิชย์ในตรอกเล่าโจ๊วสร้างปี พ.ศ.๒๔๙๘ หลายตระกูลสร้างฐานะได้เพราะที่แห่งนี้.

พ.ต.อ.อนุ  เนินหาด

ผกก.สภ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่