หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนช้างม่อย(๑๖)

Author by 6/08/12No Comments »

ต้นถนนช้างม่อยด้านทิศใต้มีบ้านของขุนนฤมิตรธนการ

บ้านขุนนฤมิตรธนการ อยู่ติดปากซอย ๓ ถนนช้างม่อย  อดีตเป็นข้าราชการฝ่ายสรรพากรเชียงใหม่ เป็นคหบดีในย่านนี้ สร้างบ้านไม้สักหลังใหญ่ ใต้ถุนสูง มีเสาไม้สักประมาณ ๘๐ ต้น พื้นที่หน้าบ้านของขุนนฤมิตรที่ติดถนนช้างม่อย ขุนนฤมิตรสร้างเป็นห้องแถวไม้ชั้นเดียวรวม ๙ ห้อง ให้ผู้อื่นเช่าอยู่อาศัย

ต่อมาปี พ.ศ.๒๕๑๓ บ้านของขุนนฤมิตรเริ่มทรุดโทรมยากแก่การบูรณะ ขณะนั้นขุนนฤมิตรและภรรยาเสียชีวิตแล้ว ทางครอบครัวได้ปรึกษากันและขายให้แก่ตระกูล ยุคล ในราคา ๑ แสน ๕ หมื่นบาท โดยผู้ที่ซื้อจะนำไปสร้างบ้านในรูปแบบเดิมเพื่ออนุรักษ์บ้านเรือนเก่าไว้ อาคารนี้สร้างที่บริเวณใกล้วัดป่าแดง ด้านหลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

บริเวณพื้นที่เดิมรุ่นลูกได้สร้างตึก ๒ ชั้นรวม ๓ ห้องให้เช่า และต่อมาขายเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ไป

ปัจจุบันด้านหลังเป็นบ้านไม้เก่า มุงดินขอของรุ่นลูกขุนนฤมิตร ทำเป็นร้านกาแฟนฤมิตร

         ประวัติขุนนฤมิตร เดิมชื่อ นายโอ้ด  อุดมศรี เป็นชาวบ้านช้างม่อยด้านใต้ มีน้องสาว ๑ คน ชื่อ นางแก้วนา บ้านอยู่ละแวกเดียวกัน นายโอ้ด รับราชการงานคลังจังหวัดเชียงใหม่(บ้างว่ารับราชการฝ่ายสรรพากร) คาดว่ามีความดีความชอบจึงได้รับบรรดาศักดิ์เป็น “ขุนนฤมิตรธนการ” ด้านครอบครัวมีภรรยาคนแรก คือ นางจันทรา บุตรธิดา ๒ คน คือ

๑.นายศีลา  อุดมศรี ทำงานไปรษณีย์

๒.นางบัวแก้ว เชี่ยวศิลป์

นางบัวแก้ว แต่งงานกับนายชาญ  เชี่ยวศิลป์ อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เคยเรียนโรงเรียนยุพราชและได้ทุนของมณฑลพายัพไปเรียนต่อโรงเรียนสวนกุหลาบที่กรุงเทพฯ มีความสามารถด้านกีฬาชกมวยสากลระดับเหรียญทอง ต่อมาเข้าโรงเรียนเพาะช่าง จบแล้วมารับราชการเป็นครูใหญ่โรงเรียนการช่างชาย เคยสอนโรงเรียนยุพราชและย้ายไปเป็นครูโรงเรียนเกษตรแม่โจ้

ต่อมาขุนนฤมิตรมีภรรยาอีกคนหนึ่งชื่อ นางตุ่นแก้ว ไม่มีบุตรธิดา บ้านอยู่ใกล้วัด        อู่ทรายคำ

         นางบัวแก้ว และนายชาญ  เชี่ยวศิลป์ พักอาศัยอยู่ที่บ้านของขุนนฤมิตร ต่อมาย้ายมาอยู่บ้านไม้ด้านหลัง ทั้งสองมีบุตรธิดารวม ๑๒ คน คือ

