หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนช้างม่อย(ตอนจบ)

Author by 2/08/13No Comments »

ก่อนถึงปลายถนนช้างม่อยมีร้านทองอินทรีทอง ของตระกูล สุนทรไพบูลย์ และร้านทองตั๊กเซ่งฮง ของตระกูล แซ่เตี๋ยว

        ก่อนหน้านี้ตึกแถวรวม ๓ ห้องเหล่านี้เคยเป็นร้านขายผ้าที่ใหญ่โตและเจ้าของมีชื่อเสียงมาก ชื่อร้านเชียงใหม่สโตร์ ของนายห้างโมตีราม โกราน่า ต่อมาเปลี่ยนชื่อสกุลเป็น มนตรี  โกศลาภิรมย์

ร้านเชียงใหม่สโตร์อยู่ช้างม่อย มุมตลาดวโรรส เมื่อก่อนเป็นเรือนไม้สองชั้น ถัดไปเป็นประตูเข้าตลาดถนนวิชยานนท์

ด้านครอบครัว นายห้างโมตีรามแต่งงานกับแม่จันทร์สม บุตรธิดารวม ๘ คน

ต่อมาแม่จันทร์สมภรรยาได้เสียชีวิตลงแล้ว(เสียชีวิตเดือนพฤษภาคม      ๒๕๐๗) นายห้างโมตีรามมองจากหน้าร้านมองเห็นสะพานขัวแตะข้ามระหว่างตลาดวโรรสกับวัดเกตการาม ซึ่งสะพานแห่งนี้เป็นสะพานชั่วคราว หน้าฝนใช้การไม่ได้ ชาวบ้านต้องเสียเงินค่าข้ามทางเรือ จึงคิดที่จะสร้างสะพานถาวรเพื่อเป็นการทำบุญส่งถึงแม่จันทร์สม ดังนั้นในปี พ.ศ.๒๕๐๗ จึงเสนอทางเทศบาลขอออกค่าใช้จ่ายในการสร้างสะพานคอนกรีตจนสำเร็จ ใช้ชื่อว่า สะพานจันทร์สมอนุสรณ์

หลังจากสะพานเสร็จแล้ว ชาวตลาดมักเห็นนายห้างโมตีรามเดินไปมาบนสะพานแห่งนี้ทุกเย็น สะพานแห่งนี้เป็นการสร้างบุญกุศลเกิดประโยชน์ต่อชาวเชียงใหม่โดยตรง

แม้จะได้รับการยอมรับทั่วไปว่านายห้างโมตีรามฐานะร่ำรวย แต่การทำตัวได้ชื่อว่าสมถะที่สุด การแต่งกายธรรมดาไม่หรูหรา ยานพาหนะส่วนตัวคือ รถจักรยานสภาพเก่า ซึ่งแตกต่างจากพ่อค้าฐานะดีส่วนใหญ่ที่ขณะนั้นมักใช้รถยนต์กันแล้ว

ปี พ.ศ.๒๕๑๑ เกิดเพลิงไหม้ตลาดต้นลำไยและตลาดวโรรสครั้งใหญ่  รวมทั้งร้านเชียงใหม่สโตร์ก็โดนเพลิงไหม้ด้วย หลังเพลิงไหม้ทางตลาดจัดพื้นที่ให้ขายชั่วคราว ต่อมาเมื่อมีทางตลาดวโรรสร้างตลาดขึ้นใหม่ นายห้างโมตีรามได้ซื้อไว้รวม ๒ ห้อง บริเวณใกล้เคียงกับจุดร้านเดิม ห้องหนึ่งมอบให้ลูกชายคนโต คือ นายอมร เปิดร้านขายผ้าใช้ชื่อเดิมว่าร้านเชียงใหม่สโตร์ ติดกันมอบให้ลูกชายคนรองลงมา คือ นายชีวัน(เสียชีวิตแล้ว) เปิดร้านผ้าใช้ชื่อว่า ร้านชีวัน ขณะนั้นติดกันไปทางทิศตะวันออก คือ ร้านกฤษณาพานิช ขายผ้าเช่นกัน ถัดไปมุมตลาดคือร้านทองตั้กเซ่งล้ง

