หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านช้างม่อย(๕๐)

Author by 2/08/13No Comments »

ติดร้านเชียงใหม่ใจดีเป็นร้านชาวอินเดียเช่นเดียวกัน

แต่ไม่ได้ขายผ้า เป็นร้านชาวอินเดียที่ขายยาสมุนไพรไทย

คือร้าน อี.เอ.รัตลามวาลา

เจ้าของ คือนายชุก อาลีและนางปาน ปัจจุบันตกสู่รุ่นลูก คือนายไซฟูดิน  รัตลามวาลา ต่อมาเปลี่ยนเป็น จันทร์บาล  เอมวัฒนา ปัจจุบันอายุ ๘๐ ปี เล่าประวัติร้านว่า

“ตอนผมเป็นเด็กพ่อก็ขายสมุนไพรแล้ว ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ พ่อมาเรียนรู้เอง เมื่อรู้จักคนไทยที่มีความรู้ก็ศึกษา รู้จักหมอเมืองก็ศึกษา พ่อสนใจเรื่องยา ปกติคนอินเดียมักขายผ้าแต่พ่อมาขายยา  สมัยที่อยู่อินเดียก็ขายเครื่องเทศ ใช้ประกอบอาหารเป็นเครื่องปรุง ที่นี่นอกจากขายสมุนไพรแล้วก็ขายเครื่องเทศที่ใช้ทำอาหารเมือง เช่นผสมทำลาบ

“สมัยก่อนพ่อจะมีรถจักรยานและนำยาสมุนไพร ยาแผนโบราณ บรรทุกท้ายรถจักรยานขี่ไปขายตามบ้านนอก ตามต่างอำเภอ

“ร้านขายสมุนไพรและขายยาแผนโบราณในเมืองเชียงใหม่ คือ ร้านของผม , ร้านสมุนไพรลานนา หลังธนาคารกรุงเทพฯ ปัจจุบันยังอยู่ , ร้านชัยลังกา อยู่ท่าแพ เลิกกิจการแล้ว , ร้านสล่ามองที่ถนนท่าแพ

“ที่ร้านผมขายยาสมุนไพรไทย พวกเครื่องเทศ รากไม้ นอกจากนี้ยังรับปรุงยา จะมีลูกค้าเขียนตำรายา สูตรยามาให้ปรุงตามอัตราส่วน ก็ปรุงให้ บางคนนำไปแยกขายก็มี

“ยาสมุนไพรที่มีคนนิยมมาซื้อ เช่น ว่านชักมดลูก นำไปต้มกินรักษาโรคเกี่ยวกับมดลูกได้และทำให้มดลูกกระชับ , เครื่องผสมทำลาบแบบพื้นเมืองซึ่งต้องใช้เครื่องแกงถึง ๑๒ อย่าง เราจัดรวมกันแบ่งเป็นถุงไว้ นำไปผสมทำลาบได้เลย อยากให้รสจัดก็เพิ่มพริกป่นเข้าไป , การบูรณ์ก็มีขายแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ หรือนำไปผสมทำยาสีฟันก็ได้ , ว่านรางจืด นำไปต้มดื่มแก้ถอนพิษจากยาฆ่าหญ้าหรือแก้เมาเหล้าได้ , มะรุม แก้วโรคเบาหวาน โรคปวดข้อ ไทรอยด์เป็นพิษ มีทำเป็นแคปซูลขายด้วย”

นายจันทร์บาล  เอมวัฒนา มีพี่น้องรวม ๗ คน คือ

๑.นายจันทร์บาล  เอมวัฒนา         ๒.นายอารีย์  เอมวัฒนา

๓.นางพวงเพชร  เอมวัฒนา         ๔.นายโมเรียม  เอมวัฒนา

๕.นายประมวล เอมวัฒนา                     ๖.นายสิริน  เอมวัฒนา

๗.น.ส.มุกดา  เอมวัฒนา

เพียงเดินผ่านหน้าร้านก็จะได้กลิ่นยาแผนโบราณและเครื่องเทศยอมติดจมูก

ถัดจากร้านขายยานายจันทร์บาลไป เป็นร้านขายยาจิบอังตึ้ง

คนรุ่นเก่าบอกว่าสมัยก่อนเป็นเรือนไม้ชั้นเดียวเรื่อยไปผ่านร้านทองเชียงใหม่ที่เป็นมุมอาคาร เรื่อยไปอีกหลายห้อง

อาคารชั้นเดียวเหล่านี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของคุ้มเจ้าแก้วนวรัฐที่สร้างให้คนรับใช้พักอาศัย ต่อมาปี พ.ศ.๒๔๘๐ เจ้าแก้วนวรัฐรื้อและสร้างเป็นอาคารตึกสองชั้นรวม ๑๐ ห้อง มอบให้เจ้าอินทนนท์ (ร้านวิศาลบรรณาคารที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามสร้างในปีเดียวกันนี้)ให้ชาวตลาดเช่าอยู่อาศัยและค้าขาย หลังจากนั้นได้ขายต่อเปลี่ยนกรรมสิทธิ์  ต่อมาบางส่วนถูกเวนคืนสร้างเป็นถนนเลียบริมน้ำปิง(คุณป้าซิวเฮียง  โจลานันท์,สัมภาษณ์)