๑.นางชูศรี  รังสีวงศ์                     ๒.นางสุนีย์ สงเคราะห์พันธ์

๓.นางเพ็ญศรี  โบก้า อยู่อเมริกา     ๔.นายพิทักษ์ เชี่ยวศิลป์

๕.พ.อ.นพ.ดำรงค์  เชี่ยวศิลป์ แพทย์ประจำ รพ.พระมงกุฎเกล้า กรุงเทพฯ

๖.นายสมาน เชี่ยวศิลป์                 ๗.นางเปรมจิต เชี่ยวศิลป์

๘.นางแจ่มจันทร์  รัตนพล                        ๙.นายโชค  เชี่ยวศิลป์

๑๐.นายชัย  เชี่ยวศิลป์                 ๑๑. นายสง่า เชี่ยวศิลป์

๑๒.นายเกียรติ  เชี่ยวศิลป์

         คุณสง่า  เชี่ยวศิลป์ รุ่นหลานของขุนนฤมิตร อายุ ๖๒ ปี(เกิดปี พ.ศ.๒๔๙๓) พักอาศัยอยู่ที่บ้านไม้สักด้านหลังบ้านของขุนนฤมิตรเดิม เล่าว่า บ้านหลังนี้สร้างสมัยคุณตา คือ ขุนนฤมิตร

“ผมเกิดที่บ้านหลังใน ที่นี่ บ้านหลังนี้อายุ ๘๐ ปีเศษ พ่อมาสร้างที่นี่ สร้างแล้วให้เช่า ส่วนพ่อแม่ไปอยู่บ้านคุณตาคุณยาย ที่อยู่ด้านหน้า

“ผมทันเห็นขุนนฤมิตรตอนเด็ก  สมัยนั้นอายุมากแล้ว มักนอนในห้องโถงใหญ่บนบ้านบริเวณที่เรียกว่าเติ๋น เสียชีวิตเมื่อผมอายุได้ ๕ ขวบ คือ ประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๘

“ในซอย ๓ ส่วนใหญ่เป็นญาติพี่น้องกัน เช่นแม่แก้วนา ภรรยาของพ่อหนานปุ๊ด  ไชยศิริ เป็นน้องสาวของพ่อขุน ลูกชายคนหนึ่งรับราชการเป็นนายตำรวจ ชื่อ พ.ต.ท.ศิริ ไชยศิริ เสียชีวิตแล้ว

“ละแวกนี้ถือว่ามีเชื้อสายเม็ง มีประเพณีไหว้ผีปู่ย่าเป็นประจำทุกปี เหมือนเป็นการรวมญาติพี่น้องกัน นอกจากนี้มีประเพณีฟ้อนผีมดผีเม็ง จะทำเมื่อได้บนบานไว้เช่นเจ็บป่วย เมื่อหายเจ็บป่วยก็จัดพิธีฟ้อนผีเม็ง

“ประเพณีไหว้ผีปู่ย่าจะทำหลังจากมีประเพณีไหว้อินทขิลของเมืองเชียงใหม่แล้วประมาณ ๑ อาทิตย์ สมัยก่อนมักจัดที่บ้านขุนนฤมิตร

“เรื่องผีปู่ย่านี้ทางเราถือว่าสำคัญ ใครทำอะไรไม่ดี กลางคืนผีปู่ผีย่าจะมาให้เห็น แต่ไม่ทำอะไรใคร ผมมีประสบการณ์เรื่องไฟ ครั้งหนึ่งไฟจะไหม้บ้านก็จะมีสิ่งดลจิตดลใจให้กลับมาพบมาเห็น แก้ไขได้ นอกจากนี้สมัยก่อนคนที่มาเช่าห้องแถวมักมีคนเห็นเป็นคนสูงอายุแต่งชุดโบราณเดินอยู่หลังบ้านขุนนฤมิตร เห็นกลางคืน เป็นผู้หญิงสูงอายุนุ่งผ้าถุงโบราณ เกล้าผม เมื่อเอารูปมาให้ดูก็บอกว่าเหมือนคนในรูป เป็นรูปแม่บ้าง รูปยายบ้าง

