หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนช้างม่อย(๑๗)

Author by 9/08/12No Comments »

    ครอบครัวหนึ่งที่ซื้อตึกแถวเดิมของหลวงนฤมิตฯ คือ ครอบครัว   “สินเศรษฐกุล” ประกอบอาชีพขายข้าวสาร ตั้งชื่อร้านว่า “ซิ้มจิ้งเซี้ยง”

ว่ากันว่าชาวบ้านช้างม่อยที่ประกอบอาชีพทำขนมจีนมักมาซื้อข้าวท่อนจากร้านซิ้มจิ้งเซี้ยงเพื่อไปทำขนมจีน นอกจากร้านนี้แล้วยังมีร้านขายข้าวสารอีกร้านหนึ่งอยู่ในซอย ๒ ถนนช้างม่อย คือ ร้านหม่งเฮงเจ้าของร้าน คือ นายจิงเซียง  แซ่ซิ่ม อพยพมาจากประเทศจีนมาอยู่เมืองเชียงใหม่ เริ่มต้นจากการเป็นลูกจ้างร้านขายข้าวสารที่ถนนท่าแพ ต่อมาแต่งงานกับนางพิมพา  แซ่เตี่ย และแยกครอบครัวมาเช่าห้องเปิดร้านขายข้าวสารที่ตลาดบุญอยู่เดิม ถนนราชวิถี ต่อมาย้ายร้านมาเช่าอยู่ถนนช้างม่อยและซื้อห้องของขุนนฤมิตย้ายครอบครัวและเปิดร้านขายข้าวสารเรื่อยมา

รุ่นลูกมี ๓ คน คนหนึ่งเป็นหญิงชื่อ ประวิน  สินเศรษฐกุล แม้ไม่ได้ยึดอาชีพขายข้าวสารแบบรุ่นพ่อแม่ แต่ยังคงอนุรักษ์สิ่งของเครื่องใช้แบบเดิมเมื่อ ๕๐-๖๐ ปีก่อนโดยเก็บรักษาไว้ในบ้านอย่างน่าสนใจ

                ครอบครัวที่ฐานะดีในละแวกนี้อีกครอบครัวหนึ่ง คือ ครอบครัวแม่แก้วนา          ชัยศิริ แม่แก้วนาเป็นน้องของขุนฤมิตร มีไร่นาเลี้ยงตัวได้

บ้านของแม่แก้วนา  ชัยศิริ เป็นบ้านไม้เรือนปั้นหยา เปิดเป็นร้านขายหมูส้ม แม่แก้วนาบ้านอยู่ในซอย ๓ ทำแหนม หมูทอด ข้าวเหนียวขาย ละแวกนี้ทำอาหารเพื้นเมืองขายหลายบ้าน หมูส้มของแม่แก้วนามีชื่อเสียงมาก

                พ.ต.ท.ศิริ  ชัยศิริ(เสียชีวิตแล้ว) อดีตผู้บังคับกอง สภ.อ.แม่แจ่ม บุตรชายของพ่อหนานปุ๊ด  ชัยศิริที่เกิดกับภรรยาคนเดิม ต่อมาพ่อหนานปุ๊ดมาแต่งงานกับแม่แก้วนา พ.ต.ท.ศิริ เคยเล่าว่า 

“ป้าแก้วนา  นามสกุล ชัยศิริ  เป็นแม่เลี้ยงของผม(ภรรยาคนที่สองของนายปุ๊ด ชัยศิริ) ทำแหนมอร่อย มีชื่อเสียงเป็นที่นิยม แหนมสมัยก่อนที่บ้านช้างม่อยใต้ทำกันเกือบทุกบ้าน บ้านของป้าแก้วนาอยู่หลังวัดเชตวัน(ซอย ๓ ถนนช้างม่อย)  คนในครอบครัวช่วยกันทำในบ้าน และนำไปขายที่ร้านเป็นห้องแถวไม้ชั้นเดียวที่เรียกว่า เรือนแพ  อยู่ข้างธนาคาร  ทหารไทยสาขาถนนช้างม่อยเวลานี้ นอกจากทำแหนมแล้ว ป้าแก้วนา ทำอาหารพื้นเมืองแทบทุกชนิด เช่น ไส้อั่ว ,แคบหมู ,จิ้นปิ้ง นำมาขายที่ร้าน เหตุผลใหญ่ที่ทำให้แหนมป้าแก้วนา มีชื่อเสียงและขายดี เพราะนายบุญเหลือ  ธงชัยฤทธิ์ ลูกเขยป้าแก้วนา  รับราชการอยู่สรรพากรที่เชียงใหม่  ทำป้ายประชาสัมพันธ์ทำให้มีคนรู้จักมากขึ้นและขายดี ทำกันแทบไม่ทันขาย หลังจากป้าแก้วนา ตาย รุ่นลูกมาทำต่อ  ภายหลังเลิกกิจการไป”