          ร้านจิ๊บอังตึ้งโอสถ เป็นอาคารตึกสองชั้นรุ่นเก่า ที่สร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๙๒

“จิ๊บ” หมายถึง ส่วนรวม “อัง” หมายถึง ความสงบสุข และ “ตึ้ง” หมายถึง ศาลาที่พัก

ร้านจิ๊บอังตึ้งโอสถ เริ่มต้นจากนายมั่งฮุ้ง  แซ่ลี้ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น มั่น อัครชิโนเรศ อพยพมาจากประเทศจีนและมาอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต่อมาอพยพมาอยู่กับญาติที่เมืองเชียงใหม่ขณะอายุประมาณ ๒๐ ปีเศษ เริ่มมาเช่าห้องแถวอยู่ถนนช้างม่อยใกล้ตลาดนวรัฐ ประกอบอาชีพขายผ้า

ต่อมาแต่งงานกับนางไซหง  แซ่ลั้ง(ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นจินดา) เดิมเช่าเปิดร้านอยู่บริเวณร้านสุจริตพานิช ถนนช้างม่อย ต่อมาย้ายมาเช่าฝั่งตรงกันข้ามซึ่งเป็นอาคารของขุนสมานเวชชกิจและเริ่มขายยาจีน ซึ่งคาดว่ามีความรู้มาจากเมืองจีน

หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒(หลัง พ.ศ.๒๔๘๘) นายมั่งฮุ้งมาซื้อห้องแถวชั้นเดียว ๔ ห้องถัดจากที่เช่าเดิมไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของเถ้าแก่โอ๊ว และสร้างตึกเป็นร้านค้า ช่างก่อสร้าง ชื่อ ช่างตินเป็นชาวเวียดนามที่อยู่ในเมืองเชียงใหม่ ช่างก่อสร้างเป็นช่างเวียดนามทั้งสิ้น มีฝีมือดีที่สุดในขณะนั้น

นอกจากนายมั่งฮุ้ง  แซ่ลี้ จะขายยาจีนแล้ว ยังประกอบกิจการอื่นอีกหลายอย่าง คือ หุ้นกับเพื่อนค้าลำไย , หุ้นทำร้านดีพาร์ตเมนต์สโตร์ ชื่อร้านไทยสงวน ขายเครื่องกระป๋องเป็นหลัก , ประมูลทำกิจการโรงฝิ่นหลายแห่งในภาคเหนือ , ทำโรงเหล้าที่อำเภอฝาง อำเภอพร้าว ภายหลังหุ้นทำแร่วูลแฟลมที่อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก

นายมั่งฮุ้ง และนางไซหง  แซ่ลั้ง มีบุตรธิดารวม ๘ คน  คือ

๑.นายเกรียง(ฮั่งเกรียง) อัครชิโนเรศ          ๒.นางเพ็นนี(เง็กหลี)

๓.นายประวิทย์(ฮั่งกวง)  อัครชิโนเรศ         ๔.พญ.ดาลัด(เง็กจิง)

๕.น.ส.พรเพ็ญ(เง็กฮ้ง)  อัครชิโนเรศ          ๖.นายชาญ(ฮั่งซาง) อัครชิโนเรศ

๗.นายวิเชียร(เล่งเซี้ยง)  อัครชิโนเรศ                  ๘.นายโอภาส(ฮั่งกิม)  อัครชิโนเรศ

บุตรคนที่สาม คือ นายประวิทย์  อัครชิโนรส อดีตประธานสภาหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ และเคยเป็นเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่ สมัยที่มีการแต่งตั้งในปี พ.ศ.๒๕๑๕ สมัยผู้ว่าฯอาษา  เมฆสวรรค์ ส่วนนายกเทศมนตรี คือ นายณรงค์  ศักดาทร

นายมั่งฮุ้งเสียชีวิตในปี พ.ศ.๒๕๒๓  ปัจจุบันกิจการร้านขายยา บุตรสาวเป็นผู้ดำเนินการ (คุณประวิทย์  อัครชิโนรส,สัมภาษณ์)

ผู้ที่ดูแลกิจร้านในปัจจุบัน คือ คุณพรเพ็ญ อัครชิโนเรศ  เล่าว่า เกิดปี พ.ศ.๒๔๘๙  เมื่อเกิดก็มีตึกนี้แล้ว วัยเด็กไปเรียนที่เมืองจีน กลับมาเมื่ออายุ ๒๐ ปี เศษ พ่อนายหมั่งฮุ้ง แซ่ลี่ แม่นางไซหง แซ่อั๊ง พ่อแม่มาจากประเทศจีน มาอยู่ตลาดวโรรส พ่อมีความรู้เรื่องยา เป็นเภสัชแผนโบราณ ซื้อที่นี่แล้วสร้างใหม่ พ่อเสียชีวิตเมื่อ ๓๐ ปีแล้ว หลังจากนั้นพี่ชายคนโตคือ นายเกรียง  อัครชิโนเรศ รับผิดชอบกิจการของร้านต่อมา การขายยาคุณพรเพ็ญบอกว่าเป็นงานที่จุกจิก ต้องเฝ้าวันค่ำ เด็กรุ่นใหม่ไม่ชอบงานแบบนี่เพราะไม่มีวันหยุด สมัยก่อนนั้นหยุดวันตรุษจีนวันเดียว ปัจจุบันทางร้านหยุดทุกวันอาทิตย์