นายห้างโมตีราม ช่วยค้าขายที่ร้านเชียงใหม่สโตร์ นอกจากนี้ยังค้าขายกับชาวเขาที่ลงจากดอยมาซื้อผ้า โดยใช้บริเวณบ้านที่ถนนท้ายวัง ทำห้องพักสำหรับชาวเขาที่ลงมาซื้อของที่ตลาดวโรรสให้พักฟรี  ชาวเขามักเรียกนายห้างโมตีรามว่า “พ่อเฒ่า” ด้วยความเชื่อถือ

นายห้างโมตีราม ที่เป็นที่รู้จักของคนเมืองเชียงใหม่ได้เสียชีวิตลงขณะอายุ ๘๐ ปีเศษ เมื่อกลางปี พ.ศ.๒๕๒๒

ส่วนคุณวันดี โกศลาภิรมย์ ปัจจุบันอายุ ๗๘ ปี แต่งงานกับนายจันทร์ ลงกานี มีกิจการร้านขายผ้าชื่อร้านกฤษณาพานิช ที่ตลาดนวรัฐ บุตรธิดา ๒ คน คือ นางกวีต้า ลงกานี เป็นพยาบาลอยู่ประเทศสหรัฐอเมรกาและ ดร.รวี  ลงกานี เป็นอาจารย์สอนคณะบริหาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ห้างทองอินทรีทอง เจ้าของคือ คุณชัยสุคนธ์  สุนทรไพบูลย์

        เปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์เป็นของร้านอินทรีทองเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๐ ระยะแรกให้ร้านสีสวนเช่าขายรองเท้า ต่อมาเปิดร้านทองเอง

คุณชัยสุคนธ์  สุนทรไพบูลย์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นมาว่า

“ซื้อจากนายห้างชีวินในราคา ๑๘ ล้านบาท ก่อนหน้านี้เจ้าของร้านเชียงใหม่สโตร์เจอใครก็บอกว่าต้องการขายในราคา ๔๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงยังไม่มีใครกล้าซื้อ เมื่อซื้อแล้วให้ร้านสีสวนเช่าระยะหนึ่ง ต่อมาจึงมาเปิดร้านทองเอง

“เดิมพ่อแม่ผมเปิดร้านทองอยู่ก่อนแล้ว ร้านพ่อแม่คือ ร้านทองพรประเสริฐ พ่อคือ นายประเสริฐ  แซ่เบ๊ เกิดที่กรุงเทพฯ ส่วนรุ่นปู่ เดิมเป็นชาวจังหวัดฉะเชิงเทรา มามีกิจการร้านทองที่ย่านสะพานเหล็ก กรุงเทพฯ ต่อมาปี พ.ศ.๒๕๐๑ พ่อแต่งงานกับแม่ชื่อแม่ลี่สี และโยกย้ายมาสร้างฐานะที่เชียงใหม่ ขณะนั้นพ่อผมอายุ ๔๕ ปี เริ่มมาเช่าห้องเปิดร้านขายทองเล็กๆ ที่ตรอกข่วงเมรุ แต่เนื่องจากระยะนั้นมีทุนน้อยทำให้ต้องเลิกกิจการเพียงไม่กี่ปี เปลี่ยนมาทำการค้าที่ใช้ทุนต่ำกว่าคือ ขายผ้าพื้นเมือง  ต่อมาเมื่อลูกชายคนโต คือ นายชัยรัตน์  สุนทรไพบูลย์ จบการศึกษาแล้วมาลงทุนเปิดร้านทองอีกครั้งหนึ่งเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๓ โดยลงทุนซื้อตึกแถวในตลาดนวรัฐ(ตลาดเจ๊กโอ๊ว) ขณะนั้นตลาดวโรรสและตลาดต้นลำไยถูกเพลิงไหม้ครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑ ร้านทองส่วนใหญ่โยกย้ายมาเปิดขายที่ตลาดนวรัฐ ทำให้การค้าทองที่ตลาดนวรัฐคึกคัก กิจการไปด้วยดี  ต่อมาเมื่อตลาดวโรรสสร้างเสร็จร้านทองส่วนหนึ่งย้ายกลับมาตลาดวโรรสเพราะเจ้าของตลาดให้สิทธิ์เจ้าของเดิมก่อน