“แม่ผมเคยได้เป็นแม่ดีเด่นแห่งชาติเพราะลูก ๑๒ คน สมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี มีนโยบายให้มีลูกมากๆ เพื่อเพิ่มพลเมือง ลูกทั้ง ๑๒ คนแต่ละคนไม่เสียชีวิตเลย สุขภาพดี รับการศึกษาทุกคน

“บ้านช้างม่อยแยกเป็นบ้านเหนือ บ้านใต้ บ้านเหนือตีเหล็ก ใช้แรงงาน เรื่องแก๊งช้างม่อย สันนิษฐานว่าทำงานหนัก เย็นกินเหล้า ชกต่อยกัน ย่านพวกแต้ม วัดผ้าข้าวมักมาจ้างตีมีดเป็นอาวุธ

“บ้านใต้พ่อแม่มักเน้นให้เรียนหนังสือกัน ทางโน้นไม่ค่อยได้เรียน ฐานะไม่ค่อยดีจึงมีเด็กเกเรตั้งเป็นกลุ่ม ดังสุดคือรบกันแม่โจ้ มีตายด้วย เพื่อนคนหนึ่ง ชื่อ อนันต์ ถูกแม่โจ้ยิงตาย ก่อนหน้านี้เคยยิงแม่โจ้ตายที่น้ำพุสมเพ็ชร ติดคุกอยู่หลายปี เมื่อออกจากคุกหลบไปอยู่แถวขุนตาลเขตลำพูนและถูกยิงตาย คาดว่ากลุ่มแม่โจ้ยิงตายเพราะแค้นเก่า คอยว่าเมื่อไรจะออกจากคุก ประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๐ พี่ชายของอนันต์คุมบ้านสาว(บ้านโสเภณี)อยู่แถวต้นโพธิ์  กลุ่มนักเรียนแม่โจ้วันศุกร์เสาร์จะออกจากโรงเรียนมานั่งแถวโรหนังศรีพิงค์ กลุ่มช้างม่อยผ่านไปจะถูกรุม เราอยู่ช้างม่อยใต้ ครอบครัวทางนี้มักจะไม่ให้ลูกไปเข้ากลุ่ม

“ห้างมัณฑนา เยื้องๆ กับช้างม่อยซอย ๓ ตอนเด็กเป็นที่ว่าง เด็กแถวนี้จะไปเล่นว่าวกัน ใกล้กันเป็นบ้านญวนอพยพเป็นบ้านหลังๆ อาชีพหลักคือ ฆ่าไก่ส่งขาย ใครจะขายหรือซื้อไก่มักมาที่บ้านญวน พื้นที่เป็นของนายเฮียง ต่อมาขายให้คุณนิตย์ วังวิวัฒน์ราคา ๓๐ ล้านบาท ต่อมาสร้างเป็นโรงแรมกรินทิพย์ กลุ่มคนญวนต่อมากระจายไป

“สมัยก่อนผมเดินไปเรียนโรงเรียนปรินซ์ฯ เข้าซอยบ้านญวน(หน้าวัดชมพู) ข้ามสะพานแม่ข่า ไปข้ามสะพานนครพิงค์ ไปโรงเรียน เดินไปทั้งนั้น ประมาณ ปี พ.ศ.๒๕๑๑ ต่อมาไปเรียนต่อโรงเรียนยุพราช จากบ้านก็เดินไป ใครมีรถมอเตอร์ไซค์ถือว่าเท่มาก ครอบครัวต้องฐานะดี”