รุ่นลูกของแม่แก้วนากับพ่อหนานปุ๊ด  ชัยศิริ ที่คนละแวกนี้ได้ทันเห็น คือ นางบัวคลี่ , นางบุญศรีและนายสิงโต  ชัยศิริ

โดยนางบัวคลี่ สามีชื่อนายบุญเหลือ รับราชการพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ รุ่นลูก ๓ คน เรียนเก่งทำงานเป็นแพทย์ พยาบาลและวิศวกร  ส่วนนางบุญศรี สามีชื่อนายสังวาล  ส่วนนายสิงโต ทำงานยาสูบ

ใกล้บ้านของแม่แก้วนา  ชัยศิริ ในซอย ๓ ถนนช้างม่อยซึ่งซอยนี้ไปถึงวัดเชตวันและทะลุถนนท่าแพ ถัดไปทางทิศตะวันตก เป็นบ้านของคุณป้าบุญมี  อรุณสิทธิ์(สกุลเดิมถวิลศักดิ์) อายุ ๘๐ ปี อดีต ผอ.โรงเรียนอนุบาลลำพูน เป็นรุ่นหลานของแม่อุ๊ยลอย  ถวิลศักดิ์ แต่งงานกับพ่ออุ๊ยถ่ง มีเชื้อสายพม่า บ้านของแม่อุ๊ยลอยเดิมนั้นอยู่เยื้องบ้านป้าปราณี  นิรัศยวานิช

รุ่นลูกมี ๖ คน คนหนึ่งคือ แม่คำแปง  ถวิลศักดิ์ เป็นลูกสาวคนโต แต่งงานกับนายเกรียง  แซ่เฮง  แม่คำแปง มีอาชีพขายผ้าที่ตลาด ส่วนนายเกรียง ขายของชำที่ตลาดวโรรส หลังจากแต่งงานแล้วแยกครอบครัว มาซื้อที่ปลูกบ้านอยู่ถัดไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเดิมเป็นที่ว่างของแม่อุ๊ยม้อก เชื้อสายพม่า

รุ่นลูกของแม่คำแปงและนายเกรียงมี ๖ คน คือ

๑.นายอุไร  ถวิลศักดิ์ อาชีพทนายความ ต่อมาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิต

๒.นางบุญศรี  ทรัพย์สุทธิ           ๓.นางบุญมี  อรุณสิทธิ์

๔.นายอโนทัย  ถวิลศักดิ์            ๕.นางแสงอรุณ ฐิลานันท์

๖.น.ส.ศิริเพ็ญ  ถวิลศักดิ์

แม่คำแปง เป็นหญิงเก่งคนหนึ่งของย่านนี้ เพราะหลังจากลูกคนเล็กเกิดไม่นาน นายเกรียง สามีได้เสียชีวิตลง จึงต้องเลี้ยงลูกทั้ง ๖ คนตามลำพัง การค้าขายผ้าที่ตลาดวโรรสเลี้ยงลูกไม่พอ จึงเปลี่ยนอาชีพมาทำอาหารพื้นเมืองขาย แต่ก็ขาดทุนจึงเปลี่ยนมาทำขนมจีนน้ำยา น้ำพริก นำไปขายที่ตลาดวโรรสและตลาดสันป่าข่อย โดยมีญาติมาช่วย ๑ คน ทำให้มีรายได้ส่งลูกให้เล่าเรียนผ่านมาได้

บุตรหญิงคนที่ ๓ คือ นางบุญมี  อรุณสิทธิ์ รับราชการเคยเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ ต่อมาย้ายเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลลำพูน ก่อนที่จะเกษียณอายุราชการ ด้านครอบครัวแต่งงานกับนายจรัสพงษ์  อรุณสิทธิ์  เป็นชาวบ้านช้างม่อยใต้เช่นเดียวกัน

นายจรัสพงษ์  อรุณสิทธิ์ อายุ ๘๐ ปี เล่าว่า สายทางแม่อยู่ช้างม่อยใต้ เริ่มจากหม่อนเอ้ย เชื้อสายมอญ ถูกเกณฑ์เป็นทหารไทยมารบที่เชียงใหม่และฝังรกรากอยู่ที่นี่ จึงเรียกที่นี่ว่าบ้านเม็ง มารุ่นยายและตา คือ แม่อุ๊ยเฮือน และพ่ออุ๊ยวงศ์ อยู่ข้างบ้านป้าปราณี ฐานะดีมีไร่นาอยู่บ้านสันนาเม็ง เขตอำเภอสันทราย ทั้งสองมีลูก ๓ คน คือ แม่บัวเขียว , นายธวัช และนายสุรินทร์

แม่บัวเขียว แต่งงานกับนายจันทร์ขาว  อรุณสิทธิ์  ซึ่งนายจันทร์ขาวเป็นลูกของพ่ออุ๊ยตั๋น แม่อุ๊ยฝั้น เป็นคหบดีอยู่หน้าวัดแสนฝาง มีบ้านอยู่ที่นั่น ต่อมาเกิดไฟไหม้ จึงขายต่อให้คนอื่นไปและย้ายมาซื้อที่สร้างบ้านอยู่ในซอยตรงข้ามวัดหนองคำ บริเวณหน้าวัดแสนฝางต่อมามีผู้สร้างโรงภาพยนตร์ตงก๊ก และเปลี่ยนเป็นศรีวิศาล