“พ่อผมเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๙ พี่ชาย คือนายชัยรัตน์  สุนทรไพบูลย์ บริหารต่อ ส่วนผมเรียนโรงเรียนมงฟอร์ต จบออกมาแล้วมาช่วยพ่อขายทอง ต่อมาหลังจากแต่งงานแล้วได้แยกครอบครัวออกมาตั้งร้านทองเองที่ใกล้ร้านพรประเสริฐของพี่ชาย  ที่ตลาดนวรัฐ เมื่อปีพ.ศ.๒๕๒๔ โดยมีพี่ชายและครอบครัวของภรรยาช่วยสนับสนุนทุนในการเปิดร้านทอง เรียกว่าการ ลงขัน อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติด้านการส่งเสริมการสร้างครอบครัวของชาวจีน พิธีเปิดได้นิมนต์ท่านเจ้าคุณวัดเจดีย์หลวงมาเจิมป้ายร้านเพื่อเป็นศิริมงคล  ผมตั้งชื่อร้านว่า ห้างทองอินทรีทอง เนื่องจากเห็นว่าชาวบ้านที่เป็นลูกค้ามักจำชื่อร้านที่เป็นชื่อสัตว์มงคลได้ดีกว่าร้านที่ใช้ชื่อภาษาจีน อีกทั้งมังกรเป็นสัตว์ที่เป็นมงคล จึงตั้งชื่อว่าห้างทองอินทรีทอง

“ตอนเปิดร้านทองผมอายุเพียง ๒๓ ปี กิจการเจริญรุ่งเรืองมาตลอด ๑๐ ปี ต่อมาเกิดเพลิงไหม้ที่ตลาดนวรัฐ เพลิงไหม้ตึกแถว ๕-๖ คูหา ร้านทองอินทรีทองถูกเพลิงไหม้เสียหายบางส่วน ไม่สามารถค้าขายต่อได้จึงย้ายมาเปิดที่ตึกแถวของพี่ภรรยาซึ่งเซ้งไว้ก่อนแล้วที่ตลาดเทศบาลเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๔ บริเวณดังกล่าวเป็นที่ของราชการ โดยเดิมมีปั๊มน้ำมันสามทหารในบริเวณนี้  ใช้ชื่อร้านอินทรีทองเหมือนเดิม  หลังจากนั้นอีก ๓ ปี ผมได้เซ้งเป็นกรรมสิทธิ์ต่อมาและเปิดดำเนินการเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

“นอกจากนี้เมื่อซื้อตึกแถวของนายชีวิน ที่ตลาดวโรรสไว้จึงได้ขยายกิจการร้านทองไปที่ตลาดวโรรสอีกร้านหนึ่งด้วย

“ต่อมาได้เล็งเห็นรูปแบบของการขายทองเปลี่ยนไป ผมได้จับมือกับห้างทองแม่ทองสุกที่กรุงเทพ ทำธุรกิจตราสารอนุพันธ์ในตลาดTFEX ซื้อขายทองคำผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๒๒ เรื่อยมา และต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๓ เริ่มธุรกิจเปิดบริษัทค้าทองแท่ง ๙๙ นอก และ ๙๖.๕ เปอร์เซ็นต์ ในรูปแบบบริษัท ใช้ชื่อว่า บริษัทอินทรีทองค้าทองแท่ง จำกัด ใช้สถานที่อีกมุมของตลาดเทศบาล