ถัดจากร้านจิบอังตึ้งเป็นร้านขายผ้า ชื่อ ร้านเชียงใหม่ใจกว้าง ตระกูล อุปรา

ร้านนี้เริ่มต้นจากนายฮีรานัน และนางโมเตีย  เคยค้าขายอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ ต่อมาสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้โยกย้ายไปอยู่จังหวัดระนอง ต่อมาย้ายมาค้าขายที่เมืองเชียงราย จนปี พ.ศ.๒๕๒๙ จึงย้ายครอบครัวมาค้าขายที่เมืองเชียงใหม่ เริ่มต้นซื้อห้องเปิดร้านที่ถนนช้างม่อย

เจ้าของร้านเล่าว่าบริเวณนี้เดิมเป็นอาคารไม้มี ๓ ห้อง ซื้อจากครอบครัวหมอวรรณจันทร์ และเปิดร้านขายผ้าใช้ชื่อว่า “ร้านเชียงใหม่ใจกว้าง”

รุ่นลูกมี ๑๑ คน ผู้ที่บริหารร้านเชียงใหม่ใจกว้าง คือ นางชานตี  โซนี่และนาย   ศิริชัย  อุปรา

เลยไปเป็นปากทางเข้าตลาดนวรัฐและร้าน อินเดียสโตร์ ตระกูล สิงห์สกุล

ร้านนี้เริ่มจากรุ่นปู่ที่อพยพมาจากประเทศอินเดีย ชื่อไทย คือนายอมร  สิงห์สกุล เมื่อมาอยู่เมืองเชียงใหม่ เคยเช่าอยู่ใกล้โรงหนังศรีนครพิงค์ คือร้านเศรษฐีในปัจจุบัน ด้านหลังติดโรงหนังศรีนครพิงค์ อาชีพไม่ใช่ขายผ้าแบบคนอินเดียทั่วไป แต่เป็นอาชีพรับซ่อมรถจักรยาน  ต่อมาแต่งงานกับแม่ตุ่นแก้ว บ้านอยู่ย่านถนนวัวลาย และเริ่มอาชีพค้าเงินแถบ(เงินรูเปียของอินเดีย)ซึ่งเป็นเงินแท้ รับซื้อมาแล้วนำไปขายให้ชาวบ้านย่านวัวลายนำไปตีเป็นเครื่องเงิน ต่อมาย้ายไปเช่าอยู่ตรงข้ามโรงพยาบาลเทศบาลเชียงใหม่ ถนนวิชยานนท์ เริ่มประกอบอาชีพขายผ้า รุ่นลูก คือ

๑.นายยากัตซิงห์  กุลาตี ต่อมาเปลี่ยนชื่อสกุลเป็น กระสินธุ์  สิงห์สกุล

๒.นางสุวรรณกอร์  สิงห์สกุล        ๓.นายยัสวัน  สิงห์สกุล

ด้านนายกระสินธุ์  สิงห์สกุล แต่งงานกับนางยมนา ซึ่งเป็นลูกครึ่งไทยอินเดียอยู่ย่านวัดเกตการาม เมื่อมีบุตรธิดาแล้วได้พากลับไปอยู่อินเดียระยะหนึ่ง ต่อมากลับมาเชียงใหม่อีกครั้งหนึ่งมาเปิดร้านอยู่ถนนช้างม่อยที่อยู่ในปัจจุบัน เริ่มประมาณปี พ.ศ.๒๕๐๒

ร้านนี้รุ่นพ่อ คือ นายอมร  สิงห์สกุลซื้อไว้จากเถ้าแก่โอ๊วราคา ๑,๒๐๐ บาท เมื่อครั้งเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ  มอบให้บุตรชาย คือ นายกระสินธุ์ เปิดร้านขายผ้าโดยสั่งผ้ามาจากกรุงเทพฯ  นอกจากนี้นายกระสินธุ์ เคยได้ร่วมทำธุรกิจกับเจ้าปัน พัฒนาที่ดินย่านตลาดเมืองใหม่ต่อมาขายให้เสี่ยปุ๊ยไป  นายกระสินธุ์ได้ชื่อว่าเลื่อมใสในพุทธศาสนามาก ทันได้ร่วมทำบุญกุศลบูรณะวัดร่ำเปิงกับพระอาจารย์ทอง ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทอง.

พ.ต.อ.อนุ  เนิดหาด

ผกก.สภ.แม่แจ่ม