ตรงข้ามบ้านคุณป้าบุญมี  อรุณสิทธิ์ เป็นบ้านเก่าสร้างปี พ.ศ.๒๕๐๑ ของนายกิมฮก  แซ่แต้ ภรรยาชื่อ นางกิมหยูเงก  แซ่กิม อพยพมาจากเมืองจีนมาค้าขาอยู่บ้านวังลุง อำเภอฮอด เก็บสะสมเงินได้จึงมาซื้อที่บ้านช้างม่อยเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๗  ค้าขายของชำในตลาดต้นลำไย ชื่อร้านกิมเจริญ

                ใกล้กันไปทางทิศตะวันออก บ้านไม้หลังหนึ่งหลังคามุงดินขออยู่ในซอย ใกล้บ้านของป้าย่นเป็นบ้านเดิมของนายมา ไชยยา ดั้งเดิมเป็นของแม่กิมลอย  แซ่ล้อ นายมาเป็นลูกเขย แต่งกับแม่บัวเขียว ลูกสาวแม่กิมลอย

สามีของแม่กิมลอย ชื่อ นายโถ่ง  ถวิลศักดิ์ แม่กิมลอยมีลูก ๑๑ คน อาชีพทำขนมจีนขาย มารุ่นแม่บัววเขียวทำขนมจีนต่อมา นายมาเป็นช่างไม้ ปลูกบ้านเอง ย้ายมาจากหลังวัดแสนฝาง รับจ้างทำบ้าน ทำตู่ โตจ๊ะ ทำหัวโขน มีคนมาจ้างทำ นายมาลูก ๗ คน ตอนนี้บ้านหลังนี้อยู่ ๑๐ คน บ้านอยู่ติดวัดอู่ทรายคำ

จากบ้านป้าแก้วมามาทางทิศเหนือเป็นบ้านแม่บัวจัน ต่อมาแต่งงานกับนายแปะยี่โกจ่าม เชื้อสายพม่า อาชีพทำไม้อยู่บริษัทบอเนียวเบอม่า รุ่นลูกมี ๓ คน คือ นางบุญเย็น           จันทราศรี , น.ส.บุญปั๋น และนายบุญยืน เป็นตำรวจชั้นประทวน ต่อมาเป็นครู แต่งงานกับนางจันทรา ชาวสันกำแพง บุตรธิดา ๒ คน คือ พันจ่าอากาศบุญยิ่ง  สินสวัสดิ์ และนางบุญยวง โยธามาศ รับราชการคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

                ปากซอยช้างม่อยซอย ๓ คนละฝั่งกับบ้านขุนนฤมิตร เป็นบ้านของตระกูล         “บุญญขันธ์”เดิมเป็นอาคารไม้ห้องใหญ่โล่ง ชั้นเดียว มีรั้วไม้ไผ่สานรอบบ้าน ในบริเวณบ้านปลูกต้นไม้ มีต้นซอมพอที่หน้าบ้านและมีบ่อน้ำ

                เริ่มรุ่นหม่อน คือ แม่อุ๊ยป๋อง มีความรู้ด้านยาสมุนไพร บริการชุมชนโดยรับกวาดยารักษาโรคทางคอให้เด็ก เด็กละแวกนี้เมื่อมีอาการเจ็บคอหรือมีเม็ดขึ้นในลำคอมักมาให้แม่อุ๊ยป๋องกวาดคอ แม่อุ๊ยป๋องจะนำสมุนไพรมาตำผสมเป็นผง ใช้นิ้วปาดตัวยาป้ายในคอเด็กที่ป่วยไข้ สมัยนั้นไม่มีการเก็บเงินค่ายาและค่าบริการ แต่เมื่อถึงช่วงเวลาสำคัญของปี คือ ปีใหม่เมือง(สงกรานต์) ครอบครัวที่เคยมารักษามักแวะเวียนมารดน้ำดำหัวเป็นการตอบแทน

สามีชื่อ นายบุญขัน  บุญญขันธ์ รุ่นลูก มี ๓ คน คือ นายบุญธรรม , นายน้อย ,           แม่คำใส

แม่คำใส แต่งงานกับนายลักษณ์  แซ่คัง อาชีพของแม่คำใส คือ เย็บผ้าและทำอาหารพื้นเมืองไปขายที่ตลาดวโรรสและตลาดต้นลำไย ต่อมาลูกสาวทำอาชีพนี้ต่อมา รุ่นลูกมี ๔ คน คือ นางอรุณี , นายเชิด  (อดีตปลัดอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน) ,น.ส.ไล    และนายบุญเชิด  บุญญขันธ์ (จบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นทนายความที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน).

พ.ต.อ.อนุ   เนินหาด ผกก.สภ.แม่แจ่ม