“ต่อมาจากการที่การซื้อขายทองคำแท่งมีลูกค้ามากขึ้นแล้ว ตลาดที่เคลื่อนไหวมากจะเป็นตลาดเมืองนอกซึ่งเปิดตรงกับเวลาหัวค่ำจนถึงเที่ยงคืนบ้านเรา จึงได้เล็งเห็นความจำเป็นของลูกค้าที่อยากจะซื้อขายในเวลาดังกล่าว จึงร่วมมือกับบริษัท เอ็มทีเอสโกลด์ ก็คือห้างทองแม่ทองสุก ทำการเปิดขายทองทางอินเตอร์เน็ตขึ้นมา โดยที่ลูกค้าสามารถนั่งกดซื้อขายเองที่บ้านผ่านทางคอมพิวเตอร์สะดวกสบายกว่า โดยเปิดเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๕ เรียกว่าครบวงจรของการซื้อขายทองทั้งหมด”

ด้านครอบครัวนายไชยสุคนธ์ สุนทรไพบูลย์ แต่งงานกับนางกุลวดี สกุลเดิม วณิชติสุวรรณมีบุตร ๓ คน คือ นายสิวพล , นายฉัตรพล และนายอรรถพล ทั้งสามมาช่วยดูแลกิจการห้างทองอินทรีทอง

ร้านสุดท้ายของถนนช้างม่อย คือ ร้านทองตั้กเซ่งฮง ตระกูล แซ่เตี๋ยว

เริ่มต้สนจากนายยินปั๊ก  แซ่เตี๋ยว และแม่อุษา  แซ่เตียว เริ่มเปิดร้านทองที่ตลาดวโรรสเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๙ ใช้ชื่อว่าร้านทองตั้กเซ่งฮง  แต่ก่อนหน้านี้นายยินปั๊ก อพยพมาอยู่เมืองเชียงใหม่ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๘๖ ทำหน้าที่ผู้จัดการร้านทองให้ร้านอื่น  ต่อมาเคยไปเป็นเปิดสาขาที่เมืองเชียงตุง ประเทศพม่าและเดินทางกลับประเทศจีน ต่อมาจึงเดินทางกลับมาเปิดร้านทองเป็นของตนเองที่ตลาดวโรรส ถนนวิชยานนท์

ปี พ.ศ.๒๕๑๑  คราวเกิดเพลิงไหม้ตลาดวโรรสและตลาดต้นลำไย ทำให้ต้องย้ายร้านมาที่ตลาดนวรัฐ เมื่อมีการสร้างตลาดวโรรสใหม่จึงย้ายกลับมาซื้อตึกแถวอยู่บริเวณเดิม

นายยินปั๊กและแม่อุษา มีบุตรธิดารวม ๘ คน คือ

๑.นายวัลลภ  แซ่เตี๋ยว(แต่งงานกับนางอี่จิน บุตร ๑ คน คือ น.ส.นงนภัส    แซ่เตี๋ยว)

๒.นางนพรัตน์  แซ่เตี๋ยว กิจการร้านทองตั้กเซ่งล้ง

๓.นางมัทนา    แซ่เตี๋ยว   ๔.นายศราวุฒิ   แซ่เตี๋ยว กิจการหนังสือพิมพ์เชียงใหม่นิวส์

๕.นายยุทธนา    แซ่เตี๋ยว กิจการร้านทองตั้กเซ่งฮง  ๖.นายกฤษดา   แซ่เตี๋ยว ทำกิจการร้านทองตั้กเซ่งล้ง   ๗.นางวรารัตน์          แซ่เตี๋ยว ทำกิจการร้านทองที่กรุงเทพฯ

๘.นายเทิดศักดิ์ แซ่เตี๋ยว กิจการโรงแรมแฟมิลี่ ถนนมหิดล(นายวัลลภ แซ่เตี๋ยว,สัมภาษณ์)

พ.ต.อ.อนุ  เนิดหาด

ผกก.สภ.แม่แจ่ม