“บ้านหลังหนึ่งในซอย ๓ ด้านตะวันออกเป็นบ้านคุณชัยรัตน์  ชุณหพงษ์ เคยเป็นโฆษกสถานีวิทยุมีชื่อเสียงดี จัดรายการข่าว  หลังบ้านคุณชัยรัตน์ เป็นบ้านยายสม ถัดไปที่ฐานะดีในละแวกนี้คือ พระทวีประศาสน์”

ปัจจุบันบริเวณบ้านไม้ของคุณสง่า   เชี่ยวศิลป์ จัดเป็นร้านกาแฟใต้ร่มไม้ที่ร่มรื่นยิ่ง

นอกจากนี้คุณสง่า   เชี่ยวศิลป์ เล่าบรรยากาศของสังคมย่านช้างม่อยว่า อยู่ช้างม่อยละแวกนี้ใกล้โรงหนัง สมัยเด็กไปดูกันบ่อย พ่อแม่พอมีเงินให้ไปดู พี่น้องก็ชวนกันไป เดินกันไป หากเป็นหนังฝรั่งมักฉายที่ศรีพิงค์ หนังไทยฉายศรีวิศาลหน้าวัดแสนฝาง ที่สุริวงศ์หน้าประตูท่าแพก็ไปบ่อยมักไปดูรอบ ๑ ทุ่ม

“ถนนช้างม่อยตอนเด็ก ประมาณ ๑ ทุ่มก็ถนนว่างแล้ว เด็กวัยรุ่นจะเล่นสเก็ตกัน มีทั้งล้อยางและล้อเหล็ก จากแยกสมเพชรไป เข้าถนนช้างม่อย ประมาณปี ๒๕๐๗ ขณะนั้นถนนเป็นยางมะตอยโรยด้วยทราย ใช้รถบดอัด ยังเป็นหลุมเป็นหลุม ผมเล่นสเก็ตหกล้ม เอาแขนยันพื้น แขนหักยังจำได้  แหล่งเที่ยวกลางคืนมีบาร์ บาร์บลูมูนอยู่แถวโรงหนังศรีพิงค์  ส่วนคนหนุ่มมักไปบาร์รำวงชื่อ โอชารส อยู่คิวรถช้างเผือก มีเรื่องวิวาทกันบ่อย รอบละ ๑ บาท มักแย่งผู้หญิงกัน รุ่นผมกินเหล้าเสร็จเดินไปซ่องเป็นเรื่องปกติ  มักนัดกันไปกินที่ร้านอรุณไรแล้วก็เดินไปซ่องเป็นทางออกของเด็กผู้ชายสมัยนั้น บ้านเจ๊เล็กอยู่ตรงอินทราทัวร์ปัจจุบัน(ใกล้แยกกำแพงดินใต้) บ้านเจ๊ศรี ราคา ๒๐ บาท ๓๐ บาท ดีหน่อยก็ ๕๐ บาท ถ้าอายุมากหน่อย(หญิงบริการ) ๑๐ บาท เอาไว้ขึ้นครู ค่ำวันศุกร์มักเว้นเพราะทหารจากค่ายกาวิละปล่อยออกจากค่าย ก็มาเที่ยวกำแพงดิน เดินกันเต็มไปหมดคนทั่วไปไม่อยากไป กลัวมีเรื่อง”.

         ครอบครัวหนึ่งที่ซื้อตึกแถวเดิมของหลวงนฤมิตฯ คือ ครอบครัว “สินเศรษฐกุล” ประกอบอาชีพขายข้าวสาร ตั้งชื่อร้านว่า “ซิ้มจิ้งเซี้ยง”

ว่ากันว่าชาวบ้านช้างม่อยที่ประกอบอาชีพทำขนมจีนมักมาซื้อข้าวท่อนจากร้านซิ้มจิ้งเซี้ยงเพื่อไปทำขนมจีน.

พ.ต.อ.อนุ  เนินหาด ผกก.สภ.แม่แจ่ม